ตอบกลับกระทู้
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 11 จากทั้งหมด 11

กระทู้: รวมบทวิเคราะห์ และ ประเด็นมุมมองตลาดหหุ้นวันนี้

  1. #1
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง




    มาตรฐาน รวมบทวิเคราะห์ และ ประเด็นมุมมองตลาดหหุ้นวันนี้

    หนี้เน่าบัตรเครดิตเพิ่ม4.8%


    ชื่อ:  127.jpg
ครั้ง: 1096
ขนาด:  34.0 กิโลไบต์

    รายงานข่าวจากสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แจ้งตัวเลขการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วงไตรมาสแรกปี 2553ว่าผู้ถือบัตรเครดิตที่มียอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป(เอ็นพีแอล) มีทั้งสิ้น 5,285 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 242 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 4.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยธนาคารพาณิชย์มียอดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 609 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.78% ขณะที่บริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน(นอนแบงก์)และสาขาธนาคารต่างชาติกลับมียอดลดลง 326 ล้านบาท หรือลดลง 15.93% และ 42 ล้านบาท หรือลดลง 5.21% ตามลำดับ


    ทั้งนี้ ในไตรมาสดังกล่าวสถาบันการเงินมียอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตทั้งสิ้น 1.83 แสนล้านบาทลดลงจากไตรมาสก่อน 1.36 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 6.91% โดยสถาบันการเงินทุกประเภทต่างมียอดลดลง โดยธนาคารพาณิชย์ลดลง 8.71 พันล้านบาท คิดเป็น 11.31% นอนแบงก์ ลดลง 3.96 พันล้านบาท คิดเป็น 4.66% และสาขาธนาคารต่างชาติลดลง 917 ล้านบาท หรือลดลง 2.66%



    ขณะที่จำนวนบัตรเครดิตมีทั้งสิ้น 13.45 ล้านใบ ลดลง 3.67 หมื่นใบ หรือหดตัว 0.27% ซึ่งมีเพียงธนาคารพาณิชย์เท่านั้นที่มีปริมาณบัตรลดลงถึง 1.30 แสนใบ ขณะที่นอนแบงก์กลับเพิ่มขึ้น 8.55 หมื่นใบ และสาขาธนาคารต่างชาติเพิ่มขึ้น 8.63 พันใบ ส่วนปริมาณการใช้จ่ายโดยรวมมีทั้งสิ้น 9.18 หมื่นล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 9.75 พันล้านบาท หรือลดลง 9.59% ขณะที่การเบิกเงินสดล่วงหน้ามีจำนวนทั้งสิ้น 1.86 หมื่นล้านบาท ลดลง 395 ล้านบาท หรือลดลง 2.08%




    ที่มา แนวหน้า วันที่ 12/05/10

  2. #2
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน วิเคราะห์หุ้นบริษัทพร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟค

    'รายได้ยังคงโดดเด่น' (หุ้นเด่น)


    สถาบันวิจัยนครหลวงไทย(SCRI)วิเคราะห์หุ้นบริษัทพร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟคหรือPFในไตรมาส1ปี2553( Q1/53) PF มีรายได้รวมเท่ากับ 2,409 ล้านบาทโดยมีรายได้จากโครงการแนวราบเท่ากับ 1,600 ล้านบาทหรือเป็นสัดส่วน 66.4% รายได้จากคอนโดมิเนียมเท่ากับ 24.25 ล้านบาทหรือประมาณ 1% ส่วนที่เหลือ 785 ล้านบาทหรือประมาณ 32.6% เป็นรายได้จากการขายที่ดินเปล่าที่ล่าช้ามาจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ใน Q1/53 PF มีรายได้ที่เติบโตโดดเด่น และคิดเป็น 31.2% ของประมาณการที่ SCRI ทำไว้ในปีนี้

    ทั้งนี้ในช่วง Q1/53 PF มีอัตราการทำกำไรขั้นต้นเท่ากับ 28.2% อ่อนตัวลงเล็กน้อยจาก 29.8% ในไตรมาส1ปี2552(Q1/52) และจาก 32.2% ในไตรมาส4ปี2552( Q4/52 )โดยใน Q1/53 โครงการประเภทแนวราบมีอัตราการทำกำไรขั้นต้นเท่ากับ 31.8% คอนโดมิเนียมเท่ากับ 45.5% และที่ดินเปล่าที่เท่ากับ 20.5%


    จากการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น และการคุมคุมค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี โดยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายต่อรายได้เท่ากับ 12.7% ลดลงจาก 17.2% ใน Q4/52 และ 15.8% ใน Q1/52 ส่งผลให้ PF มีกำไรสุทธิใน Q1/53 ที่เท่ากับ 232 ล้านบาท เติบโต 91.2%เทียบกับปีก่อน( yoy )และ 67.2% เทียบกับไตรมาสก่อน(qoq) และคิดเป็น 53% ของประมาณการที่ SCRI คาดไว้ในปีนี้

    SCRI คงประมาณการของ PF ในปี 2553 ที่คาดรายได้ที่ 7,715 ล้านบาทเติบโต 31.8% yoy และรวมบนสมมุติฐานของการขายที่ดินเปล่ามูลค่า 800 - 900 ล้านบาทในปีนี้และคาดกำไรสุทธิที่ 435 ล้านบาทเติบโต 7.6% yoy โดยปีนี้จะเป็นปีที่ PF ต้องเริ่มจ่ายภาษีอย่างเต็มรูปแบบหลังจากที่ Tax Shield หมดอายุในปีที่แล้ว คาดว่าผลประกอบช่วงที่เหลือจะอ่อนตัวลงจากการกลับมาจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราปกติ

