ตอบกลับกระทู้
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 8 จากทั้งหมด 8

กระทู้: อิชิตันชาเขียว - การย้อนเกล็ดโออิชิที่เจ็บแสบ

  1. #1
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,405
    2
    รับคำขอบคุณ 46 ครั้ง




    มาตรฐาน อิชิตันชาเขียว - การย้อนเกล็ดโออิชิที่เจ็บแสบ

    อิชิตันชาเขียว - การย้อนเกล็ดโออิชิที่เจ็บแสบ


    ทุกคนมีข้อดีและข้อเสีย ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทั้งหมด แต่เรามักจะดูคนที่ประสบความสำเร็จไว้เป็นแรงบันดาลใจ ให้สู้ต่อไป ให้มุ่งมั่นกับความฝัน







    คุณตัน (โออิชิ) หรือภาสกรนที ก็เป็นหนึ่งในไอดอลของผมมาตลอด เพราะเขาเริ่มมาจากศูนย์ มีเงินเป็นสิบล้าน ติดลบเป็นร้อยล้าน แล้วก็กลับมามีอีกเป็นพันล้านได้ ด้วยความสามารถและการตัดสินใจที่เฉียบคมของเขาล้วนๆ







    จุดหักเหที่ทำให้ตันต้องมาเปิดตัวเองเป็นแบรนด์ใหม่ โดยใช้ตัวเองเป็นพรีเซนเตอร์นั้นก็ต้องย้อนกลับไปที่ ?การเข้ามาถือซื้อหุ้นโออิชิของเบียร์ช้างในปี 2006?







    ตอนเข้าตลาดมูลค่าของโออิชิประมาณ 300 ล้านบาทเท่านั้น แต่เมื่อเจ้าสัวเจริญยื่นข้อเสนอที่ปฎิเสธไม่ได้ด้วยดีล 3000 ล้านบาท กำไรถึง 10 เท่าภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี ที่สำคัญกว่านั้นคือการยอมให้ตันบริหารต่อไปในฐานะCEOโดยคงหุ้นไว้ 10%เท่านั้น โดยที่เจ้าสัวก็จะไม่เข้ามายุ่ง หรือแทรกแซงอะไร ให้ตันบริหารไปเต็มที่







    ?ข้อเสนอแบบนี้จะมีคนสักกี่คนที่จะปฎิเสธ?







    เป้าหมายของเบียร์ช้าง มี2ประการคือ







    1. ลงทุนในธุรกิจส่วนอื่นที่เป็น Non-Alcohol ซึ่งได้โออิชิซึ่งมีส่วนแบ่งของชาเขียวสูงที่สุดในประเทศไทย แถมยังมีธุรกิจเชนร้านอาหารที่มีคนรู้จักทั้งประเทศ เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ที่คนไทยให้การยอมรับในเรื่องอาหารและเครื่องดื่มในระดับต้นๆของเมืองไทยเลยทีเดียว







    2. การเข้าตลาดหลักทรัพย์แบบ BACK DOOR หรือว่าประตูหลัง หากจะย้อนกลับไปเบียร์ช้างพยายามลองเชิงในการเข้าตลาดหุ้นไทยมาหลายครั้ง ในสมัยที่ กิตติรัตน์ ณ ระนองยังเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่















    แต่จะพิจารณาทีไรก็โดนม็อบมาประท้วงทุกที สุดท้ายเมื่อเข้าไปเทรดตลาดที่สิงค์โปร์ กิตติรัตน์ก็ลาออก เพราะตามสัจจะวาจาที่เคยให้ไว้ ว่าอยากให้เบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นไทย มันไม่ได้มีผลต่อการที่จะทำให้คนไทยทานเหล้ามากขึ้นหรือน้อยลง แต่มันจะเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยจะมีทางเลือกมากขึ้น







    ว่ากันว่า สาเหตุที่เบียร์ช้างไม่สามารถเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้นั้น เป็นเพราะการตกลงผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ได้มากกว่า ฝ่ายการเมืองอาจจะเรียกร้องสูงเกินกว่าที่เจ้าสัวจะรับได้ ซึ่งก็พอจะมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง เพราะรัฐบาลสมัยนั้นมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากจะผลักดันให้เบียร์ช้างหรือไทยเบพฯ เข้าตลาดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถแน่นอน















    เมื่อคุณเจริญถอดใจไปเข้าตลาดสิงค์โปร์เสร็จแล้ว ก็ซื้อกิจการของโออิชิ ก็เปรียบเสมือนการเข้าตลาดหุ้นไทยทางประตูหลัง (BACK DOOR) ถึงจะไม่ใช่เป้าหมายแบบที่หวังไว้ตอนแรก แต่การมีหุ้นเทรดในตลาดไทยในชื่อบริษัทที่มีมูลค่าน้อยกว่าไทยเบฟ แถมยังได้โออิชิที่ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดดีมากๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไรนัก















    ดีลที่หอมหวานนี้จึงเกิดขึ้น ตันได้เงินมา 3000 ล้าน เจ้าสัวได้โออิชิไปทั้งแบรนด์ ได้เข้าตลาดหุ้นทันที ทุกฝ่ายจึงดูน่าจะWIN WIN แต่ตันโออิชิในวันนั้นก็ไม่ประมาท และเจ้าสัวเจริญก็รู้ว่าวันหนึ่งตันต้องไป แต่คงไม่นึกว่าจะโดนย้อนเกล็ดแบบเจ็บแสบที่สุดขนาดนี้
    เดี่ยวการเมือง http://www.youtube.com/watch?v=NUyTz...tailpage#t=62s

  2. #2
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,405
    2
    รับคำขอบคุณ 46 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ยามรักกันใหม่ๆ น้ำต้มผักก็ยังว่าหวาน ไม่ต่างอะไรกับตันโออิชิ และเจ้าสัวเจริญแห่งเบียร์ช้าง



    ตัน ภาสกรนที ไม่ใช่ผู้บุกเบิกในตลาดใด แต่ตั้งแต่เขาเข้าสู่วงการอาหารและเครื่องดื่ม ก็ได้สร้างปรากฎการณ์ที่สามารถ ?เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยให้ไปตลอดกาล? ได้อย่างไม่น่าเชื่อ



    เริ่มตั้งแต่การทำบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นราคา500บาทให้เป็น ? Talk of the Town? ในช่วงที่ผู้ใช้อินเทอร์เนตในเมืองไทยยังอยู่แค่ระดับแสนกว่าคนเท่านั้นเอง เหตุการณ์นั้นสร้างให้รับประทานอาหารญี่ปุ่นกลายเป็น ?แฟชั่น? และกลืนเป็นวัฒนธรรมการกินของคนไทยในที่สุด



    ถ้าลองย้อนกลับไปดูเมื่อ15ปีที่แล้ว ห้างสรรพสินค้าทั่้วไปยังไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่นไว้คอยบริการลูกค้าเท่าใดนัก เหมือนที่ตอนนี้ห้างส่วนใหญ่ก็ไม่มีอาหารอิตาเลียนแท้เลย (ถ้าไม่นับพิซซ่า) จะทานแต่ละทีต้องไปตามโรงแรม หรือสุขุมวิทเท่านั้น







    แต่พอปัจจุบันหากห้างสรรพสินค้าใดไม่มีร้านอาหารญี่ปุ่นกลับเป็นเรื่องแปลก อย่างน้อยก็ต้องมี 3 ร้านขึ้นไปในแต่ละห้างแน่นอน จนลามไปถึงตลาดนัดต่างๆ ที่มีซูชิคำละ 5 บาทให้เห็น ก็เป็นผลมาจากการเริ่มต้นของโออิชิบุฟเฟ่ต์ทั้งสิ้น



    พอเข้าสู่ธุรกิจชาเขียว ตันก็ไม่ใช่เจ้าแรก และเจ้าใหญ่ที่สุด ณ ตอนนั้น คนที่บุกเบิกตลาดก็คือยูนิฟ (UNIF) คนไทยฮือฮากับโฆษณาหนอนพ่อลูก และวลีติดปากที่ว่า ?ชิมเมะโจได๋? โออิชิเข้ามาเป็นรายหลัง แต่ตันมีเพื่อนซี้คนหนึ่งเป็นคนไต้หวัน ผู้อยู่เบื้องหลังการปรุงรสชาเขียวและเครื่องดื่มหลากหลายชนิดของโออิชิในตอนนั้น มาทำรสชาติให้ถูกปากคนไทย



    และความกล้าทำตลาดของตันที่สร้างปรากฎการณ์อีกครั้งหนึ่งด้วยการแจก ?30 ฝา 30 ล้าน? แจกถึงที่สดๆทันที



    แม้ว่าตอนแรกๆคนที่ได้ไปจะเป็นคนเก็บขยะก็ตามที แต่พอการแจกจริง เงินสดๆ ลงข่าวไปทั่วทุกสื่อ พี่ไทยก็ต้องหามาลองให้ได้



