ชาวเอเชียหลายสัญชาติ ได้เดินทางไปตั้งรกรากในประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็นเวลานานหลายทศวรรษมาแล้ว


ชื่อ:  504847-topic-ix-0.jpg
ครั้ง: 7128
ขนาด:  70.8 กิโลไบต์


ชาวเอเชียหลายสัญชาติ ได้เดินทางไปตั้งรกรากในประเทศ สหรัฐอเมริกา เป็นเวลานานหลายทศวรรษมาแล้ว ที่แน่ๆ ก็คือไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก ชิคาโก ซานฟรานซิสโก ฯลฯ ล้วนแต่มีพื้นที่ของ ไชน่าทาวน์ ที่กว้างขวาง ยิ่งนัก และปัจจุบัน ชาวเอเชียเรา ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ฟิลิปปินส์ ไทย ฯลฯ ต่างก็มีชุมชนของตนเอง อยู่ในเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐอเมริกา

จะบอกให้ว่า วันนี้ไม่เฉพาะ ?คนเอเชีย? เท่านั้น ที่เข้าไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่น เพราะ ?แมลงเอเชีย? ก็เข้าไปด้วย โดยขณะนี้ ?ไอ้ตัวเหม็น? จากเอเชีย กำลังสั่นคลอนสวนผักและผลไม้ของอเมริกา อย่างน่าตกใจยิ่ง

ไอ้ตัวเหม็น ขนาดความยาวประมาณเกือบ 1 นิ้ว ลำตัวสีน้ำตาลอ่อน เป็นที่เลื่องลือว่ามัน ?สวาปาม? ได้ทุกอย่างโดยไม่เลือกชนิด ไม่ว่าจะเป็น เชอร์รี มะเขือเทศ ถั่ว แอปเปิล หรือ พีช ฯลฯ และที่ทำให้ชาวสวนอเมริกันตื่นตระหนก ก็คือขณะนี้ มีจำนวน มากมายหลายล้านตัว และกระจายไปทั่ว 33 มลรัฐแล้ว โดยยังไม่มีศัตรูธรรมชาติ หรือกระบวนการทางธรรมชาติใดๆ ที่จะกำจัดมันได้ รวมทั้งยังมีลักษณะเฉพาะตัว คือถ้าจับมันมา ?บี้? ทิ้งเสีย มันจะส่ง ?กลิ่นเหม็น? ทันที จนชาวอเมริกันเรียกมันว่า ?ไอ้ตัวเหม็น? (Stink Bug)

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวเหม็นจากเอเชีย ตามที่เห็นในรูปนี้ แพร่พันธุ์ไปจากประเทศใดในเอเชีย และมีพันธ์นี้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ (ผมเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ และการบริหาร ไม่มีความรู้เรื่องแมลงครับ) แต่มันกำลังลามไปทั่วรัฐใหญ่ๆ ที่มีสวนผักและสวนผลไม้จำนวนมาก ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย ออริกอน วอชิงตัน เป็นต้น และกำลังสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะ ในแมรีแลนด์ เพนซิลเวเนีย และเวอร์จิเนีย ก็เสียหายไปแล้วเกือบ สี่สิบล้านดอลลาร์ และนี่เป็นเพียงความเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น


ชาวสวนผักผลไม้บางคนบอกว่า ?ไอ้ตัวเหม็น? กำลังเป็นภัยที่ร้ายแรงที่สุดในรอบสี่สิบปี

เจ้าตัวเหม็นมันคงโชคดีมาก เพราะในขณะนี้ อเมริกา ยังไม่มีสัตว์ชนิดใดที่เป็นศัตรูโดยธรรมชาติของมัน มันจึงอยู่อย่างสบาย หากินผักผลไม้ไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน (อุ๊บ....ขอโทษครับ ชีวิตอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน เพราะแมลงคงไม่มีทรัพย์สินใด นอกจากรังและลูกของมันนะครับ) แถมยังเย้ยมนุษย์จนถึงวินาทีสุดท้าย เพราะ ?ลองมาบีบฉันให้ตายสิ ฉันจะส่งกลิ่นเหม็นใส่แกเลยแหละ?

จะว่าไปแล้ว ประเทศไหนๆ ก็มีแมลง แต่แมลงที่ทำลายผักผลไม้ และขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นภัยต่อชาวสวนอย่างยิ่ง การกำจัดแมลงที่ได้ผล ส่วนใหญ่ก็ใช้ ยาฆ่าแมลง ซึ่งถ้าควบคุมไม่ดี ก็ส่งผลให้เกิดพิษภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งในอเมริกา เขาระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเมืองไทยเรานั้น บ่อยครั้งที่แม่บ้านจากชนบทบอกกับนายจ้างชาวกรุงว่า ?ที่บ้านหนูปลูกถั่วฝักยาวค่ะ แต่บ้านหนูไม่กินถั่วฝักยาวหรอกค่ะ? (เพราะหนูเห็นกับตาว่าเราว่าฉีดอะไรไปที่ฝักถั่ว จนกระทั่งถึงวันที่เก็บเกี่ยวจำหน่ายให้ผู้บริโภค)

