สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

กระทู้: ความรู้ : เครดิตภาษีสำหรับเงินปันผล 'หุ้น'

  1. #1
    Administrator รูปส่วนตัว stock2morrow
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    277
    0
    รับคำขอบคุณ 4 ครั้ง




    Exclamation ความรู้ : เครดิตภาษีสำหรับเงินปันผล 'หุ้น'

    คอลัมน์: ไขปัญหาภาษี:
    เครดิตภาษีสำหรับเงินปันผล (1)
    Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
    Wednesday, March 12, 2008 09:50

    สิทธิประโยชน์ประการหนึ่งของผู้มีเงินได้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากรก็คือการใช้เครดิตภาษี ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรมสรรพากรได้เคยออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 119/2545 เรื่อง การเครดิตภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 5 พ.ย.2545 โดยยกเลิกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.108/2544 ลงวันที่ 27 ก.ค.2544 แต่ด้วยระยะเวลาได้ล่วงเลยมานานแล้วจึงขอนำมาเป็นประเด็น ปุจฉา - วิสัชนา อีกครั้งหนึ่งดังนี้ครับ

    ปุจฉา ทำไมจึงต้องมีการให้เครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

    วิสัชนา การให้เครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อาจพิจารณาได้เป็น 2 ประการคือ

    ประการที่ 1 เป็นไปเพื่อขจัดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายดังกล่าวได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมาแล้วครั้ง

    หนึ่ง เมื่อนำเงินกำไรหลังจากภาษีเงินได้นิติบุคคลมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นความซ้ำซ้อนทางเศรษฐกิจ (ECONOMIC DOUBLE TAXATION) รัฐๆ หนึ่งจัดเก็บภาษีเงินได้จากเงินได้ก้อนเดียวกันตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป)

    ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่เกิดจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยให้แก่ผู้อยู่ในประเทศไทย หรือเป็นผู้มีภูมิลำเนาในไทย จึงกำหนดให้ผู้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าว ได้รับเครดิตภาษีเท่ากับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร คูณด้วยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล หารด้วยร้อยลบอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งอาจแสดงเป็นสูตรได้ ดังนี้

    เครดิตภาษี = (เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร x อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล) / (100 - อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)

    เครดิตภาษีที่ได้รับให้นำมาถือรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เป็นเงินภาษีเท่าใด ให้นำเครดิตภาษี (รวมทั้งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย) มาหักออก หากยังขาดให้ชำระเพิ่ม แต่ถ้าเกินให้มีสิทธิขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร ซึ่งวิธีการเครดิตภาษีดังกล่าวเป็นการที่รัฐให้เครดิตภาษีเต็มจำนวน (FULL CREDIT) ที่ผู้มีเงินได้ได้ชำระภาษีเงินได้ในรูปของภาษีเงินได้นิติบุคคล

    ประการที่ 2 การพิจารณาให้เครดิตภาษีดังกล่าว เป็นการให้ทางเลือกแก่ผู้มีเงินได้ที่จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักความสามารถในการเสียภาษี (ABILITY TO PAY PRINCIPLE) กล่าวคือ หากผู้มีเงินได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของเงินปันผล เท่ากับผู้มีเงินได้ได้เสียภาษีเงินได้ไปแล้วเป็นจำนวนถึง 37% ของกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุด ที่ใช้สำหรับผู้ที่มีเงินได้สุทธิเกินกว่าสี่ล้านบาทขึ้นไป กฎหมายจึงให้สิทธิแก่ผู้มีเงินได้ที่จะเลือกเสียภาษีเงินได้เท่ากับจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยไม่ต้องนำเงินปันผลมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้อีกต่อไป เพราะโดยภาพรวมรัฐได้เม็ดเงินภาษีจากผู้มีเงินได้ท่านนั้นเต็มตามจำนวนที่รัฐพึงได้แล้ว

    แต่สำหรับผู้มีเงินได้ที่ความสามารถในการเสียภาษียังไม่ถึงขั้นที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราสูงสุดหรือ 37% ของเงินได้สุทธิ การได้สิทธิเครดิตตามเหตุผลประการที่ 1 ดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความเป็นธรรมที่ผู้มีเงินได้จะได้เริ่มคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินกำไรสุทธิในส่วนของตนอีกครั้งหนึ่ง ตามขั้นหรือระดับความสามารถในการเสียภาษีของตน