    SCRI ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ PF เท่ากับ 3.45 บาทต่อหุ้นและแนะนำให้ 'Take Profit' อย่างไรก็ตาม PF ประกาศจ่ายเงินปันผลของงวดปี 2552 ที่เท่ากับ 0.25 บาทต่อหุ้นโดยจะขึ้นเครื่องหมายXD(ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล)วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 และจ่ายวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 ผลตอบแทนกว่า 7%




    ที่มา แนวหน้า วันที่ 12/05/10

  3. #3
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน Bsbm แนะนำ “ซื้อ”

    บล.ซิกโก้ : BSBM แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมเท่ากับ 1.75 บาท


    ชื่อ:  100.jpg
ครั้ง: 1011
ขนาด:  66.7 กิโลไบต์

    ใน 1Q10A บริษัทกำไรสุทธิ 47 ลบ. เพิ่มขึ้น 45.4% YoY แต่ลดลง 32.9% QoQ

    บริษัทรายงานผลการดำเนินการ 1Q10A โดยยอดขายเท่ากับ 440 ลบ. ลดลง 31.6% YoY และ 32.0% QoQ จากปริมาณขาย 22,400 ตัน และราคาขายเหล็กเส้นเฉลี่ย 19,600 บาท/ตัน ในขณะที่ต้นทุนขายเท่ากับ 371 ลบ. ลดลง 36.3% YoY และ 42.7% QoQ เนื่องจากบริษัทสามารถจัดหาวัตถุดิบ (Billet) ในราคาต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 460 USD/Ton ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับราคา Billet ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 650 USD/Ton ส่งผลให้ Gross Profit Margin ใน 1Q10A อยู่ที่ 15.8% เพิ่มขึ้นจาก 0.0% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากบริษัทมีการบันทึกกลับค่าเผื่อการลดลงของมูลค่าสินค้าคงเหลือใน 4Q09A โดยกำไรสุทธิใน 1Q10A เท่ากับ 47 ลบ. เพิ่มขึ้น 45.4% แต่ลดลง 32.9% QoQ



    คาดราคาขายเหล็กเส้นเฉลี่ยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 2Q10E


    SSEC มองว่าราคาขายเหล็กเส้นเฉลี่ยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณสินค้าคงเหลือของผู้ผลิตเหล็กทรงยาวในประเทศเริ่มลดลง ทำให้ผู้ผลิตต้องทำการปรับราคาขายเฉลี่ยเหล็กเส้นในปัจจุบันตามต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก โดยผู้บริหารของบริษัทเปิดเผยว่าราคาขายในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดอยู่ที่ระดับ 20.5 บาท/ก.ก. รวมทั้งเรามองว่าปริมาณสินค้าคงเหลือ (เหล็กทรงยาว) ของบริษัท ณ สิ้น 1Q10A จำนวนกว่า 40,000 ตัน จะส่งผลให้ Gross Profit Margin ใน 2Q10E-3Q10E จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 1Q10A



    ราคาขายเหล็กเส้นในประเทศต่ำกว่าราคาในตลาดโลก 10.2%


    SSEC มองว่าราคาเหล็กเส้นในประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 20,500 บาท/ตัน เมื่อทำการเปลี่ยนหน่วยจากสมมติฐานค่าเงินบาทเท่ากับ 32.3 บาท/เหรียญสหรัฐ จะเท่ากับ 635 USD/Ton เมื่อเปรียบเทียบกับราคาในตลาด CIS วันที่ 29 เม.ย. 53 ราคาเหล็กเส้นอยู่ที่ 700 USD/Ton (22,610 บาท/ตัน) สูงกว่าราคาในประเทศถึง 10.2% โดยเราคาดว่าราคาขายเหล็กเส้นเฉลี่ยใน 2Q10E จะอยู่ที่ 22,500 บาท/ตัน เพื่อสะท้อนราคาต้นทุนวัตถุดิบ (Billet) ใหม่



    แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมเท่ากับ 1.75 บาท

    SSEC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 1.75 บาท อิง P/BV เท่ากับ 1x เนื่องจากเรามองว่าราคาขายเหล็กเส้นมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบในตลาดโลกประกอบกับบริษัทยังคงมีปริมาณสินค้าคงเหลือประเภทเหล็กทรงยาวอีกกว่า 40,000 ตัน ทำให้คาดการณ์ Gross Profit Margin ใน 2Q10E มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 1Q10A โดยราคาในปัจจุบันต่ำกว่าราคาเหมาะสมของเราเท่ากับ 22.4% และคาดการณ์เงินปันผลจากผลการดำเนินงานใน FY10E คิดเป็น Dividend Yield เท่ากับ 8.0%

  4. #4
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน บล.เคจีไอ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 12/05/53