การทำสวนทำไร่ และฉีดสารเคมีอันตราย โดยไม่คำนึงถึงผู้บริโภค นั้น คนที่ทำน่าจะรู้สึกว่ามันเป็นบาปอย่างยิ่ง แต่ในความเป็นจริง คงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะถ้าไม่ฉีด ก็จะไม่ได้ผลิตผลที่รูปลักษณ์สวยงาม และได้ราคา ผู้บริโภค ก็เลยต้องดูแลตนเอง ด้วยการแช่ด่างทับทิม หรือ โซเดียม ไบคาร์บอเนต แต่ผมคิดว่า จะมากจะน้อยแค่ไหน พวกเราทุกคน ก็บริโภคสารเคมีเข้าสู่ร่างกายของเรา ผ่านทางการบริโภคอาหาร สะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน

ผลก็คือสถิติการป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ หรือ โรคในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ประเทศต้องเสียค่าดูแลรักษาพยาบาล จำนวนมหาศาล ซึ่งนับเป็นการสูญเปล่าและเสียโอกาส อย่างยิ่ง เรื่องอย่างนี้ คนที่ต้องเอาใจใส่ดูแล คงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของรัฐ ที่จะต้องทำงานหนัก ออกตรวจสอบโดยเคร่งครัดและสม่ำเสมอ โดยคิดเสียว่า เป็นการทำงานที่ได้เงิน และได้บุญอีกด้วย


เมื่อสองสามวันก่อน ผมไปทำธุระด้านทะเบียน ที่เขตแห่งหนึ่ง เห็นแผ่นพับ ก็เลยหยิบมาดูชิ้นหนึ่ง เพราะพาดหัวไว้ว่า ?ระวังเครื่องสำอางอันตราย.........? ผมเปิดคลี่ออกมาทีละหน้า ทีละหน้า ช่างไม่น่าเชื่อว่า เอกสารเตือนผู้บริโภค ที่ออกมาจากทางการฉบับนี้ มีภาพถ่ายของหญิงชาย ซึ่งทั้งไม่น่าดู และน่าสงสาร เพราะเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากเครื่องสำอางผสมสารเคมีที่ไม่ปลอดภัย และทำให้ผิวพรรณบนใบหน้า ผิดรูปผิดร่างไป

ที่ทำให้ผมตกใจก็คือ ทุกหน้ามีรายชื่อเครื่องสำอางราคาถูก ที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งถูกระบุว่ามีส่วนผสมอันตราย จาก สารเคมีหลายชนิด ทางการเผยแพร่เอกสารนี้โดยวางรวมไว้บนช่องเสียบแผ่นพับ ซึ่งมีแผ่นพับหลากหลายประเภท แต่ผมสงสัยจริงๆ ว่า ชาวบ้านชาวช่อง ที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จะมีสักกี่คนที่สนใจหยิบไปอ่าน เพราะผมเดินไปเดินมาหลายรอบ ก็ไม่เห็นใครไปหยิบสักคน นอกจากนักวิชาการสอดรู้สอดเห็นอย่างผม ซึ่งเห็นอะไรก็อ่านไปหมดทุกอย่างที่ขวางหน้า


ที่ตกใจมากยิ่งขึ้น ก็คือแผ่นพับฉบับนั้น เมื่อนับแล้ว มีจำนวนเครื่องสำอางอันตรายมากกว่า 50 ยี่ห้อ! เท่าที่จำได้ สินค้าบางชิ้น มีคำว่า ?ดร.? อยู่ในยี่ห้อ ด้วย และผมไม่ทราบว่า ยังมีอีกกี่สิบกี่ร้อยยี่ห้อ ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดระดับล่าง ซึ่งทางการยังเอื้อมมือไปไม่ถึง

คนไทยเราช่างน่าสงสารจริงๆ ยิ่งคนที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจ ก็ยิ่งต้องเผชิญกับความเสี่ยง ในเรื่องต่างๆ มากขึ้น แม้กระทั่งเครื่องสำอาง และอาหารการกิน ของพวกเขา


ปัญหาบ้านเรามีมากมาย ดังนั้น ลำพังเรื่องอาหาร หรือเครื่องสำอาง ปนสารพิษ ก็คงยังไม่ค่อยได้รับความสนใจอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มากเท่ากับปัญหาอื่นๆ และถ้าจะว่าไปแล้ว คนไทยก็อยู่และกิน กันมาอย่างนี้นับเป็นร้อยปี แล้ว ไม่เห็นมีอะไรจะต้องห่วงมากมายเลย ดังนั้น เรื่องอย่างนี้ ก็คงไม่ไปกระตุกต่อมทำงานของผู้รับผิดชอบ เท่าใดนัก และถ้าจะทำอะไรบ้าง ก็คงฮือฮาไปเป็นพักๆ ตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น

ผู้ผลิตที่ทำร้ายผู้บริโภคอย่างเลือดเย็น เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้า รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รู้ข้อมูล แต่แสร้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ (ถ้ามี) นั้น น่าจะไม่ต่างไปจาก ?ไอ้ตัวเหม็น? เท่าใดนัก คือสังคมนี้ไม่พึงปรารถนา แต่ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า เจ้าตัวเหม็น ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นทันทีที่ถูกบี้ตายนั้น ระหว่างที่มันยังมีชีวิตอยู่ มันรู้สึกเหม็นตัวเองบ้างหรือเปล่า ผมก็เลยอยากจะถามคนที่ทำร้ายผู้บริโภคอย่างเลือดเย็น รวมทั้งผู้ที่มีส่วนให้ความร่วมมือ ว่าทุกคืนที่นอนคิดเรื่องยอดขาย กำไร และผลประโยชน์ตอบแทน ที่ได้มานั้น.........


ได้กลิ่นตัวเอง บ้างหรือเปล่าครับ



Tags : Business and Society
ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม
เจ้าของคอลัมภ์นิสต์ BUSINESS&SOCIETY