    ปุจฉา การได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรจะเกิดขึ้นในกรณีใดและเมื่อใด

    วิสัชนา เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน ไม่ว่าผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นจะเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินได้จะทำการหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 10% ของเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งขอกำไร ซึ่งผู้เงินได้มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2 วิธีดังนี้

    วิธีที่ 1 เลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย โดยไม่นำเงินได้ที่เป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรมารวมคำนวณเพื่อเสียเงินได้ตามปกติ และไม่ขอรับเงินภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายนั้นคืน หรือไม่ขอเครดิตภาษีที่ได้ถูกหักไว้นั้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน โดยวิธีนี้ ผู้มีเงินได้จะไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด

    วิธีที่ 2 เลือกที่จะนำเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามวิธีปกติ คือ นำเงินได้พึงประเมินมาหักด้วยค่าใช้จ่าย (ถ้ามี) และค่าลดหย่อน คงเหลือเป็นเงินสุทธิเท่าใด นำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า แต่จำนวนภาษีที่ต้องเสียต้องไม่น้อยกว่าจำนวนภาษีที่คำนวณได้จากอัตรา 0.5% ของเงินได้พึงประเมินที่จำนวนตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป แต่ทั้งนี้ไม่รวมเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร

    โดยวิธีนี้ เฉพาะผู้มีเงินได้ที่อยู่ในประเทศไทย หรือเป็นผู้มีภูมิลำเนาในไทย จะได้รับเครดิตภาษีเท่ากับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร คูณด้วยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล หารด้วยร้อยลบอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจะต้องนำเครดิตภาษีที่ได้รับให้นำมาถือรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

    พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ--จบ--

    ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

    -------


    คอลัมน์: ไขปัญหาภาษี: เครดิตภาษีสำหรับเงินปันผล (2)
    Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)Wednesday, March 19, 2008 09:43

    ขอนำประเด็นสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการใช้เครดิตภาษี ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้มีเงินได้ที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับเงินปันผลหรือ เงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.119/2545 มา ปุจฉา-วิสัชนา ต่อจากสัปดาห์ก่อนดังนี้ครับ

    ปุจฉา มีหลักเกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้มีเงินได้ที่จะได้รับเครดิตภาษีหรือไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรอย่างไร

    วิสัชนา หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาว่า ผู้มีเงินได้รายได้จะได้รับเครดิตภาษีตามกฎหมายหรือไม่ ดังนี้

    1. สิทธิประโยชน์ข้อนี้ กำหนดไว้เป็นพิเศษแก่เฉพาะผู้มีเงินได้ที่เป็นอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย กล่าวคือ เป็นผู้มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร์ของไทย ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้มีเงินได้ดังกล่าวจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว

    2. ต้องเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย รวมทั้งกิจการร่วมค้าที่ประกอบกิจการในประเทศไทย หรือจากกองทุนรวมตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร เช่น กองทุนสินภิญโญ กองทุนทรัพย์ทวิ เป็นต้น

    3. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รวมทั้งกิจการร่วมค้า เว้นแต่กองทุนรวมตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องจ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิมาแล้ว

    ปุจฉา กรณีใดบ้างที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร แต่ไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

    วิสัชนา กรณีดังต่อไปนี้ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร โดยไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

    1. สำหรับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้

    (1) กรณีได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยจ่ายจากกำไรของโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน และได้รับในช่วงเวลาที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนนั้น

    (2) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัทการจัดการกองทุนรวม

    (3) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น โรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือกิจการฝึกอบรมภายในแก่พนักงานของตนและพนักงานของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ประกอบกิจการขนส่งสินค้าโดยเรือเดินทะเล

    2. สำหรับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร

    (1) เงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งกฎหมายกำหนดยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    ตามมาตรา 42(14) แห่งประมวลรัษฎากร

    (2) เงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากกองทุนรวมตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