    บล.เคจีไอ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 12/05/53


    ชื่อ:  51.jpg
ครั้ง: 962
ขนาด:  42.8 กิโลไบต์


    แกว่งตัวลง

    kgi ประเมินดัชนี set วันพุธจะแกว่งออกข้าง แทงน้ำหนักทางลง ระยะสั้นนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มขายสุทธิต่อเนื่อง เพราะแม้ว่ากลุ่มยุโรปมีการออกเม็ดเงินช่วยเหลือแล้วแต่นักลงทุนบางส่วนต้องดึงเงินกลับจากตลาดที่มีกำไร (เช่นตลาดหุ้นเอเชีย) เพื่อลดความเสี่ยงต่อสถานะสภาพคล่อง ทั้งนี้หากนับตั้งแต่ต้นปี 2553 นักลงทุนต่างชาติยังเหลือยอดซื้อสุทธิอยู่ 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อไปในระยะสั้นๆ นอกจากนี้ปัจจัยการเมืองภายในยังจบไม่ลง หลังกลุ่มเสื้อแดงยังไม่ยุติการชุมนุม และเริ่มมีความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ามากขึ้นหลังนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าวว่ากลุ่มผู้ชุมนุมควรออกจากพื้นที่ราชประสงค์ภายในวันนี้ (12 พ.ค.) โดยฝ่ายรัฐบาลจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากการตัดน้ำตัดไฟเป็นต้น อย่างไรก็ดีดัชนี set เมื่อวานอ่อนลงเร็วในช่วงท้ายตลาด ผนวกกับนักลงทุนสถาบันในประเทศมีแนวโน้มซื้อต่อเนื่องตามมุมมองตลาดที่ดีในครึ่งปีหลัง เชื่อว่าตลาดหุ้นวันนี้จะอ่อนตัวในกรอบที่จำกัด มีแนวรับสั้นที่ 770 จุด และที่ 763 จุด

    กลยุทธ์: นักลงทุนระยะสั้นที่ขายทำกำไรช่วงรีบาวด์ไปแล้ว แนะให้ชะลอการลงทุน เพื่อติดตามปัจจัยการเมืองที่กลับมามีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ส่วนภาพระยะยาวยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แนวโน้มผลประกอบการที่เป็นขาขึ้นในปีนี้-ปีหน้า kgi เชื่อว่าหากปัจจัยการเมืองจบลงแล้วตลาดหุ้นไทยจะเป็นเป้าหมายหนึ่งในการเคลื่อนย้ายสภาพคล่องจากฝั่งตะวันตกมาที่ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย ซึ่งจะเป็นแนวทางการลงทุนหลักในครึ่งหลังของปี 2553



    ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ

    ที่ประชุม ครม. เมื่อวันจันทร์เห็นชอบร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่างปี 2554 (ต.ค. 2553-ก.ย. 2554) วงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำเป็นงบขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท บนสมมติฐานว่ารัฐบาลจะมีรายได้สุทธิ 1.63 ล้านล้านบาทด้วยการเติบโตของจีดีพี 6.5% ในปี 2554 (ซึ่งหากจีดีพีโตไม่ถึงก็มีความเสี่ยงที่จะขาดดุลมากกว่า 4.2 แสนล้าน) ทั้งนี้สภาผู้แทนฯ จะพิจารณางบประมาณดังกล่าวสำหรับวาระแรก ในวันที่ 24-26 พ.ค. ก่อนจะพิจารณาวาระสองและวาระสามในวันที่ 18-19 ส.ค. และน่าจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวันที่ 10 ก.ย. เป็นที่น่าสังเกตว่ากำหนดเวลาของ พรบ. งบประมาณนั้นจะเสร็จสิ้นก่อนช่วงเวลาที่รัฐบาลอาจมีการยุบสภา (ตามแผนปรองดองของนายกฯ) ในช่วง 15-30 ก.พ. เพียงไม่กี่วันเท่านั้น


    top ได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อสัดส่วนในบริษัททรัพย์ทิพย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเอทานอลผ่านบริษัท ไทยออยล์ เอทานอล (top ถือหุ้น 100%) โดยจะใช้เงินลงทุน 680 ล้านบาทบริษัททรัพย์ทิพย์ เป็นบริษัทในเครือทรัพย์สถาพร ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตร มีกำลังการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลัง 2 แสนลิตรต่อวัน มูลค่าการลงทุนถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของ top ดังนั้นจึงคาดว่าการลงทุนดังกล่าวจะเพิ่มมูลค่าได้ไม่มาก อย่างไรก็ตามการเข้าร่วมทุนดังกล่าวเป็นหนึ่งในแนวนโยบายของ top ที่มีความต้องการกระจายความเสี่ยงธุรกิจออกไปและเพื่อเป็นการรองรับการเติบโตในอนาคตของธุรกิจพลังงานชีวภาพ คงคำแนะนำ ซื้อราคาเป้าหมาย 56.50 บาท

  5. #5
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน Spali แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว

    บล.กิมเอ็ง : SPALI แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว คงราคาเป้าหมายที่ 8.60 บาท



    ชื่อ:  128.jpg
ครั้ง: 927
ขนาด:  32.5 กิโลไบต์


    กำไรไตรมาส 1/53 โต 54% yoy แข็งแกร่งกว่าที่เราคาด


    SPALI ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/53 เท่ากับ 831 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อนและ 26% จากไตรมาสก่อน และดีกว่าที่เราคาด ทั้งนี้เนื่องจากยอดโอนที่เติบโตแข็งแกร่งและสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยรายได้เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อนและ 16% จากไตรมาสก่อนเป็น 3.16 พันล้านบาท จากยอดขายโครงการแนวราบที่แข็งแกร่งและการโอนคอนโดมิเนียมซิตี้โฮม รัชดา-ปิ่นเกล้า กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 44.3% จาก 41.4% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากรับรู้รายได้จากคอนโดมิเนียมที่มีอัตรากำไรสูง


    ¨ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงอย่างรวดเร็ว จากการโอนบ้านจำนวนมาก

    กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในไตรมาส 1/53 ยังคงเป็นบวกสูงถึง 811 ล้านบาท ทำให้ SPALI สามารถคืนหนี้ได้จำนวนมาก โดยหนี้เงินกู้ลดลงเหลือ 2.39 พันล้านบาทในไตรมาส 1/53 จาก 3.37 พันล้านบาทในไตรมาสก่อน และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนลดลงเหลือเพียง 0.28 เท่าจาก 0.45 เท่าในไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง จากแผนการเปิดโครงการจำนวนมากถึง 12 โครงการ มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท



    ¨ แนวโน้มยอดขายและกำไรชะลอตัวในไตรมาส 2/53


    แนวโน้มยอดขายไตรมาส 2/53 คาดว่าจะชะลอตัว เนื่องจากผู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจซื้อบ้านเพื่อรับประโยชน์จากมาตรการภาษีอสังหาฯ และจากโปรโมชั่นเพื่อเร่งโอนของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในไตรมาส 1/53 อีกทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง นอกจากนี้ SPALI จะไม่มีโครงการเปิดใหม่ในไตรมาสนี้ด้วย เนื่องจากยอดขายที่คาดว่าจะชะลอตัว ประกอบกับการที่ไม่มีคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จในไตรมาสนี้ ทำให้เราคาดว่ากำไรไตรมาส 2/53 จะลดลงจากไตรมาสก่อน


    ¨ ความน่าสนใจอยู่ที่อัตราเงินปันผลที่สูงถึง 8%

    SPALI มียอดขายที่ยังไม่รับรู้ (Backlog) จำนวน 1.83 หมื่นล้านบาท โดย Backlog จำนวน 5.97 พันล้านบาทจะรับรู้เป็นรายได้ในไตรมาส 2-4/53 ซึ่งได้รองรับ 82% ของประมาณการรายได้ปีนี้ ช่วยให้กระแสรายได้มีความมั่นคงสูง และจ่ายปันผลในระดับสูงได้ต่อเนื่อง โดยเราคาดเงินปันผลสำหรับปีนี้ที่ 0.60 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็นอัตราเงินปันผลที่สูงถึง 8.2% อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราคาดว่ายอดขายและผลประกอบการจะชะลอตัวในไตรมาส 2/53 ซึ่งจะส่งผลลบต่อราคาหุ้นในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า เราจึงปรับคำแนะนำเป็น ซื้อเมื่ออ่อนตัว โดยคงราคาเป้าหมายที่ 8.60 บาท

  6. #6
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน SET50 Futures

    KEST มองเช้านี้ SET50 Futures พักฐานต่อหลังม็อบส่อแววยืดเยื้อ - ปัจจัยนอกไม่เป็นใจ เชื่อหากการเมืองจบทำตลาดฟื้น



    KEST มองเช้านี้ SET50 Futures พักฐานต่อ หลังม็อบเสื้อแดงส่อแววยืดเยื้อ แถมดาวโจนส์ - น้ำมันร่วง เพราะนลท.กังวลปัญหาการเงินยุโรปไม่จบ ลุ้นหากการเมืองสงบ จะมีแรงเก็งกำไรกลับมาอีกรอบ แนะเปิดสถานะซื้อในสัญญา M10 ประเมินแนวรับ 535 จุดให้แนวต้าน 545 จุด



    นางสาวมยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEST เปิดเผยถึงการซื้อขายสินค้า SET50 Futures ในตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทย (TFEX) วันนี้ว่า ดัชนีฯ มีแนวโน้มที่จะปรับฐานลงเป็นวันที่ 2 โดยมีปัจจัยการเมืองในประเทศเข้ามากดดันเป็นหลัก

    หลังจากกลุ่มแกนนำนปช.ประกาศปฏิเสธ การเข้าพบ DSI ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี วานนี้ส่งผลให้ปัญหาการเมืองมีแนวโน้มที่จะกลับมามีความเสี่ยงต่อการยืดเยื้ออีกครั้ง



    โดยวานนี้นักลงทุนต่างชาจติยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 5 มากขึ้นเป็น 2,974 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การเมือง แม้ว่าจะมีแรงซื้อสุทธิเข้ามาในตลาดอนุพันธ์ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเข้ามาซื้อ Gold Futres ตามทิศทางราคาทองที่ปรับเพิ่มขึ้น ไม่มีนัยสำคัญแต่อย่างใด


    ประกอบกับปัจจัยต่างประเทศในวันนี้ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้น ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนเริ่มระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น โดยดัชนีดาวโจนส์สหรัฐฯ วานนี้ปรับตัวลดลง 36.88 จุด หลังจากตลาดกังวลต่อมาตรการช่วยเหลือของสหภาพยุโรปที่ยื่นวงเงินเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ อาจจะไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรป


    ด้านราคาน้ำมันในตลาดโลกวานนี้ปรับตัวลดลง 0.43 ดอลลาร์ ปิดที่ระดับ 76.37 ดอลลาร์/บาร์เรล จากกรณีช่วยเหลือของสหภาพยุโรป ที่อาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา ส่งผลให้นักลงทุนไม่มั่นใจต่อค่าเงินยูโร ประกอบกับสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่จะรายงานคืนนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเป็นสัปดาห์ที่ 14


    อย่างไรก็ตามต้องคิอยติดตามประเด็นการเมืองไทย ซึ่งหากแกนนำกลุ่มนปช. สรุปและตัดสินใจจะยุติการชุมนุมได้เมื่อใด เชื่อว่าจะเกิดแรงเก็งกำไรในตลาดกลับมามากขึ้น


    โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เปิดสถานะซื้อ (Long) ประเมินแนวรับ 535 จุด แนวต้าน 545 จุด ในสัญญา S50M10 เดือนมิถุนายน 2553 ด้าน SET50 ประเมินแนวรับ 535 จุด แนวต้าน 545 จุด