    ทำให้ตอนนั้นชาเขียวโออิชิขาดตลาดขึ้นมาทั่วประเทศทันที ใครๆก็อยากซื้อมาลอง โชคดีที่มีโรงงานที่เป็นพาร์ทเนอร์ต่างๆของคุณตันช่วยดูแล และผลิตให้เพียงพอกับความต้องการในเวลานั้น คุณตันก็ยังซึ้งถึงน้ำใจกันมาถึงทุกวันนี้



    หลังจากปรากฎการณ์ 30 ฝา 30 ล้านสักพัก ก็เกิดดีล 3000 ล้านขึ้นมา เมื่อได้เข้าสู่การทำงานที่ต้องมีเป้าหมายชัดเจน คือต้องคิดถึงกำไรของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก คือกำไรมากขึ้นในทุกๆปี คุณตันก็เริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาหลายตัว ดีบ้าง แป๊กบ้าง ไม่ว่าจะเป็น น้ำส้มเซกิ ชาเขียวรสใหม่ๆ อามิโนโอเค คอฟฟี่โอ หรือไลน์ร้านอาหารชาบูชิ และเปิดโออิชิสาขาใหม่ๆ



    ปรากฎการณ์ความแตกร้าวเริ่มมาจากไหน ก็คงเริ่มมาจากความระแวงจากทั้งสองฝ่ายนั้นเอง



    คุณตันก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยแล้ว สถานะตอนนั้นก็เป็นแค่ลูกจ้างรับบริหารให้เท่านั้น เจ้าของตัวจริงจะเตะกระเด็นเมื่อไหร่ก็ได้ หากมีผลประกอบการไม่น่าพอใจ



    เจ้าสัวเจริญเองก็เป็นเจ้าของบริษัท ถึงปากจะพูดว่าให้ตันดูแล แต่เขาก็กลัวตันดูแลให้เขาไม่เต็มที่ หรือตันเป็นตัวเองมากเกินไปจนเขาควบคุมไม่ได้



    จากฝั่งเจ้าสัวที่เริ่มปรับโครงสร้างก็คือการส่งคนเข้ามาเป็นกรรมการบริษัท ดูแลเรื่องการเงิน เซ็นเช็คสำคัญๆ แต่เหตุผลที่สำคัญคือน่าจะเป็นคนที่รายการเหตุการณ์ในบริษัทสายตรงมากกว่า



    ส่วนตัน โออิชิ เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนมาก นามบัตรของเขาไม่ใช่CEO ของโออิชิ แต่เป็น ตัน ภาสกรนที ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของบริษัทที่เขาจดทะเบียนขึ้นมาใหม่ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทกล้วย กล้วย ทำธุรกิจห้างสรรพสินค้าที่ลพบุรี)






    โฆษณาของโออิชิใช้ตันเป็นพรีเซนต์เตอร์แทบทุกอย่าง ทั้งน้ำส้มเซกิ อามิโนโอเค แคมเปญไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งค์ ฯลฯ ที่หากในมุมมองของคนทำธุรกิจแบบรุ่นเก่าเช่น คุณเจริญ เจ้าของขนมปังเซี่ยงไฮ้ เจ้าของกระทิงแดง เจ้าของเอ็มเค ฯลฯ เขาจะไม่ออกหน้าออกตาในสื่อใดๆทั้งสิ้่น



    ทีมงานเจ้าสัวมีสิทธิ์คิดได้ว่า ตัน กำลังเริ่มใช้ทรัพยากรในบริษัทโออิชิเพื่อโปรโมตตัวเอง เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงขึ้นในอนาคต หรืออาจจะมองในแง่ดีว่า ช่วยประหยัดค่าพรีเซนต์เตอร์ ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่มหาศาลในการโฆษณา ถ้าบริษัทมีสินค้าใหม่ปีละ 6 รายการ จ้างดาราเกรด A เฉลี่ยก็ไม่ต่ำกว่าคนละ 5 ล้านบาท ปีหนึ่งก็ต้องใช้เงินถึง 30 ล้านบาททีเดียว







    การใช้ผู้บริหารเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าก็เป็นเรื่องที่มีมาแล้วในเมืองไทย ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น DTAC ก็เคยทำมาแล้ว แม้จะรู้ว่าCEOจะบริหารงานในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การตัดสินใจเวลานั้นเพราะคนขาดความเชื่อมั่นในแบรนด์DTAC จึงไม่มีใครจะมาทำให้ผู้บริโภคเชื่อได้นอกจากCEOมาพูดเอง แต่กับโออิชิน่าจะมีทางเลือกมากกว่าให้ตันเป็นพรีเซนเตอร์มากมายนัก







    อีกเรื่องคือการทำหนังสือ ?ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน? ซึ่งมีการทั้งพิมพ์เพื่อจำหน่าย ทั้งแจก ทั้งแถม ไปหลักแสนเล่ม ถึงหนังสือจะมีก่อนขายบริษัทให้เบียร์ช้าง



    การเดินสายพูดบรรยายไปตามสถาบันการศึกษาต่างๆ อาจจะเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์โออิชิให้แข็งแรงขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่



    หากมองกลับกันหากจะคิดในแง่ร้ายว่าตันวางแผนสร้างตัวเองเป็นแบรนด์ก็ย่อมได้ อะไรๆที่มากไปย่อมไม่ดี ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัท แต่กรรมการผู้จัดการเดินสายไปทั่วประเทศ เน้นการตลาด ไม่ค่อยอยู่ออฟฟิศ มันก็อาจจะก่อให้เกิดความไม่พอใจอยู่ลึกๆได้



    ถ้าถามว่าตันเริ่มสร้างตัวเองเป็นแบรนด์ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?ก็ตั้งแต่ใส่หมวก? นั่นแหละครับ



    เรื่องอื่นๆก็พออลุ่มอลวยกันได้ ตราบใดที่บริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โออิชิเป็นยังเป็นเจ้าตลาดขอชาเขียว ระดับคนที่มีเงินเป็นพันล้าน และแสนล้าน เขาคงไม่มาทะเลาะกันด้วยเรื่องหยุมหยิม แต่ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดสะบั้นลง เพราะการมาของผู้ชายที่ชื่อ แมทธิว กิจโอธาน หรือว่ากรรมการผู้จัดการบริษัทโออิชิในปัจจุบันนั้นเอง
    เดี่ยวการเมือง http://www.youtube.com/watch?v=NUyTz...tailpage#t=62s

  3. #3
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,405
    2
    รับคำขอบคุณ 46 ครั้ง

    มาตรฐาน

    หลังจากดีลการซื้อหุ้น3000ล้านบาทในปี 2006 ยากที่จะมีคนตอบว่าตันสร้างแบรนด์โออิชิ หรือโออิชิสร้างแบรนด์ให้ตันกันแน่








    ในมุมมองของคนที่พอจะติดตามข่าวสารอยู่บ้าง ?ตัน? เป็นชื่อที่จำง่าย และ ?โออิชิ? ก็เป็นแบรนด์ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี แบรนด์ของ ?ตัน? ในตอนนั้นคือ นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ เริ่มสร้างตัวจากศูนย์ สู้ชีวิต ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่






    ถึงอย่างไรก็ตามตันก็ยังขาดองค์ประกอบของความเป็นคนดังระดับดาราเกรดเอไปพอควร จนกระทั่งวันที่เขาได้มาเป็นเพื่อนกับโน้ต อุดม แต้พานิช จึงทำให้ตันเข้าใจถึงประโยชน์ของความเป็น Celebrity ว่าใช้สร้างมูลค่ามหาศาลได้แค่ไหน (ผู้ที่สนใจสามารถหาอ่านได้จากบทความ โน้ต-ตัน ความลงตัวของคนรวยอยากดัง และคนดังอยากรวย http://www.bloggang.com/mainblog.php...roup=5&gblog=8 )






    โน้ต อุดมพูดถึงคุณตันในเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 7 ว่าได้รู้จักลูกสาวคุณตันชื่อน้องกิฟท์ทำร้านส้มตำชื่อแซบอีลี่อยู่ และคุณตันได้นำช็อคโกแลตร้านของแฟน และอามิโน พลัส มาให้ในคืนก่อนแสดง คำพูดเหล่านี้ถือเป็นโฆษณาแฝงแบบเนียนๆ แต่ความเป็นCELEB ของโน้ตสร้างความมหัศจรรย์ขึ้นทันทีที่ดีวีดีบันทึกการแสดงถูกวางจำหน่าย ยอดขายอามิโนพลัสพุ่งกระฉูด ร้านของเมียและลูกก็ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะคน ?อยากจะมาลอง? ตามคำบอกกล่าวของโน้ต



