ตอบกลับกระทู้
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

กระทู้: -@: ความดีเด่นของกาลามสูตร :@-

  1. #1
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว zardie3636
    สมัครเมื่อ
    05 Oct 2009
    โพส
    1,193
    5
    รับคำขอบคุณ 30 ครั้ง




    Thumbs up -@: ความดีเด่นของกาลามสูตร :@-

    กระทู้นี้ยาวมากแต่คุ้มค่าในการศึกษา
    พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของเหตุและผล
    เพราะพระสูตรนี้ที่ทำให้หันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง




    กาลามสูตรเป็นพระสูตรสำคัญสูตรหนึ่งในพระพุทธศาสนา ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ จากนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน แท้ที่จริงในพระไตรปิฎกชื่อกาลามสูตรไม่ได้มีปรากฏอยู่ หากมีแต่ชื่อว่าเกสปุตตสูตร ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้แก่ชาวกาลามะซึ่งอยู่ในเกสปุตตนิคม เพราะฉะนั้นจึงตั้งชื่อพระสูตรนี้ตามชื่อของนิคมนี้ว่าเกสปุตตสูตร แต่คนที่อยู่ในนิคมหรือตำบลนี้เป็นเชื้อสายหรือมีสกุลเดียวกัน คือสกุลกาลามะเขาจึงเรียกประชาชนเหล่านี้ว่ากาลามชน ซึ่งมีโคตรอันเดียวกันสกุลเดียวกัน คือกาลามโคตรเพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกพระสูตรนี้ว่าเกสปุตตสูตร แต่ชาวโลกทั่วไปมักจะเรียกพระสูตรนี้ว่ากาลามสูตร เพราะรู้สึกว่าจะเรียกได้ง่ายกว่า

    พระสูตรนี้เป็นพระสูตรที่ไม่ยาว แต่มีใจความลึกซึ้งน่าคิดประกอบด้วยหตุผล ซึ่งผู้นับถือพระพุทธศาสนาหรือผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาควรจะได้ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการใช้เหตุผลตามหลัก วิทยาศาสตร์สอดคล้องกับกฎทางวิทยาศาสตร์

    พระสูตรนี้มีความเป็นมาโดยย่อว่า ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังเกสปุตตนิคม อันเป็นที่อยู่ของพวกชาวกาลามโคตรหรือกาลามชน ชาวกาลามชนในเกสปุตตนิคมทราบข่าวมาก่อนแล้วว่า พระพุทธเจ้ามีชื่อเสียงโด่งดังอย่างไร ก่อนที่พระองค์จะได้เสด็จมายังหมู่บ้านของพวกเขาจึงต่างก็พากันไปเฝ้าเป็นจำนวนมาก เพราะชื่อเสียงของพระพุทธเจ้าดังก้องไปว่า "อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทธโธ" เป็นต้น

    ดังที่เราสวดสรรเสริญกันในบทสวดมนต์ ซึ่งปรากฏมากในพระสูตรต่างๆ ว่า"แม้เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์, เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ, เสด็จไปดีแล้ว, เป็นผู้รู้แจ้งโลก, เป็นผู้ฝึกคนที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า, เป็นผู้รู้, เป็นผู้เบิกบานเป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ เป็นต้น"

    เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่เกสปุตตนิคมนั้น มีประชาชนมาเฝ้ากันมาก คนอินเดียมีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นนักบวชนับถือลัทธินิกายใด หรือว่าพวกเขาจะไม่นับถือศาสนาใดเลยก็ตามแต่พวกเขา ก็อยากจะฟังความรู้ความเข้าใจและต้องการปัญญา

    ดังนั้นพวกที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในครั้งนี้ เป็นพวกที่ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาปก็มี พวกที่ไม่นับถือ พุทธศาสนาก็มีพวกที่สงสัยอยู่ก็มี พวกที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งอยู่แล้วก็มี เพราะฉะนั้น ประชาชนที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในสมัยนั้นจึงมีลักษณะอาการที่ไปเฝ้าแตกต่างกัน ซึ่งอาการที่ไปเฝ้าของประชาชนเหล่านั้นมีลักษณะดังนี้