  7. #7
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน Egco แนะนำถือ

    บล.กิมเอ็ง : EGCO แนะนำถือ ราคาเหมาะสมที่ 91 บาท


    ชื่อ:  129.jpg
ครั้ง: 868
ขนาด:  9.1 กิโลไบต์


    รายงานกำไรไตรมาส 1/53 ที่ 2,071 ล้านบาท ลดลง 8% yoy


    บริษัทรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/53 ออกมามีกำไรสุทธิ 2,071 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 3.93 บาท ดีขึ้น 62% qoq ตามผลของฤดูกาล แต่ลดลง 8% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,239 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.25 บาท ตามรายได้ค่าไฟฟ้าที่ลดลงของโรงไฟฟ้าระยอง (REGCO), กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด (จีพีจีหรือ KK2) ที่มีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนและส่วนของส่วนแบ่งผลกำไรของโรงไฟฟ้า BLCP (EGCO ถือหุ้น 50%) ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) โดยรายได้ค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนอม (KEGCO) เพิ่มขึ้น 23% yoy เป็น 780 ล้านบาท ในขณะที่รายได้ของโรงไฟฟ้าระยอง ลดลง 33% yoy เป็น 631 ล้านบาท ในส่วนของส่วนแบ่งผลกำไรของโรงไฟฟ้า BLCP (EGCO ถือหุ้น 50%) เพิ่มขึ้น 8% yoy เป็น 946 ล้านบาท จากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 172 ล้านบาท หากหักผลดังกล่าวออกกำไรปกติของ BLCP จะลดลง 25% yoy เหลือ 774 ล้านบาทในขณะที่การรับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรของโรงไฟฟ้าแก่งคอย 2 (KK2 : กำลังการผลิต 1,468 เมกะวัตต์ บริษัทถือหุ้น 50%) ก็ลดลง 19% yoy เป็น 394 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน ในไตรมาสนี้บริษัทยังไม่ได้เริ่มรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 (EGCO ถือหุ้น 25%) กำลังการผลิต 1,086.80 เมกกะวัตต์ (มีสัญญาจำหน่ายให้กับ EGAT 995 เมกกะวัตต์) เนื่องจากได้เลื่อนกำหนดการเปิดดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ออกไปจากเดือนมีนาคมเป็นเดือนเมษายน

    คาดผลกำไรไตรมาส 2/53 มีแนวโน้มลดลงตามอัตราค่าไฟฟ้าที่ลดลง


    แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/53 ของบริษัทคาดว่าจะอ่อนตัวลงจากไตรมาส 2/52 ตามอัตราค่าไฟฟ้าที่ลดลงของ REGCO ในขณะที่ส่วนแบ่งผลกำไรของโรงไฟฟ้า BLCP คาดว่าจะปรับตัวลดลงตามอัตราค่าไฟฟ้าที่ปีนี้จะลดลงประมาณ 10-15% ในขณะที่ส่วนแบ่งผลกำไรของโรงไฟฟ้า KK2 ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่จากการใช้อัตราการผลิตเต็มที่ ในไตรมาสนี้เราคาดว่าบริษัทจะรับรู้รายได้และผลกำไรจากโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2 ได้เต็มไตรมาส ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับ EGCO ได้ 125-150 ล้านบาทในไตรมาสนี้และทั้งปีประมาณ 500-600 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่มากเพียงพอที่จะชดเชยรายได้และผลกำไรของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของบริษัทที่ลดลง เบื้องต้นเราประเมินว่าผลกำไรปกติในไตรมาส 2/53 จะลดลงจากไตรมาส 2/52 ที่บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,403 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.56 บาท


    ขาดปัจจัยบวกกระตุ้นราคาหุ้น แนะนำ ถือ เพื่อเงินปันผล


    เราคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรกได้ 2.50 บาท/หุ้นและครึ่งปีหลังอีกอย่างน้อย 2.50 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนทั้งปี 6.3% ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 6.1 เท่าและมี upside อยู่ 14% จากราคาที่เหมาะสมของเราที่ 91 บาท จากแนวโน้มผลกำไรที่ชะลอตัวลง, upside ที่จำกัดและขาดปัจจัยบวกมากระตุ้นราคาหุ้นในปีนี้ ทำให้เรายังคงคำแนะนำ ถือ เพื่อเงินปันผล สำหรับ EGCO

  8. #8
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน Cpall ราคาพื้นฐานปี 53 ที่ 33.50 บาท

    บล.ฟิลลิป : CPALL ราคาพื้นฐานปี 53 ที่ 33.50 บาท แนะนำ “ซื้อ”


    ชื่อ:  05.jpg
ครั้ง: 803
ขนาด:  22.6 กิโลไบต์

    กำไรสุทธิใน 1Q53 อยู่ที่ 1,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.4%YoY, 53%QoQ

    ผลประกอบการงวด 1Q53 บริษัทมีรายได้ขายและบริการเท่ากับ 31,982 ล้าบาท เพิ่มขึ้น 23.4%YoY, 4.3%QoQ และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.4%YoY, 53%QoQ กำไรต่อหุ้น 0.37 บาท กำไรออกมาดีกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 1.44 พันล้านบาท อยู่ 16.4% โดยกำไรที่ออกมาเติบโตสูงเนื่องจาก 1)ยอดขายเพิ่มขึ้น 23.4%YoY, 4.3%QoQ 2) อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น 0.3%YoY, 0.4%QoQ เป็น 26.50% 3)สัดส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายลดลง 1%YoY, 2.5%QoQ เป็น 23.78%


    คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2553 เติบโต 16% แต่มีโอกาสปรับขึ้น

    กำไรสุทธิใน 1Q53 เทียบเป็น 29% จากประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 ที่ 5,799 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.29 บาท บนสมมุติฐานยอดขายเติบโต 9%YoY, อัตรากำไรขั้นต้นที่ 26.6% และสัดส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายที่ 24.35% ซึ่งหลังจากผลประกอบการ1Q53 ออกมา ทางฝ่ายมีมุมมองเป็นบวกเพิ่มขึ้นต่อการเติบโตของยอดขาย และประสิทธิภาพการควบคุมค่าใช้จ่ายขายและบริหารซึ่งดีกว่าสมมุติฐานปี 2553 ดังนั้นมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มกำไรสุทธิถ้าแนวโน้มยอดขายเติบโตต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายยังอยู่ในระดับต่ำต่อ โดยถ้าปรับลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารลง 0.2% เป็น 24.15% กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 3.1%


    ปรับราคาพื้นฐานปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 33.50 บาท ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ”


    ทางฝ่ายปรับราคาพื้นฐานปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 33.50 บาท บน P/E ที่ 25.85 เท่า(อิงบน P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี + 0.5SD)เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 16.60 เท่า ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ขาย” เป็น “ซื้อ”

  9. #9
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน บีทีเอสล้างขาดทุนสิ้นปี โวเตรียมจ่ายเงินปันผล

    บีทีเอสล้างขาดทุนสิ้นปี โวเตรียมจ่ายเงินปันผล


    ชื่อ:  90.jpg
ครั้ง: 782
ขนาด:  51.4 กิโลไบต์

    นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ เปิดเผยหลังนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรกเมื่อ 11 พ.ค. หลังเข้าซื้อหุ้นบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ และเปลี่ยนชื่อจากบริษัท ธนายง เป็นบีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ และเปลี่ยนหมวดจากอสังหาริมทรัพย์เป็นขนส่งและโลจิสติกส์ ว่า บริษัทวางเป้าหมายล้างขาดทุนสะสมให้หมดภายในปีนี้ จะนำเงินมาจากการดำเนินงาน และส่วนล้ำมูลค่าหุ้น หากบริษัทล้างขาดทุนสะสมได้หมด มีแผนจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นสำหรับงวดผลประกอบการปีนี้




    อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทยังวางเป้าหมายรายได้รวมเติบโต 8% จากการให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส แม้ในไตรมาส 1 จะมีปัญหาการเมืองทำให้ต้องปิดให้บริการเดินรถเร็วขึ้น และทำให้ขาดรายได้วันละ 1 ล้านบาท แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะภายใต้ความต้องการการเดินทางที่สะดวกสบาย บริษัทสามารถตอบโจทย์นี้ได้ อีกทั้งการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะส่งผลดีต่อธุรกิจและผู้ถือหุ้น


    นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเพิ่มจำนวนรถไฟฟ้าอีก 12 ขบวน ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อรองรับความต้องการใช้บริการของผู้โดยสารและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดวันละ 580,000 คน ขณะที่วันธรรมดาประมาณวันละ 500,000 คน และมีรายได้เฉลี่ยวันละ 12 ล้านบาท (คิดจากผู้โดยสารวันละ 500,000 คน) โดยขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนปรับขึ้นอัตราค่าบริการ ส่วนธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในโครงการที่ติดสถานีรถไฟฟ้า และนอกเส้นทางรถไฟฟ้า บริษัทยังเดินหน้าดำเนินธุรกิจตามแผน ปัจจุบันมีมูลค่าที่ดินรวม 13,000 ล้านบาท ที่จะนำมาพัฒนาโครงการได้ คาดรายได้จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ จะเริ่มรับรู้ในปี 54



    ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 12/05/10

  10. #10
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 12/05/53

    บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 12/05/53


    ชื่อ:  78.jpg
ครั้ง: 709
ขนาด:  75.1 กิโลไบต์

    ยังเน้นเล่นสั้นตามรอบ...จะซื้อถือให้รอปรับตัวลงโดยเฉพาะถ้าลงแรง!!


    แนวโน้ม: แม้ว่าเมื่อวานนี้จีนจะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด แต่ตลาดหุ้นเอเชียไม่ตอบสนองในเชิงบวก กลับวิตกต่อมาตรการเบรก ศก. ของจีนว่าอาจจะมีออกมาอีกและอาจเข้มงวดขึ้นกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาหลังมีมาตรการต่างๆ ออกมาตลอด แต่เศรษฐกิจจีนก็ยังคงร้อนแรง โดยล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อของจีนเดือน เม.ย. พุ่งสูงสุดในรอบ 18 เดือน ขณะที่ความกังวลเรื่องหนี้ในยุโรปก็ยังกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐจะยังดูดีต่อเนื่อง แต่ดัชนีดาวโจนส์ก็ไม่สามารถที่จะบวกต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า โดยย้อนกลับมาปรับตัวปิดเป็นลบไป 36 จุดเศษ ส่วนเรื่องการยุติการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ยังยืดเยื้อต่อ หลังแกนนำผู้ชุมนุมระบุให้รองฯ สุเทพ ไปมอบตัวกับตำรวจที่กองปราบเท่านั้นถึงจะยอมยุติการชุมนุม แต่รองนายกฯ ยังยืนยันไปรับข้อกล่าวหาเรื่องสลายม็อบวันที่ 10 เม.ย. ที่ DSI เท่านั้น จึงทำให้สถานการณ์การชุมนุมที่คาดกันว่าจะยุติในเร็ววันนี้ยังต้องจับตาดูต่ออีกครั้ง โดยเฉพาะวันนี้ (12 พ.ค.) นายกฯ ได้ระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมควรประกาศยุติการชุมนุมโดยไม่ต่อรองอีกแล้ว เพราะถ้ายังไม่ยุติ ทางรัฐบาลอาจต้องบังคับใช้ กม. ทำให้ FSS คาดว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้จะเน้นหนักไปทางแกว่งตัวผันผวนตามปัจจัยต่างๆ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงเป็นตัวชี้นำ ดังนั้นถ้าจะเข้าเทรดดิ้งต่อจึงยังต้องใช้ความระมัดระวัง และจำกัดพอร์ต โดยควรหาจังหวะซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลง ไม่ไล่ราคาถ้าเป็นบวก