    เหตุการณ์ครั้งนั้นอาจจะเริ่มจุดประกายให้คุณตันรู้ว่าความเป็นคนดังมีมูลค่ามหาศาล และจะมีประโยชน์กับเขาอย่างแน่นอนในวันที่ลาออกจากโออิชิ









    ความขัดแย้งในโออิชิเริ่มเกิดขึ้นจากการแทรกแซงของเจ้าสัวเป็นระยะๆ ไทยเบฟอาศัยความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่งตั้งบุคลากรใหม่ๆ อายุไม่เยอะมาก เข้ามาทำงานทางด้านตลาด และการเงิน เปรียบเสมือนเป็นสายตรงให้กับเจ้าสัวเจริญ เด็กรุ่นใหม่เริ่มสั่งงานข้ามหัวตันแบบไม่เกรงใจ อาจจะเพราะด้วยรับนโยบายตรงจากเจ้าของ หรือEGOส่วนตัวก็ไม่ทราบได้ แต่การที่ทำแบบนี้กับตัน ผู้ก่อตั้งบริษัท และผ่านประสบการณ์มามากมายเกินกว่าเด็กรุ่นใหม่จะรับรู้ได้ ตันย่อมไม่พอใจแน่นอน ได้แต่เก็บความรู้สึกเอาไว้



    ขณะเดียวกัน ทีมงานที่เข้ามาใหม่ๆ ก็อยากให้งานเป็นระบบแบบแผนตามวิชา หรือองค์กรใหญ่ๆเขาปฎิบัติกัน ไม่เหมือนคุณตันที่ทำงานแบบเถ้าแก่สั่งลุย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตันถนัดที่สุดในการทำสิ่งใหม่ๆให้คนอยากลอง หรือสร้างDemandขึ้นมาโดนใจคน อย่างเช่นWedding Studio โออิชิบุฟเฟ่ต์ ชาบูชิ ชาเขียว ฯลฯ สไตล์คุณตันคือ



    ลุยไปก่อน สร้างDEMANDไปก่อน เรื่องที่เหลือไว้ค่อยแก้ปัญหาเอาทีหลัง ซึ่งเป็นสไตล์การทำงานที่หาคนเข้าใจได้ยากพอสมควร






    ตันเป็นฝ่ายลุยเรื่องการตลาด ทำยังไงก็ได้ให้คนอยากเข้ามากิน ภรรยาคุณตันก็ทำงานที่โออิชิเช่นเดียวกัน แต่ดูเรื่องการเงิน แต่คนที่ควบคุมภาพรวมของร้านโออิชิในตอนนั้นคือน้องเขยของเขา นั่นจึงไม่เป็นที่แปลกใจว่าวันที่คุณตันไม่อยู่โออิชิแล้ว หลายคนบ่นว่าบุฟเฟ่ต์ให้ของน้อยลง แอบซ่อนของบ้าง






    เพราะคนที่ควบคุมเรื่องนี้มาตลอดก็ลาออกด้วย






    ผู้บริหารคนใหม่ที่เข้ามาดูแลไลน์บุฟเฟ่ต์แทนนั้น อาจจะคำนึงถึงการควบคุมต้นทุนมากเกินไป มากกว่าให้น้ำหนักเรื่องการดึงดูดลูกค้าให้เข้าสม่ำเสมอ เพราะสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าจริงๆก็คือ ?ตัวอาหาร? ไม่ใช่โฆษณาหรือโปรโมชั่น ดังที่โออิชิบุฟเฟต์สร้างปรากฎการณ์ Talk of The Town มาแล้ว









    ระหว่างที่ทำโออิชิอยู่ก็ไปซุ่มทำธุรกิจส่วนตัวอย่างสร้างโรงแรม ทำห้างที่ลพบุรี พัฒนาพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ตรงทองหล่อซอย 10 หรือเอกมัยซอย 5 ซื้อขายที่ดินได้กำไรมหาศาล จากการใช้เครดิตตัวเองไปจองไว้ก่อน แล้วเอาบอกเจ้าสัวเจริญ ก็ได้ส่วนแบ่งไปสบายๆแบบไม่ต้องลงทุน เพราะเครดิตของคุณตันมีค่ามากกว่าเงินมัดจำ









    เมื่อก้าวจากนักธุรกิจเป็นนักลงทุน สายตาการซื้อที่ดินของตัน โออิชินั่นถือว่าแหลมคมอย่างยิ่ง จากการที่เคยเจ๊งมาแล้วในปี 40 เพราะที่ดิน แต่อีกสิบปีให้หลัง ตันกลับโกยเงินได้มหาศาลกว่าที่เคยเจ๊งไปเป็นสิบเท่า เพราะที่ดินเช่นเดียวกัน เรื่องร่ำลือกันในวงการว่าตันใช้เวลาเพียงไม่นานซื้อที่ดินในจังหวะที่ถูก และรู้จังหวะที่ปล่อยที่ในช่วงแพงที่สุดถึงตารางวาละ 1.2 ล้านบาท ฟาดกำไรไป2พันล้านบาทในเวลาไม่ถึงสามปี









    ที่ดินตรงทองหล่อซอย 10 หรือว่าอารีน่า 10 นั้น ตันก็มองการณ์ไกลถึงสถานการณ์คอนโดย่านสุขุมวิทตั้งแต่ปี 51 ว่าจะอิ่มตัวตามวัฎจักรของเศรษฐกิจในช่วงนั้น ถ้าสังเกตุให้ดีพื้นที่ด้านในจะเป็นลักษณะของธุรกิจชั่วคราวที่สามารถรื้อถอนได้ง่าย เช่นสนามฟุตบอล Funky Villa ก็ทำชั้นเดียว เพราะตันรู้จักรอจังหวะเล่น ถึงทำคอนโดไปในตอนนั้นก็ขายไม่ได้ราคา เพราะมีแต่คนทำ สู้พัฒนาที่ตรงนั้นทำอย่างอื่นไปก่อนดีกว่า รอให้คนขายคอนโดในย่านนั้นให้หมดก่อน ด้านในที่ดินของตันผืนนี้ก็คงจะเป็นคอนโดสำหรับอยู่อาศัยที่มีไลฟ์สไตล์พิเศษตาม Story ที่ตันสร้างให้พื้นที่นี้มาตลอด จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมพื้นที่ด้านหน้าของอารีน่า10 เป็นราเมนแชมเปี้ยน เป็นร้านของเมีย









    เจ้าสัวอาจจะเก็บความรู้สึกหลายอย่างไว้ในใจ เพราะตอนที่รับปากว่าจะให้ตันดูแลโออิชิต่อไป อาจจะไม่ได้ขอให้ตันห้ามทำธุรกิจอื่นด้วยก็ได้ พอตันทำธุรกิจส่วนตัว และยิ่งประชาสัมพันธ์มากๆ คนเป็นเจ้าของเงินย่อมมีมุมมองที่คิดได้ว่า มืออาชีพที่บริหารบริษัทก็ควรจะโฟกัสกับสิ่งนั้นสิ่งเดียว คือทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น ไม่ใช่มัวแต่ไปยุ่งกับธุรกิจของตัวเอง









    เพราะตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตันรวยมากขึ้นจากธุรกิจและการลงทุนส่วนตัวของเขา มากกว่ากำไรที่โออิชิทำได้ใน 5 ปีหลังหลายเท่านัก ไม่นับความดังของตันที่มากขึ้นจากการออกสื่อต่างๆและการเดินสายพูดตามสถาบันการศึกษา แล้วอย่างนี้เจ้าของที่ไหนจะอยากให้ตันบริหารโออิชิต่อไป









    สิ่งสุดท้ายที่ทำให้ตันกับโออิชิ เป็นแค่เส้นขนาน ก็คือคำสั่งประกาศิตว่าให้โยกสายการผลิตเครื่องดื่มโออิชิทุกชนิดไปสู่โรงงานของไทยเบฟที่สร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งสำหรับตันถือว่าเป็นการแทรกแซงตำแหน่งซีอีโอของเขาโดยตรง ความสัมพันธ์อันดีที่พาร์ทเนอร์ต่างๆช่วยเหลือตันมาตั้งแต่โออิชิยังไม่มีโรงงานผลิตชา จนวันที่ชาเขียวโออิชิเป็นอันดับหนึ่งนั้น ตันไม่สามารถหักดิบได้ทันที เพราะรู้ดีว่าถ้าโยกการผลิตก็เท่ากับโรงงานต่างๆของพาร์ทเนอร์ และคนงานอีกเป็นจำนวนมากต้องเดือดร้อน






    ที่สำคัญคือสัญญาณให้ตันได้รู้ว่า หากไม่ปฎิบัติตามก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตำแหน่งของเขา เป็นการยื่นข้อเสนอง่ายๆทางอ้อมว่า จะลาออกเอง หรือจะให้ไล่ออก
    เดี่ยวการเมือง http://www.youtube.com/watch?v=NUyTz...tailpage#t=62s