    บางพวกเมื่อได้ทราบเสร็จแล้วก็นั่งนิ่ง ไม่พูดจาอะไร
    บางพวกเป็นเพียงแต่แสดงความยินดีแล้วก็นั่งนิ่งอยู่
    บางพวกกล่าวชมเชยพระพุทธเจ้าแล้วก็นั่งนิ่งอยู่
    บางพวกประกาศชื่อและโคตรของตนว่า ตนเองชื่ออะไร โคตรอะไรแล้วก็นั่งนิ่งอยู่
    บางพวกก็ไม่กล่าวอะไร ไม่แสดงอาการอะไรได้แต่นั่งเฉย ๆ
    บางพวกเป็นเพียงแต่ประนมมือไหว้ แล้วก็นั่งเฉยอยู่

    เพราะฉะนั้นประชาชนที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมีวรรณะใด ก็สามารถเข้าเฝ้า ได้อย่างใกล้ชิด เพราะพระพุทธเจ้ามิได้ทรงถือชั้นวรรณะ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงเป็นโอรสกษัตริย์ประสูติอยู่ในวรรณะกษัตริย์ แต่พระองค์ถือว่าคนไม่ได้ประเสริฐเพราะสกุลกำเนิดแต่จะประเสริฐได้ก็เพราะการกระทำของตนเอง ดังนั้นจึงมีประชาชนไปเฝ้าพระองค์เป็นจำนวนมากและเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

    ประชาชนที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้านั้นได้กราบทูลขึ้นว่า

    "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเกสปุตตนิคมนี้มีสมณพราหมณ์คือนักบวชในศาสนาต่างๆ เดินทางเข้ามาเผยแพร่คำสอนศาสนาของตนอยู่เสมอๆ และสมณพราหมณ์นักสอนศาสนาเหล่านั้นได้กล่าวยกย่องคำสอนแห่งศาสนาของตน แต่ได้ติเตียนดูหมิ่นเหยียดหยาม คัดค้านศาสนาของคนอื่นแล้วสมณพราหมณ์นักสอนศาสนาเหล่านี้ก็จากเกสปุตตนิคมไป

    ต่อมาไม่นานก็มีสมณพราหมณ์ นักสอนศาสนาพวกอื่นได้เข้ามายังนิคมนี้ แล้วก็กล่าวยกย่องเชิดชูศาสนาของตนแต่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ติเตียน คัดค้านศาสนาของคนอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้พวกข้าพระองค์ก็มีความสงสัยเกิดขึ้นว่าบรรดาศาสดาหรือนักสอนศาสนาเหล่านั้น ใครเป็นคนพูดจริงใครเป็นคนพูดเท็จ ใครถูกใครผิดกันแน่"

    พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเห็นใจต่อประชาชนเหล่านั้นว่า"ชาวกาลามะทั้งหลาย น่าเห็นใจที่ท่านทั้งหลายตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ พวกท่านทั้งหลายควรสงสัยในเรื่องที่ควรสงสัยเพราะท่านทั้งหลายตกอยู่ในฐานะที่ต้องสงสัย ตัดสินใจไม่ได้ แต่เราเองจะบอกให้ ชาวกาลามะทั้งหลาย"

    สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ

    พระพุทธเจ้าแทนที่จะตรัสเหมือนกับสมณพราหมณ์เหล่าอื่นที่เคยพูดมาแล้ว พระองค์ไม่ได้ทรงสรรเสริญคำสอนของพระองค์ และก็ไม่ทรงติเตียนคำสอนศาสนาของผู้อื่นแต่พระองค์กลับตรัสอีกแบบหนึ่ง การพูดแบบนี้เป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน คือพระองค์ได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการโดยตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงฟัง

    มา อนุสฺสวเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
    มา ปรมฺปราย อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
    มา อิติกิราย อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
    มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
    มา ตกฺกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
    มา นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
    มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
    มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
    มา ภพฺพรูปตา อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
    มา สมโณ โน ครูติ อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา

    สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเพิ่งเชื่อเพราะเหตุ 10 ประการนี้

    ข้อความประเภทนี้ตรงกับกฎทางวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่อถ้าเขายังไม่ได้ ทดสอบหรือพิจารณาเหตุผลให้ปรากฏก่อน และข้อความเช่นนี้ไปตรงกันได้อย่างไรในข้อที่ไม่ให้เชื่อเพราะเหตุเหล่านี้ ถ้าเช่นนั้นแล้วเราควรจะเชื่อแบบใดเมื่อปฏิเสธไปหมดเลยทั้ง 10 ข้อ และเราควรจะเชื่ออะไรได้บ้าง

    พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของเหตุและผล ไม่โจมตีศาสนา ไม่โจมตีผู้ใด ชี้แต่เหตุและผลที่ยกขึ้นมาอธิบายเท่านั้น

    พระพุทธวจนะทั้ง 10 ประการข้างต้นนั้น ท่านทั้งหลายฟังดูแล้วอาจคิดว่าถ้าใครถือตามแบบนี้ทั้งหมดก็มองดูว่าน่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิ คือไม่เชื่ออะไรเลยแม้แต่ครูของตนเอง แม้แต่พระไตรปิฎกก็ไม่ให้เชื่อ พิจารณาดูแล้วน่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิแต่ก็ไม่ใช่

    คำว่า "มา" อันเป็นคำบาลีในพระสูตรนี้ เป็นการปฏิเสธมีความหมายเท่ากับ No หรือนะคืออย่า แต่โบราณาจารย์กล่าวว่า ถ้าแปลว่าอย่าเชื่อ เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งไปควรแปลว่า"อย่าเพิ่งเชื่อ" คือให้ฟังไว้ก่อน สำนวนนี้ได้แก่สำนวนแปลของสมเด็จพระพุทธโฆสาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส นักปราชญ์รูปหนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ แต่บางอาจารย์ให้แปลว่า"อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" แต่บางท่านแปลตามศัพท์ว่า"อย่าเชื่อ" ดังนั้น การแปลในปัจจุบันนี้จึงมีอยู่ 3 แบบคือ

    1. อย่าเชื่อ
    2. อย่าเพิ่งเชื่อ
    3. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ

    การแปลว่า"อย่าเชื่อ"นั้น เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งเป็นการไม่ค่อยยอมกัน ส่วนการแปลอีก 2 อย่างนั้นคือ"อย่าเพิ่งเชื่อ" และ "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" นั้นก็มีความหมายเหมือนกันแต่คำว่า "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ"นั้นเป็นสำนวนแปลที่ค่อนข้างยาว ดังนั้นคำว่า"อย่าเพิ่งเชื่อ"เป็นสำนวนที่สั้นกว่าง่ายกว่าและเข้าใจได้ดีกว่า ฉะนั้นการที่จะแปลให้ฟังง่ายและเหมาะสมก็ต้องแปลว่า"อย่าเพิ่งเชื่อ"

    เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ใครจะพูดก็พูดไปเราก็ฟังไปอย่าไปว่าหรือค้านเขา แต่อย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูก่อนว่าถูกหรือผิด เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์

    นอกจากนั้น พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสอีกมากในพระสูตรนี้แต่ในที่นี้จะขออธิบายความหมายของ ข้อแนะนำทั้ง 10 ประการเสียก่อน เพราะเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากของพระสูตรนี้ และได้รับการแปลออกเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษา เพราะเขาถือว่าเป็นกฏทางวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่คาดคิดเลยว่าจะมีกล่าวไว้ในครั้งสมัยเมื่อประมาณ 2,600 ปีมาแล้ว ที่ใช้ความคิดแบบอิสระอย่างนี้เป็นความคิดที่มีเหตุผล 10 ประการ คือ

    1. อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา บางคนเมื่อฟังตามกันมาก็เกิดความเชื่อ เมื่อคนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ก็เชื่อตามกันไป โดยบอกว่า"เขาว่า"ปัจจุบันนี้การเชื่อตามเขาว่านี้ ถ้าไปเป็นพยานในศาลจะไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะการที่"เขาว่า"นั้น มันไม่แน่การฟังตามกันมาก็เชื่อตามกันมา ฉะนั้นสุภาษิตปักษ์ใต้จึงมีอยู่บทหนึ่งว่า"กาเช็ดปากคนว่ากาเจ็ดปาก ปากคนมากกว่าปากกาเป็นไหนๆ"