    กลยุทธ์: แนะนำให้เทรดดิ้งเล่นตามรอบได้ แต่ควรหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลง ไม่ไล่ราคาถ้าเป็นบวก ส่วนจังหวะซื้อเพื่อถือลงทุนแนะนำให้เริ่มทยอยเลือกหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาตลาดยังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมากๆ เข้ารับได้เมื่อตลาดปรับตัวลง โดยเฉพาะถ้ามีการปรับตัวลงแรง ซึ่งได้แก่ KBANK, SCB, BBL, BAY, TTW, HMPRO, CPALL, BIGC, MAKRO, AP, PS, LH, QH, CPN, PTTEP, ROJNA เป็นต้น


    ประเด็นสำคัญวันนี้

    จีนทำให้ตลาดกังวลเพิ่มขึ้น ความกลัวเรื่องหนี้ในยุโรปไม่ทันจาง (กรีซมีพันธบัตรอายุ 10 ปีที่จะครบกำหนดชำระวันที่ 19 พ.ค. 8.5 พันล้านยูโร วันนี้กรีซจะต้องยื่นขอเงินกู้จาก EU 1.45 หมื่นล้านยูโร และคาดว่า IMF จะสมทบอีก 5.5 พันล้านยูโร) จีนที่รายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ร้อนแรงต่อเนื่องทำให้ตลาดหันกลับมาวิตกว่ารัฐบาลจีนจะออกมาตรการคุมเข้มเศรษฐกิจที่เข้มไปกว่าเดิมอีก เพราะแม้ว่าจีนจะออกมาตรการมาอย่างต่อเนื่องทั้งเพิ่มเงินดาวน์บ้านเพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรในภาคอสังหาฯ และปรับเพิ่มเพดานกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ถึง 3 ครั้งรวม 1.5% ในปีนี้ แต่ยอดปล่อยกู้เดือน เม.ย. ก็ยังสูงกว่าตลาดคาดมากถึง 32% (ยอดปล่อยกู้ 4 เดือนแรกคิดเป็น 35% ของปีที่แล้วทั้งปี) และราคาบ้านก็ยังเพิ่มต่อเนื่อง 17% Y-Y (เดือน มี.ค. +16% Y-Y) ที่สำคัญที่สุดคือเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 18 เดือนในเดือน เม.ย. ทำให้ตลาด เศรษฐกิจที่ร้อนแรงบวกกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ยิ่งกดดันรัฐบาลให้ต้องปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่า หรือปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะนี้หลายสำนักวิจัยคาดว่าจีนจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือน มิ.ย. นี้ สถิติอดีตที่ผ่านมา พบว่าในครั้งแรกที่ดอกเบี้ยกลับทิศ จะกระทบตลาดหุ้นเฉลี่ยประมาณ 15% - 20% เป็นเวลา 2 เดือน

    นายกฯ ขีดเส้นตายยุติการชุมนุมวันนี้ นปช. ไม่ยอมรับการที่นายสุเทพไปมอบตัวกับ DSI เพราะไม่ใช่การไปพบในฐานะผู้ต้องหา เป็นเพียงการไปรับทราบเรื่องราวร้องทุกข์ จึงยังไม่ยกเลิกการชุมนุม ขณะที่ นายกฯ ขีดเส้นให้เสื้อแดงยกเลิกการชุมนุมวันนี้ (12 พ.ค.) ไม่มีการต่อรอง


    MSCI ลดน้ำหนักในไทย ปรับหุ้นออก 3 ตัวคือ LH, TMB, DTAC ไม่มีปรับเพิ่ม เริ่ม 26 พ.ค. นี้ ตลาดหุ้นไทยเป็นประเทศเดียวใน Asia Pacific ที่ไม่มีการปรับหุ้นเพิ่มเข้ามาคำนวณ มีแต่ปรับออก


    KCE กำไรดีกว่าทั้งเราและตลาดคาด แม้จะคำนึงถึงผลกระทบจากการฟื้นตัวช้าของเศรษฐกิจในยุโรปแล้วเราก็ยังปรับประมาณการขึ้นจากเดิม 9% ทำให้ราคาเป้าหมายถูกปรับขึ้นเป็น 10 บาท ยังคงเป็น Top Pick ในกลุ่มอิเล็คทรอนิคส์




    CPF คาดว่าจะประกาศผลประกอบการวันนี้ และมีแนวโน้มว่ากำไรจะดีกว่าตลาดคาด อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นปรับขึ้นมาอย่างร้อนแรง 55% YTD ทำให้ PE แพง เราแนะนำให้ขายเมื่องบออก และเปลี่ยนตัวเป็น GFPT ซึ่งมี PE ถูกกว่า โดยประเมินเป้าหมายเบื้องต้น 77 – 85 บาท



    Technical View : “เมื่อวานนี้ดัชนียังย้อนกลับมาต่ำกว่าแนวต้าน 784 จุดอีก ทำให้ต้องรอลุ้นที่แนวรับ 768 จุดก่อนว่าจะพยุงตลาดไหวหรือไม่ เพราะถ้าหลุดต่ำกว่านี้ลงไปก็มีสิทธิแกว่งลงต่อเนื่อง ดังนั้นจะเข้าเทรดดิ้งต้องรอดูจังหวะแกว่งก่อน...”