  4. #4
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,405
    2
    รับคำขอบคุณ 46 ครั้ง

    มาตรฐาน

    หากการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาโดยทั่วไปก็จะมีการรับน้องใหม่เพื่อให้รู้จักโลกใหม่ในมหาวิทยาลัย การก้าวสู่ความเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านของตันโออิชิก็คงไม่ต่างกันที่ต้องโดนรุ่นพี่รับน้อง แถมยังเป็นแบบ

    ?สหบาทา? เลยทีเดียว





    เมื่อมูลค่าตลาดชาเขียวมากกว่า 3000 ล้านบาทต่อปี ผู้เล่นในตลาดขนม อาหาร และเครื่องดื่มรายใหญ่ๆในประเทศไทยก็ขอเข้ามามีแข่งในตลาดนี้ด้วย เนื่องจากเห็นถึงกระแสบริโภคชาเขียวที่ยังเติบโตไปได้อีกมาก แถมแต่ละรายก็ถือว่า ?ใหม่? ด้วยกันทั้งนั้น





    ตัน โดนรุมสกรัมแบบไม่ธรรมดา ด้วยการต้องแข่งกับ 30 แบรนด์ ในตลาดตอนนั้น และหลายรายก็เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ หรือไม่ก็มาพร้อมทุนมหาศาล เบียร์สิงห์ก็ส่ง ?โมชิ? ลงมาสู้ ยักษ์ใหญ่เจ้าตำรับอย่าง ?คิริน? ที่ลงทุนจ้างซูเปอร์สตาร์อย่างเบิร์ด ธงไชยด้วยมูลค่า 30 ล้านบาทมาสู่

    บริษัทใหญ่รายอื่นๆมีสายส่งเป็นของตัวเอง มีเครือข่ายทั่วประเทศ ที่จะนำสินค้าไปวางจำหน่าย แต่ใครๆเวลานั้นก็อยากดื่มแต่ชาเขียว โออิชิ เท่านั้น
    สุดท้ายมีการทิ้งไพ่ใบสุดท้ามาด้วยการลดราคาเหลือ 15 บาท (จาก 20 บาท) เพื่อหวังแบ่งมาร์เกตแชร์ แต่ก็ไม่อาจทำให้โออิชิสะดุ้งสะเทือนได้ ยอดขายสมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้ลดราคาเหมือนเจ้าอื่น
    จนต้องมีการเล่นเกมส์ใต้ดินที่ปล่อยข่าวเรื่อง ?กรดเกลือ? ในขวดชาเขียวโออิชิที่เรียกว่าหนักหนาสาหัสที่สุดแล้ว


    ถึงไม่ได้เรียนพีอาร์มา แต่การแก้เกมส์ของตันในเวลานั้นสุดยอดยิ่งกว่าคัมภีร์ใดๆในโลก ด้วยการให้ลูกชายดื่มชาเขียวโชว์ในวันแถลงข่าวชี้แจง ยอดขายชาเขียวโออิชิกลับมาปกติอีกครั้ง พร้อมกับการโบกมือลาจากสมรภูมิชาเขียวอีกไม่ต่ำกว่า 20 แบรนด์

    ตันขึ้นมาเป็นสู่ความเป็นมหาเศรษฐีได้อย่างเต็มภาคภูมิอย่างแท้จริง
    หนทางแห่งความร่ำรวยของตันนั้นเป็นการก้าวขึ้นมาแบบแฟร์เพลย์อย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีภาพลักษณ์ที่สะอาดสดใสอีกด้วย ต่างจากธุรกิจยักษ์ใหญ่รายอื่นที่ยิ่งใหญ่แต่ก็ต้องมีอะไรไม่ปกติธรรมดาสักอย่างเบื้องหลัง เช่นผูกขาดด้วยสัมปทาน ทุนมหาศาล ขายของมึนเมา หนีภาษี หรือแม้กระทั่งโกง เอาเปรียบคู่แข่งรายเล็กๆ
    หลังจากเริ่มวางแผนลาออกจากโออิชิ ภาพที่เติมแบรนด์ตันให้เต็มก็คือ ความเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์ รักครอบครัว และความรับผิดชอบต่อสังคม
    ความรักเมีย รักลูกนั้นตันไม่ได้เสแสร้งใดๆ เพราเป็นสิ่งที่ตันทำด้วยความจริงใจมาตลอดชีวิตอยู่แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้กลับปรากฎสู่สื่อมากขึ้น ทั้งเรื่องความรัก ลูก เมีย เพื่อเสริมแบรนด์ของตันให้ยิ่งใหญ่ขึ้น
    ส่วนเรื่องการทำกิจกรรมเพื่อสังคมนั้นตอบยาก แต่หากดูนักธุรกิจรุ่นเก่าแบบเจ้าสัวเจริญแล้ว เคยเปรยไว้กับคนใกล้ชิดว่า ?ธุรกิจเราเป็นธุรกิจบาป ดังนั้นเราต้องพยายามทำบุญเยอะๆ? นี่คือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของเจ้าสัวเจริญ ที่รู้ว่าความร่ำรวยที่ตนได้มา ก็มาจากคนจำนวนมากที่ต้องเดือดร้อนจากของมึนเมา ถึงจะชดเชยไม่ได้ แต่ก็ต้องพยายามทำความดีให้มากๆ
    เพียงแต่ไม่ได้ป่าวประกาศเท่านั้นเอง
    สไตล์การทำกิจกรรมเพื่อสังคม ของเจ้าสัวและตัน ต่างกันโดยสิ้นเชิง เจ้าสัวสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม และสนับสนุนองค์กรการกุศลมากมายในแต่ละปีแบบเงียบๆ โดยที่ไม่ได้มีPAGEของFacebook ปีๆหนึ่งเป็นหลักร้อยล้านบาท
    ให้เพราะอยากให้จริงๆ ไม่จำเป็นต้องประกาศ เพราะคนเรานานาจิตตัง
    ให้เลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากทำธุรกิจที่ผิดศีล ถ้าสังเกตดูเจ้าสัวก็จะนำกำไรของเบียร์ช้างไปลงทุนในสายธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่การขายของมึนเมาอยู่ตลอดเวลา ทั้งการพัฒนาที่ดิน ซื้อโรงแรม ซื้อกิจการอย่างโออิชิ ซื้อเบอร์ลี่ยุกเกอร์ ฯลฯ



    ตันเริ่มเกากระแสตลอด ด้วยการไปช่วยทำความสะอาดราชประสงค์หลังจากความวุ่นวายจบลง และผนึกความคิดกับโน้ตเป็นศูนย์อำนวยการชอปปิ้งที่อารีน่า 10 ทั้งแปลก เก๋ สดใหม่ สำหรับกระแสของคนกรุงเทพฯที่อยากช่วยแม่ค้าราชประสงค์ในตอนนั้น ทำให้ได้พื้นที่สื่อในการประชาพันธ์ไปเป็นมูลค่ามหาศาล

    ถ้าคิดง่ายๆว่าโฆษณาในรายการสรยุทธมีมูลค่านาทีละ 2 แสนบาท เวลาที่ตันออกอากาศ และถูกสรยุทธ์พูดถึงทุกวันในช่วงน้น คงเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน ไม่รวมถึงการลงสื่อหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
    ทั้งหมดนี้ตันไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว


    ถึงจะให้พื้นที่ขายของฟรี แต่ก็ทำให้คนมาที่อารีน่า10มากขึ้น รู้จักมากขึ้น และใช้จ่ายที่สถานที่แห่งนี้มากขึ้น สื่อมวลชนก็ขายข่าวได้เพราะคนชอบ แม่ค้าก็ได้ขายของ ประชาชนก็ดีใจเพราะอยากทำบุญ WIN กันทุกฝ่าย ทุกคนมีแต่ได้ แต่คนที่ได้มากที่สุดน่าจะเป็นตันเอง





    ตันทำการกุศลเป็นเหมือน EVENTหนึ่ง มีโครงการ ที่ต้องมีการPR วางแผนโปรโมตระดมทุน ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ต่างจากที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทำ แต่เผอิญว่าเมื่อตันเป็น ?แบรนด์? และแบรนด์เป็นคนหนึ่งคนไม่ใช่บริษัท จึงดูว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก

    กับโปรเจค ?เดี่ยว เดี่ยว กับตัน? เพื่อนำไปสร้างโรงเรียนที่ชลบุรี โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ จากบัตรเข้าชมเลย เพราะคนชื่อตันจะมีไอเดียอะไรพิเศษที่ดึงดูดคนเสมอ
    หากบอกว่ารายได้ส่วนหนึ่งของบัตรเข้าชม หรือรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปมอบให้การกุศลก็จะดูธรรมดามากในโลกสมัยปัจจุบัน แต่ตันทำแบบนี้กลายเป็น EVENTที่ดูจริงใจ ทุกคนอยากมีส่วนร่วม และสำคัญคือแบรนด์ของตันก็มีความสมบูรณ์พร้อมทุกด้าน และพร้อมที่จะหลุดออกจากความเป็นโออิชิ ไปสู่อาณาจักรแห่งใหม่ของตัวเองที่ชื่อว่า "บริษัทไม่ตัน จำกัด"
    เดี่ยวการเมือง http://www.youtube.com/watch?v=NUyTz...tailpage#t=62s