    สุภาษิตนี้หมายความว่า ชายคนหนึ่งเห็นกากินเนื้อแล้วเช็ดปากที่กิ่งไม้ ก็มาเล่าให้เพื่อนฟังว่า"ฉันเห็นกาเช็ดปาก" เพื่อนคนนั้นฟังไม่ชัดกลายเป็นว่า"ฉันเห็นกาเจ็ดปาก" ก็ไปเล่าต่อว่าคนโน้นเล่าให้ฟังเมื่อวันก่อนว่าเขาเห็นกาเจ็ดปาก ก็เล่าต่อกันมาเรื่อยๆ ว่ากามีเจ็ดปาก นี่เป็นการเชื่อตามคำเขาว่า ซึ่งบางคนก็ฟังมาไม่ชัดเพราะฉะนั้นก็อาจฟังผิดได้ การที่เขาว่าจึงอาจจะถูกหรือผิดได้ เช่น บัตรสนเท่ห์เขาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ว่าตามที่เขาว่านั้น ซึ่งมีจริงบ้างไม่จริงบ้างปนกันอยู่

    เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อตามที่เขาว่า แต่ให้ฟังไว้ก่อนชาวพุทธจะไม่ปฏิเสธการที่เขาว่า แต่จะฟังไว้ก่อนโดยยังไม่เชื่อทีเดียว บางทีก็ฟังตามกันมาตั้งแต่โบราณ เช่น สมมุติว่าฝนแล้งก็ต้องแห่นางแมวแล้วฝนจะตก เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าแห่นางแมวแล้วฝนจะตก บ้างก็ว่าเป็นเรื่องที่เขาเล่ากันมาอย่างนี้ คือเชื่อตามเขาว่าซึ่งก็อาจจะไม่เป็นจริงตามเขาว่าก็ได้ ดังนั้นเราต้องเชื่อตามเหตุผล อย่าเชื่อตามเขาว่า

    2. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา บางคนบอกว่าเป็นของเก่าเป็นความเชื่อ ตั้งแต่สมัยโบราณเราควรจะเชื่อเพราะเป็นของเก่า ถ้าไม่เชื่อเขาก็หาว่าจะทำลายของเก่า บางคนเห็นผีพุ่งไต้ก็บอกว่านั่นแหละวิญญาณจะลงมาเกิดอย่าไปทัก เพราะเป็นความเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณ เมื่อมีแผ่นดินไหวคนโบราณจะพูดว่าปลาอานนท์พลิกตัว หรือเวลามีฟ้าผ่าก็บอกว่ารามสูรขว้างขวาน ฟ้าแลบก็คือนางเมขลาล่อแก้วเข้าตารามสูร รามสูรโกรธจึงขว้างขวานลงมาเป็นฟ้าผ่า

    ความเชื่อเช่นดังกล่าวมานี้เป็นความเชื่อของคนในสมัยโบราณซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักของเหตุผล ดังนั้นความเชื่อของคนโบราณนั้นไม่ใช่ว่าจะถูกหรือดีเสมอไป แต่เป็นความเชื่อปรัมปราเราจึงไม่ควรจะเชื่อ ถ้ายังไม่แน่ใจถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องนำสืบๆกันมา

    3. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเป็นข่าวเล่าลือหรือตื่นข่าว เรื่องข่าวนั้นมีมากไม่ว่าจะเป็นข่าวทันโลก ข่าวช่วงเช้า ข่าวช่วงเย็น ข่าวเขาว่าซึ่งมีอยู่มากมาย ถ้าเราไปเชื่อตามข่าวเราก็อาจจะเป็นคนโง่ได้ เช่นบางคนอ่านข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็คิดว่าเป็นเรื่องจริงแน่แล้ว แต่ข่าวจากหนังสือพิมพ์นั้นบางทีลงข่าวตรงกันข้ามจากข่าวจริงๆ เลยก็มี หรือมีจริงอยู่บ้างเพียงบางส่วนก็มี เราจึงควรพิจารณาให้ดีเสียก่อน เพราะข่าวบางข่าวนั้นหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต้องมาลงขอขมากันภายหลังที่ลงข่าวผิดๆ ไปแล้วก็มี ดังนั้นข่าวลือจึงมีมาก เช่นลือว่าจะมีการปฏิวัติ ลือว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งบางทีก็จริงบางทีก็ไม่จริง หรือลือกันว่าคนเกิดวันนั้นวันนี้จะตายในปีหน้าต้องรีบทำบุญเสีย ก็เลยพากันเฮมาทำบุญกัน นี้ก็เพราะฟังเขาลือกันมา บางคนก็ลือกันแบบกระต่ายตื่นตูมเป็นข่าวเขาว่าไม่ใช่ข่าวเราว่า เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งเชื่อ