    ปุจฉา กรณีได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยได้รับเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่มีการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวภายหลังพ้นระยะเวลาที่ได้รับ การส่งเสริมการลงทุน ผู้ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งขอกำไรดังกล่าวมีภาระภาษีอย่างไร และมีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่

    วิสัชนา กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับเงินปันผล ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จากบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และเป็นเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจแยกพิจารณาได้ดังนี้

    1. กรณีกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนได้จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรในช่วงเวลาที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ผู้ได้รับเงินปันผลจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และไม่ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด และไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีสำหรับเงินได้ดังกล่าว

    2. กรณีกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนได้จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรภายหลังพ้นระยะเวลาที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว ผู้จ่ายเงินปันผลต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้ ตามมาตรา 50(2) แห่งประมวลรัษฎากร โดย

    จะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้แก่ผู้มีเงินได้ว่า “ไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร” ด้วย ทั้งนี้ ผู้ได้รับเงินปันผลไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด

    พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ--จบ--

    ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

    ----------

    คอลัมน์: ไขปัญหาภาษี: เครดิตภาษีสำหรับเงินปันผล (3)
    Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

    Wednesday, March 26, 2008 09:21

    ขอนำประเด็นสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการใช้เครดิตภาษี ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้มีเงินได้ที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.119/2545 มา ปุจฉา-วิสัชนา ต่อจากสัปดาห์ก่อนดังนี้ครับ

    ปุจฉา ช่วยตอกย้ำแนวคิดในการมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อีกสักครั้งหนึ่ง เพราะยังไม่ชัดเจนในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็น


    วิสัชนา เป็นคำถามที่ดี ที่ยังไม่ได้ชี้แจงมาก่อน จึงขอโอกาสนี้กล่าวถึงแนวคิดในการมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้ครับ

    1.ในบ้านเรากำหนดหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นสองระดับ กล่าวคือ นอกจากระดับที่เป็นกำไรสุทธิ ซึ่งอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยทั่วไป คือ ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ คงเหลือกำไรสะสมหลังจากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนร้อยละ 70 ของกำไรสุทธิ ในระดับที่สอง คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินปันผล ซึ่งเสียภาษีสูงสุดในอัตราร้อยละ 10 ของเงินกำไรสะสมที่เหลือดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 7 ของกำไรสุทธิ

    เมื่อรวมภาษีเงินได้ที่ชำระทั้งสองระดับแล้วเทียบกับกำไรสุทธิทั้งสิ้น โดยคิดเป็นอัตรา % ก็จะได้เป็นร้อยละ 37 ของกำไรสุทธิ ซึ่งจะเห็นได้ว่า อัตราร้อยละ 37 เป็นอัตราเดียวกับอัตราสูงสุดของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั่นเองเป็นคำตอบว่าทำไมอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรดาสูงสุดจึงเป็นอัตราร้อยละ 37 ของเงินได้สุทธิ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความเป็นกลางในการจัดเก็บภาษีเงินได้ทั้งสองประเภท เพราะไม่ว่าจะเลือกประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดาหรือประกอบกิจการในรูปของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลก็ตาม อัตราภาษีเงินได้สูงสุดก็จะไม่เกินร้อยละ 37 ทั้งสองรูปแบบ อันเป็นหลักการของภาษีอากรที่ดี ในข้อที่ว่าด้วย “ความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ”

    ดังนั้น หากผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งได้สิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราร้อยละ 10 ของเงินปันผล ตามมาตรา 48(3) แห่งประมวลรัษฎากร ก็จะทำให้ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าวเสียภาษีเงินได้ทั้งสิ้นร้อยละ 37 ของกำไรสุทธิ