  5. #5
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,405
    2
    รับคำขอบคุณ 46 ครั้ง

    มาตรฐาน

    วันที่ 9 เดือน 9คุณตันลาออกจากโออิชิเสร็จ ก็เตรียมเปิดโครงการแรก ก็คือราเมนแชมเปี้ยนในเดือนพฤศจิกายน 53 ซึ่งรวมเอาสุดยอดราเมน6ร้านมารวมไว้ที่เดียว สร้างจุดชายใหม่ให้พื้่นที่ ARENA 10 ได้ทันที



    แม้ว่าจำนวนร้านราเมนในถนนสุขุมวิทจะมีมากกว่า100ร้านแต่นั่นกลับไปไม่ใช่ปัญหาสำหรับตัน ภาสกรนทีเลย ไม่ว่าจะเป็นร้านราเมนที่ดังแค่ไหนสุขุมวิทก็จะมีคนรู้จักและฐานลูกค้าต่อร้านไม่เกิน 2 หมื่นคนต่อปีโดยประมาณ เพราะแต่ละร้านเป็นร้านเล็กๆ และมีการประชาสัมพันธ์แบบทั่วๆไป มีลงแมกกาซีน หนังสือพิมพ์ และลงอินเทอร์เนต ไม่มีอะไรมากกว่านั้น




    คติของตันโออิชิคือ ?ไม่ต้องกลัวคู่แข่งที่มีอยู่แล้วในสนาม ถ้าเรามั่นใจว่าเราดีกว่าเขา ก็สู้ชนะได้แน่นอน ไม่ว่าจะเข้าสู่สนามช้ากว่าก็ตามที?




    ด้วยการตลาดแบบคุณตัน Social Networkสมัยใหม่ และแฟนพันธ์แท้ที่เชื่อในความเป็นแบรนด์ของตัน ทำให้ ?ราเมนแชมป์เปี้ยน? มีคนรู้จักระดับหลายแสนคนตั้งแต่ก่อนเเปิดร้าน ดังยิ่งกว่าร้านราเมนใดๆที่เคยเปิดมาในสุขุมวิททั้งหมด




    แค่คนวนเวียนมากินเพราะอยาก ?ลอง? ก็ทำให้มีคนเข้าเต็มตลอด พร้อมด้วยการตลาดแหวกแนว เช่นการบริจาคเงินที่ขายราเมนได้ทั้งหมดในสัปดาห์นั้นให้ผู้ประสบภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นก็สร้างความฮือฮาให้คนไม่ใช่น้อย พร้อมยอดบริจาคที่ UPDATE ทุกวัน ซึ่งจะมีร้านอาหารใดในประเทศไทยที่กล้าทำแบบนี้




    ทั้งการจัดเดี่ยวเดี่ยวกับตัน การบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ เป็นการช่วยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ได้ใจคนไปมากมาย




    กลับกันในช่วงเวลานั้นก็เกิดโครงการ 9 Challengers ที่เฟ้นหาผู้สมัคร 9 คน คุณสมบัติกว้างๆ จบปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ อายุ 20 -35 ปี ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ด้วยการส่งคลิปวีดีโอสมัครงานความยาวไม่เกิน 2 นาที เพื่อเป็นพนักงานของบริษัทไม่ตันจำกัดรุ่นแรก โดยทั้ง 9 คนนี้จะได้ทำงานที่บริษัท พร้อมด้วยหุ้นบริษัทมูลค่า 3 แสนบาท




    เกิดปรากฎการณ์คนส่งคลิปมาสมัครกับคุณตันเกือบ 2000 คลิป โดยที่คุณตันไม่ต้องใช้เงินลงสื่อเลยแม้แต่บาทเดียว แค่โพสลงในFaceboookเท่านั้นเอง



    สร้างความหวังสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มากมาย ที่อยากจะร่วมงานกับคุณตันที่เป็นฮีโร่ของเขา



    มีเงื่อนไขเล็กๆมากมายในการเข้าทีมงานครั้งนี้ ที่น่าสังเกตุ


    ? ผู้ชนะทั้ง 9 คน จะต้องยึดถือ กฏ ระเบียบ และมาตรฐานการประเมินผล เช่นเดียวกับพนักงานทั่วไปของบริษัทฯ กรณีไม่ปฏิบัติตามกฏ และนโยบายของบริษัท หรือไม่ผ่านการประเมินผลงาน บริษัทฯ สามารถยกเลิกสัญญาจ้างได้ทุกกรณีโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน หรือรางวัลใดๆ



    ? เงินเดือน และผลตอบแทนอื่นๆ ขึ้นอยู่กับ ความสามารถและประสบการณ์ของผู้ที่ได้รับการคัดเลือก



    ? The 9 Challengers ทั้ง 9 คน ที่ผ่านโปรตามระเบียบของบริษัท ในกรณีที่มีการลาออกหลังจากอยู่ครบ 1 ปี จะได้รับเงินมูลค่า 100,000 บาท



    ? The 9 Challengers ทั้ง 9 คน ที่ผ่านโปรตามระเบียบของบริษัท ในกรณีที่มีอายุการทำงานครบ 3 ปี จะได้รับหุ้นของบริษัทฯ มูลค่า 300,000 บาท ในกรณีที่มีการลาออกหลังจากอยู่ครบ 3 ปี สามารถเก็บหุ้นจำนวน 300,000 บาทไว้ได้



    โครงการที่ดู ?เปิดกว้าง? กลับมีเงื่อนไขซ้อนกันหลายชั้น บริษัทสามารถกำหนดเงินเดือนคุณได้ ให้คุณไม่ผ่านทดลองงานได้ ยกเลิกสัญญาจ้างได้ทุกกรณี หากลาออกในสองปีแรกจะได้ปีละ 1 แสนบาทนั้น แทบไม่น่าสนใจอะไร เพราะบริษัทกำหนดเงินเดือนเราได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว




    การที่ปีที่ 3 ได้หุ้นบริษัทมูลค่า 3 แสนบาทนั้น เป็นสิ่งที่ดูหอมหวานที่สุดสำหรับผู้ชนะทั้ง 9 คนที่ได้ร่วมงานกับตัน แต่หากมองลึกลงไปดีๆ รางวัลที่ได้คือหุ้นของบริษัทเมื่อปีที่ 3 ไม่ใช่ปีแรก มูลค่าหุ้นของบริษัทเมื่อปีแรกที่มียอดขายหลักร้อยล้าน กับปีที่สามที่มียอดหลายพันล้าน ย่อมมีค่าต่างกันมหาศาล หุ้น 3 แสนที่ผู้ชนะจะได้นั้น อาจจะมีค่าเพียงหมื่นกว่าบาทในวันนี้ก็เป็นได้




    สรุปว่าคุณตันใช้เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการคัดเลือกคนที่ ?มีใจ? อยากจะร่วมกับคุณตันจริงๆ แถมยังกำหนดเงื่อนไขที่ ?ล็อค? คนเหล่านี้ให้ทำงานให้บริษัทให้เต็มที่ อย่างน้อยก็เป็นระยะเวลา 3 ปี แม้จะไม่มากมาย แต่คุณตันก็ให้ ?ความเป็นเจ้าของ? เพื่อให้ทุกคนทุ่มเทให้บริษัทประสบความสำเร็จ




    แต่ถ้าจะมองในแง่ลบ หากคุณเป็นพนักงานในบริษัทจำกัดมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็จะรู้เลยว่า ?ความเป็นเจ้าของ? นั้นเป็นสิ่งธรรมดามากเมื่อมีการซื้อขายในตลาดหุ้น ทั้งคนนอกคนในหากคิดว่าบริษัทจะกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็สามารถซื้อหุ้นได้โดยเสรี ใช้เงินเปิดบัญชีเริ่มต้นที่สามหมื่นบาทก็ทำได้แล้ว




    คุณตันก็รับคนเข้ามาทำงานตามปกติ โดยใช้เงื่อนไข และเทคนิคให้ดูน่าสนใจเท่านั้น ไม่ใช่การเปิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ความสำเร็จในชีวิต ความฝัน อะไรมากมาย ตามที่ผู้สมัครหลายคนเข้าใจอย่างนั้น ก็มีการประเมินงาน มีการยกเลิกสัญญาได้ตามปกติ ส่วนผลตอบแทนและหุ้นที่ได้ก็ถือว่าสมเหตุสมผลสำหรับคนที่จะทุ่มเทให้บริษัท 3 ปีเป็นอย่างน้อย