    แนวรับ : 770-768*** , 760-757* , 747-740**

    แนวต้าน : 779-781* , 787-790** , 796-800***



    Technical Picks:

    QH (Bt 2.10 เป้าเทคนิค 2.20-2.30 cut loss ถ้าหลุด 2.04)

    DTAC (Bt 35 เป้าเทคนิค 37-39 cut loss ถ้าหลุด 34)

    CIG (Bt 1.53 เป้าเทคนิค 1.62-1.72 cut loss ถ้าหลุด 1.50)

  11. #11
    You can't make someone else's choices รูปส่วนตัว aotto
    สมัครเมื่อ
    20 Nov 2009
    โพส
    23,220
    23
    รับคำขอบคุณ 1,497 ครั้ง

    มาตรฐาน Agri&Food แนะนำ “ซื้อ”

    สถาบันวิจัยนครหลวงไทย : Agri&Food แนะนำ “ซื้อ” TVO ราคาเหมาะสม 21.00 บาท


    Agri&Food ประมาณการอุปสงค์ – อุปทานสินค้าเกษตรปีเพาะปลูก (ใหม่) 2553/2554


    กระทรวงเกษตรและสหรัฐฯ (USDA) รายงานประมาณการอุปสงค์ – อุปทานประจำปีเพาะปลูก 2553/2554 ซึ่งเป็นฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ โดย USDA คาดผลผลิตถั่วเหลืองจะลดลง ขณะที่คาดผลผลิตข้าว / ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดในปีนี้จะเพิ่มขึ้น


    ถั่วเหลือง : USDA ประเมินผลผลิตถั่วเหลืองปีเพาะปลูก 2553/2554 จะลดลงประมาณ 3% yoy เป็น 250 ล้านตัน ขณะที่คาดว่าประเทศจีนจะมีความต้องการนำเข้าถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 3 ล้านตัน เป็น 49 ล้านตันอย่างไรก็ตามแม้ว่าผลผลิตจะลดลงและความต้องการนำเข้าจากจีนจะเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ USDA ประเมินผลผลิตจำนวนมากของประเทศบราซิลและอาร์เจนติน่าจะเป็นตัวแปรที่แย่งส่วนแบ่งตลาดของถั่วเหลืองจากประเทศสหรัฐฯ USDA จึงประมาณการการส่งออกถั่วเหลืองของสหรัฐฯในปีนี้จะลดลง 2.85 ล้านตันเป็น 36.74 ล้านตัน และทำให้ปริมาณสำรองถั่วเหลืองของสหรัฐฯในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 9.94 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 5.16 ล้านตันในปีก่อน

    ข้าว : USDA ประมาณการผลผลิตข้าวของโลกปี 2553/2554 เพิ่มขึ้น 4% yoy เป็น 459.74 ล้านตัน ประเทศที่มีการปรับเพิ่มประมาณการผลผลิตข้าวอย่างมีนัยสำคัญคือประเทศอินเดีย โดยปรับขึ้นประมาณ 11.5 ล้านตันจากปีก่อนเป็น 99 ล้านตัน ทั้งนี้ผลจากปริมาณผลผลิตข้าวที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณสำรองข้าวของโลกในปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 7% yoy เป็น 96.625 ล้านตัน

    ปาล์มน้ำมัน : USDA คาดผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2553/2554 จะเพิ่มขึ้น 7% yoy เป็น 49.337 ล้านตัน และคาดปริมาณสำรองปาล์มน้ำมันปีนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 16.4% yoy เป็น6.244 ล้านตัน อย่างไรก็ตามคาดความต้องการนำเข้าจากประเทศอินเดียจะยังคงเพิ่มขึ้นอีก 14% yoy เป็น 8.2 ล้านตัน

    คาดแนวโน้มราคาถั่วเหลืองจะอยู่ในระดับที่ดีกว่าปีก่อน เนื่องจากอุปทานที่จะตึงตัวมากขึ้น ส่วนแนวโน้มราคาข้าวในตลาดโลกนั้น SCRI ประเมินจะยังคงถูกกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น และสำหรับแนวโน้มราคาปาล์มน้ำมันนั้น SCRI ประเมินจะทรงตัวในระดับที่สูงแม้ปริมาณผลผลิตและปริมาณสำรองจะเพิ่มขึ้นก็ตาม เนื่องจากความต้องการนำเข้าจากอินเดียที่แข็งแกร่ง


    คำแนะนำการลงทุนตามปัจจัยพื้นฐาน : SCRI แนะนำ “ซื้อ” TVO ราคาเหมาะสม 21.00 บาท โดยประเมินว่าผลการดำเนินงานงวด Q1/53 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี เนื่องจากแนวโน้มราคาถั่วเหลืองที่จะทรงตัวในระดับที่สูงขึ้นจากอุปทานที่ตึงตัวมากขึ้นกว่าในปีก่อน รวมทั้งการเริ่มเดินเครื่องจักรสกัดกากถั่วเหลืองใหม่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง

ตอบกลับกระทู้

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 11:28.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com