    2.กล่าวสำหรับผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่อาจจะมีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 37 ของกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงเกิดแนวคิดที่จะให้ผู้มีเงินได้รายนั้นๆ ได้ความเป็นธรรมในระบบภาษีอากรสูงสุด และเป็นไปตามหลักความสามารถในการเสียภาษีอากร กล่าวคือ หากมีเงินได้น้อยก็ให้เสียภาษีเงินได้ในอัตราต่ำ และเพิ่มอัตราสูงขึ้นไปเป็นขั้นบันไดหรือที่นิยมเรียกกันว่า “อัตราก้าวหน้า” (PROGRESSIVE RATE) ทั้งนี้ โดยให้ผู้มีเงินได้ที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับเงินได้ที่เป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ได้สิทธิเสียภาษีจากเงินได้ที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เสมือนเป็นผู้ประกอบกิจการเองแต่เพียงลำพัง จึงให้คำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากกำไรสุทธิในส่วนของผู้มีเงินได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับภาษีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายที่ตนได้เสียไป ก็ให้นำมาเป็นเครดิตหักออกจากจำนวนภาษีที่คำนวณได้ หากเหลือก็ให้มีสิทธิได้รับคืนจากรัฐ

    แนวคิดดังกล่าว เป็นแนวคิดที่ประเทศไทยเราได้รับอิทธิพลจากประเทศอังกฤษ อันเป็นแม่แบบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเรียกการให้เครดิตในลักษณะนี้ว่า ระบบเครดิตเต็มจำนวน (FULL CREDIT)

    แต่เดิมอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระบบอัตราเดียว คือ ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ การบัญญัติกฎหมายมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จึงกำหนดเป็นการตายตัวว่า เครดิตที่ผู้มีเงินได้ได้รับคิดเป็นอัตราเศษ 3 ส่วน 7 ของเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ผู้มีเงินได้ได้รับ

    ครั้นต่อมา มีการพัฒนาระบบอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระบบหลายอัตรา จึงจำเป็นต้องปรับจำนวนเครดิตภาษีให้เป็นธรรมตามอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นๆ ได้เสียไปจริง

    ปุจฉา การจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิที่เกิดจากการรับรู้รายได้ตามเกณฑ์ส่วนได้ส่วนเสีย (EQUITY METHOD) มีผลกระทบต่อการได้รับเครดิตภาษีอย่างไร

    วิสัชนา เงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากบริษัทที่รับรู้รายได้ตามเกณฑ์ส่วนได้ส่วนเสีย จะไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อบริษัทผู้จ่ายปันผลได้รับเงินปันผลจากบริษัทร่วมหรือบริษัทในเครือของตน ก็ไม่มีสิทธินำมาจ่ายเงินปันผลอีก จึงทำให้ผู้ถือหุ้นเสียสิทธิประโยชน์ข้อนี้ไป แต่ข้อดีคือผู้ถือหุ้นได้สิทธิรับเงินปันผลก่อน

    พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ--จบ--

    ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

    ----------

    คอลัมน์: ไขปัญหาภาษี: เครดิตภาษีสำหรับเงินปันผล (4)
    Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

    Wednesday, April 02, 2008 09:28

    ขอนำประเด็นสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการใช้เครดิตภาษี ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้มีเงินได้ที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.119/2545 มา ปุจฉา-วิสัชนา ต่อจากสัปดาห์ก่อนดังนี้ครับ

    ปุจฉา กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไร จากกิจการร่วมค้าที่ประกอบกิจการในประเทศไทย ผู้ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจะได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่

    วิสัชนา กรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือมีภูมิลำเนาในประเทศไทย และเป็นผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกิจการร่วมค้าที่ประกอบกิจการในประเทศไทย และได้ผ่านการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิในอัตรา 30% ของกำไรสุทธิ ผู้มีเงินได้ดังกล่าวก็ย่อมได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรด้วย เนื่องจากกิจการร่วมค้าที่ประกอบกิจการในประเทศไทย ถือเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิเช่นเดียวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยทั่วไป เงินส่วนแบ่งของกำไรจึงถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร

    ปุจฉา กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จากกองทุนรวมตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร เช่น กองทุนสินภิญโญ หรือกองทุนทรัพย์ทวี และเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากกองทุนรวมที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร และผู้ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร จะได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่

    วิสัชนา กรณีผู้มีเงินได้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวม เช่น กองทุนสินภิญโญ กองทุนทรัพย์ทวี ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าว มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลือกเสียภาษีเท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 10% ของเงินได้ หรือจะนำเงินส่วนแบ่งของกำไรไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด.90 เมื่อสิ้นปีภาษีตามปกติก็ได้ ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด เนื่องจากเงินได้ของกองทุนรวม และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามมาตรา 48(3) วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

    กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไร จากกองทุนรวมที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เช่น กองทุนบัวหลวง กองทุนรวงข้าว เป็นต้น ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นนี้ผู้ได้รับเงินปันผลไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างใด เนื่องจากกองทุนดังกล่าวไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และหากผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรยอมให้ผู้จ่ายเงินได้นั้นหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(2) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 10% ของเงินได้ เมื่อถึงกำหนดยื่นรายการ ผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรมีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลือกเสียภาษีเท่าที่ถูกหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย หรือจะนำเงินส่วนแบ่งของกำไรไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแบบ ภ.ง.ด.90 เมื่อสิ้นปีภาษีตามปกติก็ได้ ทั้งนี้ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 262) พ.ศ.2536

    โดยทั้งสองกรณี ผู้จ่ายเงินได้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ออกให้แก่ผู้มีเงินได้ว่า “ไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร” ด้วย

    ปุจฉา กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการสถานฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างของตน หรือของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ผู้ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร จะได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่

    วิสัชนา เนื่องจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนและสถาบันอุดมศึกษา หรือกิจการสถานฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างของตน หรือของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 284) พ.ศ.2538 ผู้มีเงินได้ที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกิจการดังกล่าว จะไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

    สำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนและสถาบันอุดมศึกษา ยังได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามข้อ 2(37) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ส่วนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ประกอบกิจการสถานฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างของตน หรือของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ผู้จ่ายเงินปันผลต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตรา 10% ของเงินได้ ตามมาตรา 50(2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนผู้จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร จะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ออกให้แก่ผู้มีเงินได้ว่า "ไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร” ด้วย

    พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ--จบ--


    ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

    ---------

    คอลัมน์: ไขปัญหาภาษี: เครดิตภาษีสำหรับเงินปันผล(5)
    Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

    Wednesday, April 09, 2008 09:20

    ขอนำประเด็นสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการใช้เครดิตภาษี ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้มีเงินได้ที่เป็นถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 119/2545 มาปุจฉา-วิสัชนา ต่อจากสัปดาห์ก่อนดังนี้ครับ

    ปุจฉา มีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

    วิสัชนา กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายอัตรา เมื่อจ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และผู้จ่ายเงินได้ทราบโดยชัดแจ้งว่า จ่ายจากเงินกำไรสุทธิหลังจากเสียภาษีในอัตราใด ผู้จ่ายเงินได้จะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจนว่าเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้น จำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่สามารถทราบโดยชัดแจ้งว่า จ่ายจากเงินกำไรสุทธิหลังจากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราใด ให้เฉลี่ยเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามส่วนของกำไรสุทธิหลังจากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในแต่ละอัตราภาษี และจะต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ชัดเจนว่าเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้น จำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราใด ซึ่งในกรณีนี้ ทั้งยุ่งยาก และที่สุดแล้วก็ต้องระบุอยู่ดีว่า ได้จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกำไรสุทธิหลังจากเสียภาษีเงินได้บุคคลอัตราใด ดังนั้น จึงควรที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายอัตรา เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับการลดอัตรา หรือกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จะได้จัดทำบัญชีแยกประเภทกำไรสะสมหลังจากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งบัญชีสำรองตามกฎหมาย (สำหรับบริษัทจำกัด) เป็นรายอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อความสะดวกในการจัดสรรกำไรสะสมเป็นเงินปันผล โดยเลือกจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิหลังจากเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราใดก่อนหลังก็ได้

    ปุจฉา มีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับโทษ กรณีระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิการได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไร

    วิสัชนา มีแนวปฏิบัติดังนี้

    1. กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผล แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้โดยถูกต้องและครบถ้วนแล้ว หากผู้มีเงินได้มิได้นำไปใช้เครดิตภาษี หรือนำไปใช้เครดิตภาษีถูกต้องตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินได้และผู้มีเงินได้ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 47 ทวิ วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร

    2. กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผล แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ถูกต้องและครบถ้วนแล้ว หากผู้มีเงินได้นำไปใช้เครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แต่ใช้เครดิตภาษีไม่ถูกต้อง โดยเครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ อันเป็นเหตุให้ผู้มีเงินได้ได้รับเงินภาษีคืนเกินไปหรือชำระภาษีไว้ไม่ครบถ้วน ผู้จ่ายเงินได้ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 47 ทวิ วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับผู้มีเงินได้ต้องรับผิดตามจำนวนเงินภาษีที่ได้รับคืนเกินไปหรือเงินภาษีที่ชำระไว้ไม่ครบถ้วน ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกคืนเงินจำนวนดังกล่าวหรือประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากผู้มีเงินได้ แล้วแต่กรณี ตามมาตรา 47 ทวิ วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร

    3. กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผล แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ถูกต้อง และผู้มีเงินได้มิได้นำไปใช้เครดิตภาษี ตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินได้และผู้มีเงินได้ ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 47 ทวิ วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร

    4. กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผล แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ถูกต้อง และผู้มีเงินได้นำไปใช้เครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยเครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ผู้มีเงินได้จะได้รับเงินภาษีคืนเกินไป หากผู้มีเงินได้ยังไม่ได้รับเงินภาษีคืน หรือได้รับเงินภาษีคืนแต่ยังไม่เกินกว่าจำนวนที่พึงได้รับ ผู้จ่ายเงินได้และผู้มีเงินได้ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 47 ทวิ วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร

    5. กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผล แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ถูกต้อง และผู้มีเงินได้นำไปใช้เครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยเครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ อันเป็นเหตุให้ผู้มีเงินได้ได้รับเงินภาษีคืนเกินไปหรือชำระภาษีไว้ไม่ครบถ้วน ผู้จ่ายเงินได้ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ตามจำนวนเงินภาษีที่ได้รับคืนเกินไปหรือเงินภาษีที่ชำระไว้ไม่ครบถ้วน ตามมาตรา 47 ทวิ วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกคืนเงินจำนวนดังกล่าวหรือประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากผู้จ่ายเงินได้ก่อน

    แต่ถ้าเรียกคืนเงินภาษีหรือเรียกเก็บภาษีจากผู้จ่ายเงินได้ไม่ได้หรือไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจเรียกคืนเงินภาษีหรือเรียกเก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 18 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีผู้มีเงินได้ได้รับเงินปันผลจากผู้จ่ายเงินได้หลายราย และผู้จ่ายเงินได้บางรายแสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ถูกต้อง หากผู้มีเงินได้นำไปใช้เครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยเครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ อันเป็นเหตุให้ผู้มีเงินได้ได้รับเงินภาษีคืนเกินไปหรือชำระภาษีไว้ไม่ครบถ้วน ผู้จ่ายเงินได้ซึ่งแสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ถูกต้อง ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ตามจำนวนเงินภาษีที่ได้รับคืนเกินไปหรือเงินภาษีที่ชำระไว้ไม่ครบถ้วน ตามมาตรา 47 ทวิ วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ


    --จบ--

    ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

  2. #2
    Administrator รูปส่วนตัว stock2morrow
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    277
    0
    รับคำขอบคุณ 4 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ตัวอย่างการกรอก

    คลิ๊ก ตอนที่ 1
    คลิ๊ก ตอนที่ 2


    ขอบคุณเว็บ http://www.yourinvestment.in.th

  3. #3
    YOU'LL NEVER WALK ALONE รูปส่วนตัว god_x
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    304
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบคุณครับ
    YOU'LL NEVER WALK ALONE

  4. #4
    We Can FLY รูปส่วนตัว เม่าjet
    สมัครเมื่อ
    19 Sep 2009
    โพส
    1,577
    44
    รับคำขอบคุณ 37 ครั้ง

    Red face

    ขอบคุณคร้าบ admin ^,^

  5. #5
    เม่าปีกเ
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    1,568
    65
    รับคำขอบคุณ 10 ครั้ง

    Talking









กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 14:47.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com