    ตันให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนลาออกจากโออิชิว่าจะทำธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแต่ยังกั๊กๆไม่บอกว่าคืออะไรจนกว่าจะลาออก



    หากจะมีใครที่แข่งกับโออิชิได้สูสีที่สุดในประเทศไทย ก็คงเป็นคุณตันเอง เพราะรู้ทั้งตื้นลึกหนาบางทั้งหมดของโออิชิ ที่สำคัญคน คนปรุงสูตรชาเขียวโออิชิเป็นเพื่อนคุณตันนั่นเอง เป็นคนไต้หวัน แล้วบ้านที่เมืองไทยก็อยู่ใกล้ๆคุณตันด้วย



    สินค้าแรกจากไม่ตันคืออัญชัญเบอรี่ และตะไคร้กีวี่ในนาม DOUBLE DRINK ที่เป็นเพียงตัวคั่นเวลาเท่านั้น หากเอาชาเขียวมาแข่งกับโออิชิทันทีก็จะดู ?น่าเกลียด? ไปที่มาแข่งกับคนที่ยอมเสียเงินซื้อกิจการของตันไป 3300 ล้านบาทถ้วน




    เมื่อดอกอัญชัน เบอรี่ ตะไคร้ และกีวี่ไม่ได้ปลูกในวันเดียวฉันใด การเตรียมทำชาเขียวอิชิตันมาสู่ตลาดก็ไม่ได้พึ่งมาทำฉันนั้น ต้องเตรียมที่ดิน พันธ์ชาเขียว ใช้เวลาปลูก เก็บเกี่ยว และทดลองสูตรเป็นปีถึงจะวางจำหน่ายได้ ตันวางเป้าหมายไว้แล้วแน่นอนตั้งแต่ก่อนออกจากโออิชิว่าจะต้องทำชาเขียวมาสู่ตลาด แต่ต้องรอจังหวะและเวลาที่เหมาะสม พร้อมสร้าง ?จุดขาย? ใหม่ไม่ให้ซ้ำกับโออิชิของเดิมที่มีอยู่




    ชาเขียวออร์แกนิคอิชิตัน โดยคนปรุงสูตรคนเดียวกับโออิชิก็ออกตลาดในที่สุด พร้อมกับรูปของตันในทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัท ?ไม่ตัน จำกัด? กับแบรนด์ที่เน้นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งคำกล่าวอ้างนี้อาจจะย้อนมาทิ่มแทงตัวเขาเองในอนาคตก็ได้
    เดี่ยวการเมือง http://www.youtube.com/watch?v=NUyTz...tailpage#t=62s

  6. #6
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,405
    2
    รับคำขอบคุณ 46 ครั้ง

    มาตรฐาน

    การทำดีนั้น ไม่ว่าจะตั้งใจทำจากใจจริง หรือมีผลประโยชน์แอบแฝงก็ล้วนดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ดีกว่าการไม่ได้ออกแรงทำอะไร แล้วไปวิพากษ์วิจารณ์เขา



    แต่เมื่อตันเลือกหนทางนี้แล้ว ย่อมไม่อาจหวนกลับ ต้องยอมที่จะถูกสปอตไลท์สาดส่องไปในทุกพื้นที่ที่เดินทางไปถึง หากทำดีมีคนชื่นชม หากทำผิดพลาดก็ย่อมถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเขาคือ ?ตัวอย่างที่ดีของสังคม? หรือว่า ?ไอดอล? ของคนเป็นจำนวนมาก




    เมื่ออิชิตันปรากฎตัวพร้อมด้วยเสียงวิจารณ์ในระดับหนึ่งว่า ?ผิดมารยาททางธุรกิจ? แต่น่าจะมีหลายๆคนที่เคยชื่นชมเขา ?ผิดหวัง? มากกว่า


    จากเรื่องอื่นๆที่เคยย้ำในภารกิจเพื่อสังคมมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้กลายเป็นการตอบคำถามว่า




    เขาไม่เคยพูดว่าจะไม่กลับมาทำชาเขียวอีกแล้ว


    ไม่ได้มีสัญญากับเจ้าสัวเจริญว่าจะไม่ทำชาเขียวมาแข่งด้วย


    แค่รับปากว่าจะบริหารให้อย่างน้อย 3 ปี แต่ก็อยู่มา 5 ปี พร้อมดันตลาดชาเขียวมูลค่าถึงหมื่นล้านบาท


    อิชิตันไม่ได้สนใจจะเป็นเบอร์หนึ่งของชาเขียว แต่จะเป็นผู้นำของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ


    และพยายามจะทำให้อิชิตันแตกต่างจากโออิชิ เมื่อเวลาตันพูดคำว่าชาเขียวก็จะต้องลงท้ายด้วยคำว่า ?ออร์แกนิค? ทุกครั้ง



    แต่คำตอบทุกอย่างเป็นการยืนยัน "ระดับความแค้นต่อโออิชิ" ว่าไม่ธรรมดา

    ถ้าบอกว่าไม่แค้น แล้วจะทำชาเขียวแข่งกันทำไม

    ถ้าแข่งกับตัวเองแล้วจะสร้างโรงงานมูลค่าสองพันกว่าล้านอยู่ไปทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่อโค่น "โออิชิ"เ

    พราะเมื่อขายชาเขียวเหมือนกัน การที่ยอดขาย "อิชิตัน" เพิ่มขึ้น หรือการที่ยอดขาย "โออิชิ" ลดลงนั่นเอง


    ถ้าบอกว่าอยากทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ก็มีไปทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างอื่นได้มากมาย





    เขาอาจจะต้องตอบคำถามแบบนี้แบบไม่เต็มปากนักในช่วงนี้ แต่สิ่งที่คุณตันอ่านขาดคือนิสัยของคนไทยที่ ?ลืมง่าย? เมื่อเปิดตัวไปสักพัก คุณตันก็จะหาEVENTใหม่ๆ มาทำให้คนทั่วไปลืมเรื่องนี้กันหมด อย่างน้อยก็เริ่มด้วยการเปิดตัวที่ราคา 16 บาท ด้วยขนาดที่ย่อมเยาลงนิดหน่อยเหลือ 420 มิลลิลิตร แทรกพื้นที่เข้าไประหว่างขวดเล็ก 10 บาท กับขวดใหญ่ 20 บาท ได้อย่างพอเหมาะพอดี





    เมื่อรสชาติมาจากเพื่อนไต้หวันที่ปรุงชาโออิชิ จึงไม่แปลกใจเลยว่าอิชิตันรสน้ำผึ้งมะนาวจะเหมือนกับโออิชิทุกประการ ต่างกันแค่ความหวานเท่านั้น ซึ่งถือว่าคุณตันใช้จุดแข็งของตัวเองที่กำความลับทุกอย่างของโออิชิไว้ แม้กระทั่งสูตรชา มาโจมตีแบรนด์เก่าของตัวเอง



    ถ้าสินค้ารสชาติเหมือนกัน ราคาถูกกว่า ใครจะไม่ซื้อครับ



    เมื่อตลาดชาเขียวไม่มีผู้เล่นรายใหญ่ที่สร้างความฮือฮาได้เลยในช่วง3-4ปีหลัง ทั้งที่ตลาดมูลค่าเป็นหมื่นล้าน ถ้าตันไม่ทำก็อาจจะมีคนอื่นทำในที่สุด แต่สุดท้ายผู้บริโภคคนไทยโดยส่วนใหญ่ก็คงไม่สนใจที่ใครจะมาแข่งกับใคร หรือแก้แค้นใคร เพราะคนที่ได้ประโยชน์จากการแข่งขันก็คือประชาชนที่จะได้ของถูกลง


    น่าแปลกที่คุณตันใช้คำว่าชาเขียวออร์แกนิคได้อย่างมั่นใจมาก โดยที่ไม่ได้ดูส่วนประกอบอื่นๆว่ามาจากธรรมชาติหรือเปล่าหากไปเสริชดูGOOGLEด้วยคำว่า ORGANIC GREENTEA ก็จะเห็นแต่ใบชาเขียวแบบกล่องเท่านั้น หากเป็นชาเขียวออร์แกนิคพร้อมดื่มก็ต้องหมายถึงส่วนผสมทุกอย่างในนั้นต้องออร์แกนิคด้วยถึงจะสามารถใช้คำนี้ได้

    ออร์แกนิค ORGANIC แปลง่ายๆว่ามาจากธรรมชาติ 100% จะอันตรายไม่อันตรายก็อีกเรื่องหนึ่ง

    ชาเขียวออร์แกนิค หมายถึงต้องปลูกโดยไม่ใช่สารเคมี อย่างที่คุณตันได้โพสรูปไร่ชาเขียวในอินเทอร์เนต

    แต่ น้ำตาล มะนาว ฟรุคโตส ที่อยู่ในชาเขียวใช้วิธีปลูกและสกัดมาแบบอินทรีย์หรือเปล่า คุณตันกลับไม่เคยพูดถึง แต่หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็น่าจะบอกได้ว่า เหมือนคุณเอาผักออร์แกนิค ไปต้มมาม่ากิน แล้วคุณจะเรียกมาม่าชามนั้นว่า มาม่าออร์แกนิค หรือมาม่าเพื่อสุขภาพได้หรือเปล่า? ผักที่ดีก็ทำให้มาม่ามีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนองค์ประกอบอื่นของมาม่าให้เป็นออร์แกนิคแต่อย่างใด


    ปัจจุบันกระแสรักสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่เครื่องดื่มน้ำอัดลมก็ยังมียอดขายสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องโฆษณาเกินจริง เพราะคนมีความรู้ความเข้าใจที่จะบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม ให้ความสดชื่น และพลังงานในยามที่จำเป็นเท่านั้น เหมือนที่ไม่มีใครดื่มน้ำอัดลม กาแฟ แทนน้ำเปล่า อยู่แล้ว
    แนวคิดเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ดี อิชิตันก็เป็นชาเขียวที่รสชาติดี มีประโยชน์กับร่างกายระดับหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องอวดอ้างสรรพคุณพิเศษใดๆ ก็ขายดีอยู่แล้ว เพราะคุณตันมีต้นทุนทางสังคมที่สูงมากๆอยู่แล้ว เมื่อพูดอะไรแล้ว มีคนเป็นแสนเป็นล้านคนพร้อมจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดโดยไม่ลังเล

    สุดท้ายแล้วสื่อมวลชนก็คงจะไม่เล่นประเด็นนี้ เพราะเป็นน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า สื่อได้เม็ดเงินจากงบโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ตันก็ได้พื้นที่ออกสื่อ คงไม่มีใครทำร้ายตัวเองอยู่แล้ว แล้วคนไทยก็คงจะไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ว่ามันออร์แกนิคจริงหรือเปล่า
    เพราะคนไทยลืมง่ายจริงๆ
    เดี่ยวการเมือง http://www.youtube.com/watch?v=NUyTz...tailpage#t=62s

  7. #7
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,405
    2
    รับคำขอบคุณ 46 ครั้ง

    มาตรฐาน




    การแข่งขันเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจ ยิ่งคุณมีคู่แข่งที่แข็งแกร่ง ยิ่งกระตุ้นให้คุณต้องพยายามคิดหาวิธีการใหม่ๆทางการตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สินค้าใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ ความท้าทาย โอกาสใหม่ๆฯลฯ



    โค้กก็ต้องยอมรับการมีอยู่ของเป๊บซี่ และมาม่าก็ต้องคิดว่ายำยำก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะยิ่งแข่งกันก็ทำให้ธุรกิจพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง







    เมื่อตอนที่มีชาเขียวในตลาดกว่า 30 แบรนด์ มีหลายเจ้าลดราคาเหลือเพียงขวดละ 15บาท แต่โออิชิไม่เคยลดราคาลงมา แต่อิชิตันเปิดตัวอย่างร้อนแรงด้วยราคา 16 บาทโดยใช้ช่องทางโมเดิร์นเทรดอย่าง 7-11 เป็นธงนำ โออิชิก็โต้กลับด้วยการลดราคาลงมาทันทีถึงขวดละ 4 บาท คิดเป็นสัดส่วนถึง20%ของราคาขายเลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าเจ้าสัวเจริญยอมรับตันเป็นคู่แข่งอย่างเป็นทางการในสมรภูมินี้



    แต่สิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงแค่การโหมโรงก่อนสงครามที่แท้จริงระหว่างสองค่ายนี้เท่านั้น ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้



    1. โรงงานอิชิตันยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ปัจจุบันยังจ้างให้บริษัทยูโรเปี้ยนฟู้ดส์ (อดีตเป็นเจ้าของแบรนด์ชาเขียวโตเซนที่มีอั้ม พัชราภาเป็นพรีเซนต์เตอร์) พอต้นปี2555 ฐานการผลิตของเครื่องดื่มในเครืออิชิตันก็จะย้ายไปที่โรงงานแห่งใหม่มูลค่า 2400 ล้านที่อยุธยา พร้อมกำลังการผลิต 15 ล้านขวดต่อเดือน



    2.



    ถึงจะขายดีในเซเว่น โลตัส บิ๊กซี รวมสาขากันทั้งหมดยังมีไม่ถึงหมื่นสาขา แต่ตัวเลขของร้านโชว์ห่วยทั่วประเทศมีถึงกว่า 300,000 แห่ง ซึ่งคุณเจริญมีสายส่งช่องทางนี้ที่แข็งแกร่งที่สุดเจ้าหนึ่งในประเทศไทย ดูจากสินค้าของในเครือไทฟเบฟทั่งเหล้าแม่โขง แสงโสม เบียร์ช้าง โออิชิ ที่วางจำหน่ายอยู่แทบทุกร้านโชว์ห่วยทั่วประเทศไม่ต่างจาก มาม่า โค้ก เป๊บซี่ M150



    3.



    การสกัดดาวรุ่งไม่ให้สินค้าอิชิตันทุกชนิดวางในร้านโชว์ห่วยได้จึงถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะตามร้านโชว์ห่วยทั่วประเทศเวลานี้มีชาเขียวอยู่ยี่ห้อเดียวคือ ?โออิชิ? เท่านั้น ไทยเบฟใช้กลยุทธ์กีดกันทางการค้า โดยแจ้งว่าร้านไหนมีดับเบิ้ลดริ๊งค์ หรืออิชิตันวางจำหน่ายก็จะไม่ได้รับส่วนลดพิเศษจากสินค้าของไทยเบฟ



    รื้อฟื้นกลยุทธ์ขายเหล้า(แม่โขง) พ่วงเบียร์(ช้าง)ขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง



    เมื่อกำลังการผลิตสมบูรณ์ การแข่งขันที่แท้จริงก็จะเริ่มขึ้นในปีหน้า ไทยเบฟก็ต้องผนึกกำลังพันธมิตรเพื่อสกัดไม่ให้อิชิตันเกิดในระดับภูมิภาคให้ได้ ขณะเดียวกัน ตันก็ต้องใช้หาพรรคพวกเครือข่ายสายส่งทั้งหลายที่ไม่ได้อยู่ข้างไทยเบฟให้มาเป็นพันธมิตรมากที่สุด เพราะศัตรูของศัตรูคือมิตรนั่นเอง



    แต่สำหรับตัน ภาสกรนที และเจ้าสัวเจริญอาจจะเป็นการแข่งขันที่ซับซ้อนในเรื่องแบรนด์ที่สุดก็ได้ โออิชิมีตันเป็นแบรนด์ซ่อนอยู่มาตลอด มีหน้าตันโผล่ให้เห็นในโฆษณาแทบทุกชิ้นของโออิชิ แล้ววันหนึ่งหน้านั้นก็ไปปรากฎตัวในขวดเครื่องดื่มของอิชิตันทุกขวด แถมทั้งสองแบรนด์ยังมีคำว่า ?อิชิ? เหมือนกัน ขายชาเขียวเป็นสินค้าหลักเหมือนกัน



    1. 1. ตันยังมีหุ้นในโออิชิอยู่3.5เปอร์เซนต์หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 6000 กว่าล้านบาท โดยไม่ได้คิดจะขายออกไป



    2. 2..ตันได้ปันผลจากโออิชิเป็นเงินเกือบ 20 ล้านบาททุกปีตลอดไป โดยที่เขาไม่ต้องทำงานที่โออิชิอีกเลย



    3. 3. ตันใช้คนปรุงชาคนเดียวกันกับโออิชิ ซึ่งเป็นเพื่อนคนไต้หวันที่ออกจากโออิชิมาเหมือนกัน



    . 4. เครือข่ายลูกน้องเก่าของตันโออิชิก็ยังอยู่ในบริษัทและโรงงาน ดังนั้นข้อมูลทุกอย่างของโออิชิไม่น่าจะใช้ความลับสำหรับตัน ภาสกรนทีเลยแม้แต่น้อย



    หลังจากลาออกจากโออิชิ ตันออกรายการข่าว ทอล์คโชว์ ทำเดี่ยวกับโน้ต และเดินสายพูดตามที่ต่างๆอีกนับไม่ถ้วน






    ใครถามก็แค่วนเวียนตอบว่า เปิดบริษัท สร้างโรงเรียน ทำภารกิจการกุศล รับพนักงาน ทำเดี่ยว ทำน้ำสมุนไพร






    น่าแปลกใจว่าในช่วงที่ผ่านมาไม่มีพิธีกรคนไหนกล้าถามคุณตันว่าจะกลับมาทำชาเขียวหรือเปล่า เพราะสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้ถึงการขายกิจการว่า คุณได้กำไรตามที่คุณต้องการ และจะนำเงินไปทำธุรกิจใหม่ๆต่อไป ไม่มีใครคิดว่าจะกลับมาแข่งกับสิ่งที่ตัวเองสร้างมากับมือถึง 11 ปี






    การแข่งขันของสองแบรนด์นี้จะยังคงยืดเยื้อ ยาวนาน ซับซ้อนยากเกินกว่าจะสรุปได้ในเร็ววัน แต่หากดูจากประวัติของเจ้าสัวก็เคยตกอยู่ในสภาพเดียวกับตัน เมื่อเขาใช้ จุล กาญจนลักษณ์ มือปรุงเหล้าคนเดียวกับแม่โขงมาทำ ?หงษ์ทอง? แข่งกันโดยที่มีรสชาติใกล้เคียงกับแม่โขง และขายราคาถูกกว่า



    ไม่ต่างอะไรกับอิชิตันและโออิชิในตอนนี้เลย









    ศึกหงษ์ทองและแม่โขงจบลงด้วยการพ่ายแพ้ของผู้ท้าชิง คุณเจริญไม่สามารถสู้กับเครือข่ายที่ทรงพลังของแม่โขงได้ แต่หลังจากยุติศึกกันแล้วต่างฝ่ายต่างเหนื่อยล้ากับการต่อสู้มายาวนาน และปัญหาทะเลาะกันของผู้ถือหุ้นใหญ่ๆหลายคนในแม่โขง ทำให้พวกเขาเหล่านั้นตัดสินใจขายหุ้นให้กับคุณเจริญในที่สุด ตั้งแต่นั้นมาจึงเริ่มตำนานราชันย์น้ำเมาของเจ้าสัวในที่สุด






    คุณตันบอกไว้ว่าจะอยู่บริษัทไม่ตันไปอีก 9 ปีจนกว่าจะเกษียณ หมายความว่าเหลือเวลาอีกประมาณ 8 ปีที่คุณตันจะสู้กับเจ้าของโออิชิ โดยมีตลาดมูลค่าหมื่นล้านบาทเป็นเดิมพัน เมื่อมีเงินสดเย็นๆในมือมหาศาลด้วยกันทั้งคู่ ฝ่ายหนึ่งมีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันอีกฝ่ายก็ชูตัวเองเป็นแบรนด์ และมีการตลาดที่หวือหวาตลอด






    ภารกิจของคุณตันที่จะนำเงิน ?กำไร? ในส่วนที่เขาและภรรยาถือหุ้นไปบริจาคเข้ามูลนิธิ 50% ในปีแรก เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึง90%ในปีที่ 9 และเขาก็พร้อมจะวางมือจากอิชิตันตลอดไป ฟังดูสวยหรู แต่คุณตันไม่ได้ใช้เงินตัวเองสักบาทในการทำการกุศลแต่อย่างใดเพราะ กำไรในที่นี้หมายถึง ส่วนเกินจากการลงทุนลงแรงทุกอย่าง รวมถึงโรงงานมูลค่า 2400 ล้านบาทนี้ด้วย ถึงจะนำไปเข้าการกุศลได้






    ถ้าอิชิตันโตได้ แผนต่อไปก็คืออีก 5 ปีนำเข้าตลาดหุ้นสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นทุกคน พนักงานที่บุกเบิกกันคุณตันจะให้ทุกคนสมัครใจหักเงินเดือนมาสะสมซื้อหุ้นไว้ เมื่อถึงเวลาก็จะได้รับผลลัพธ์จากกำไรในตลาดหุ้นอย่างทั่วหน้า แต่ถ้าไม่ลืมคนที่ถือหุ้นเยอะที่สุดในบริษัทไม่ตันจำกัดก็คือคุณตัน ภาสกรนทีนั่นเอง






    บทสรุป จากใจผู้เขียน



    ผมคงไม่สามารถคาดการณ์การเอาชนะกันของทั้งสองแบรนด์นี้ได้ มีเรื่องราวซับซ้อนของเหลี่ยมคมในธุรกิจที่สามารถพลิกพลันได้ทุกเวลา ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วการกระทำนั้นสำคัญกว่าคำพูดเสมอ ทุกคนสามารถทำให้สังคมไทยดีขึ้นได้เสมอ โดยที่ไม่ต้องรอให้มีเงินเยอะๆ เราทำสิ่งดีๆได้มากมายโดยที่ไม่ต้องใช้เงินสักบาทเดียว ไม่ต้องมีเงื่อนไขในการให้หรือการทำ หรือหวังผลประโยชน์แอบแฝง ขอให้ทุกคนค้นพบความสุขที่แท้จริงในชีวิตโดยทั่วกัน สวัสดีครับ



    http://www.bloggang.com/viewblog.php...oup=5&gblog=16
    เดี่ยวการเมือง http://www.youtube.com/watch?v=NUyTz...tailpage#t=62s

  8. #8
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,405
    2
    รับคำขอบคุณ 46 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ครั้งแรกที่ดูโฆษณาก็คิดว่าต้องไปซื้อมาชิมให้ได้ เพราะอยากรู้ว่าจะอร่อยเลิศกว่าโออิชิมั้ย โชคดีที่ 7-11 มีขายตั้งแต่วันแรก เราเลยได้จัดมาลองพร้อมกัน 3 รสชาติค่ะ

    ชื่อสินค้า: อิชิตัน กรีนที
    พิกัด: ตู้แช่เครื่องดื่ม
    ราคา: ขวดละ 16 บาท
    ปริมาณ: 420 กรัม

    หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ ขวดผอมกว่าโออิชิหน่อย เพราะปริมาณไม่เท่ากัน อิชิตัน 420มล ในขณะที่โออิชิ 500มล



    อีกจุดที่ไม่เหมือนกันคืออิชิตันไม่มีพลาสติกหุ้มฝา ต้นทุนน่าจะลดไปหน่อย



    3รส ได้แก่ รสต้นตำรับ + ดอกชาสกัด, รสน้ำผึ้งผสมมะนาว และ ชาเขียว + เก็กฮวย ซึ่งต้องนับว่าเป็นรสใหม่ที่โออิชิยังไม่มีค่ะ



    ชื่อภาษาอังกฤษของแต่ละรส



    ความเป็นออร์แกนิค คือจุดที่อิชิตันเอามาเน้นเป็นจุดเด่นค่ะ ออร์แกนิคคือการที่ไม่ใช้สารเคมีในการผลิต ซึ่งในที่นี้แสดงว่าใบชาเขียวอิชิตันไม่ได้ใช้สารเคมี หรือ ยาฆ่าแมลงในการปลูกเลย นั่นทำให้เรามั่นใจได้ว่าจะไม่มีสารเคมีเหล่านั้นตกมาถึงเราค่ะ



    ในแต่ละขวดจะมีรูปคุณตันอยู่ด้วย จะได้ซื้อไม่ผิดขวด คริคริ



    สรรพคุณของแต่ละขวดค่ะ





    คราวนี้มาดูส่วนประกอบกันค่ะ
    รสต้นตำรับของอิชิตันมีฟลุกโตสน้อยกว่าของโออิชิ (4.9% vs 5.99%) และมีกาเฟอีนเยอะกว่าเล็กน้อยค่ะ (10.42 vs 10.35) ส่วนรสชาดเราว่า อิชิตันอร่อยกว่า รสชาติกลมกล่อมหอมกว่า



    รสน้ำผึ้งผสมมะนาว อิชิตันน้ำตาลน้อยกว่า (3.5% vs 5%) มีกาเฟอีนน้อยกว่า (8.29 vs 10.38) น้ำมะนาวและน้ำผึ้งของอิชิตันมากกว่าเล็กน้อย อิชิตันมีวิตามินซีเพิ่มมาด้วย ส่วนรสชาติ เหมือนกันมาก เราไม่สามารถแยกได้ว่าขวดไหนคือ อิชิตัน



    สุดท้ายรสเก็กฮวย เนื่องจากโออิชิไม่มี เราเลยเทียบกับไอวี่แทน เราว่ารสชาดใกล้เคียงกับ ไอวี่เก็กฮวยผสมหล่อฮั้งก้วย แต่ของอิชิตันมีรสชามากกว่าค่ะ



    ทั้งนี้เรื่องรสชาติมันแล้วแต่คนค่ะ ลิ้นใครลิ้นมัน เลยอยากให้เพื่อนๆลองซื้อมาชิมแล้วบอกหน่อยว่าคิดเหมือนกันรึเปล่า ตอนนี้โออิชิที่ 7-11 ก็ลดราคาลงมาเหลือขวดละ 16 บาทเท่ากันแล้ว
    Attached Images              
    เดี่ยวการเมือง http://www.youtube.com/watch?v=NUyTz...tailpage#t=62s

ตอบกลับกระทู้

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 20:10.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com