    4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา ถ้าใครเอาตำรามาอ้างให้เราฟังเราก็อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะตำราก็อาจจะผิดได้บางคนอาจจะค้านว่า"ที่เราพูดถึงกาลามสูตรนี้ ไม่ใช่ตำราหรอกหรือ"จริงอยู่ เราก็อ้างกาลามสูตรซึ่งเป็นตำราเหมือนกัน แต่ท่านว่าอย่าเพิ่งเชื่อเพราะอาจจะผิดได้ ดังนั้นไม่ว่าใครจะเอาตำราอะไรก็ตามมาอ้างเราก็ต้องอย่าเพิ่งเชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้พิจารณาดูก่อน บางคนกล่าวยืนยันว่าตนเองอ้างตามตำรา ซึ่งแท้จริงแล้วเขาไม่ได้อ่านตำรานั้นเลยแต่ว่าเอามาอ้างขึ้นเอง บางคนก็ต้องการโดยการอ้างตำราดังมีเรื่องเล่ากันมาว่า

    "อุบาสก 2 คนเถียงกันว่าระหว่างสัตว์น้ำกับสัตว์บกอย่างไหนมีมากกว่ากัน อุบาสกคนหนึ่งบอกว่าสัตว์บกมีมากกว่า เพราะบนบกนั้นมีสัตว์นานาชนิด เช่น มีแมลงต่างๆ มีมดต่างๆ มากมาย
    ส่วนอีกคนหนึ่งค้านว่าสัตว์น้ำมีมากมายหลายชนิดนับไม่ถ้วน แม้แต่กุ้ง ปลา ก็นับไม่ถ้วนเสียแล้วสัตว์น้ำต้องมากกว่าสัตว์บกแน่นอน ทั้งสองคนจึงไม่อาจตกลงกันได้ อุบาสกคนหนึ่งหัวไวได้ยกบาลีมาอ้างว่า"พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์น้ำมีมากกว่าสัตว์บกดังพระบาลีที่ว่านัตถิ เม สรณัง อัญญัง แปลว่า สัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก" อุบาสกอีกคนหนึ่งไม่กล้าค้านเพราะกลัวจะตกนรก
    แท้ที่จริงคำว่า"นัตถิ เม สรณัง อัญญัง"นั้นไม่ได้แปลว่า"สัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก" แต่แปลว่า"ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี" ผู้อ้างคิดแปลเอาเองเพื่อให้คำพูดของตนมีหลักฐานการอ้างตำรา อย่างนี้จึงไม่ถูกต้องถ้าใครหลงเชื่อก็อาจถูกหลอกเอาได้

    นอกจากนี้ตำราบางอย่างก็อ้างกันมาผิด พวกที่ไม่รู้ภาษาบาลีเมื่อเห็นเขาอ้างก็คิดว่าจริง เช่นนักหนังสือพิมพ์บางคนกล่าวว่า"ทุกขโต ทุกขถานัง ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตน" ซึ่งคำกล่าวนี้เป็นบาลีที่ไม่ถูกต้องเป็นประโยคที่ไม่มีประธาน ไม่มีกริยา เป็นภาลีที่แต่งผิด ซึ่งอาจารย์บางท่านเรียกบาลีเช่นนี้ว่า"เป็นบาลีริมโขง"แต่คนกลับคิดว่าเป็นคำพูดที่ซึ้งดี เพราะฟังดูเข้าที่ดี นี้ก็เป็นการอ้างตำราที่ผิดถึงแม้ว่าตำรานั้นจะเขียนถูก แต่ถ้าหากว่าไม่มีเหตุผลเราก็ไม่ควรเชื่อ

    ปัจจุบันนี้มีการโฆษณาหนังสือยอดกัณฑ์พระไตรปิฎกว่า ถ้าถ้าใครสวดเป็นประจำก็จะร่ำรวยเป็น เศรษฐีได้ทรัพย์สมบัติและจะปลอดภัย ปลอดโรคต่าง คนก็พากันสวดและพิมพ์แจกกันมาก ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรเมื่อมีผู้นำหนังสือนี้มาถวายให้ จะเผาทิ้งก็ติดที่มีคำบาลีอยู่ด้วย หนังสือนี้ได้พิมพ์ต่อเนื่องกันมาผิดๆ และไม่มีพระสงฆ์รูปใดสวดยอดกัณฑ์พระไตรปิฎก นอกจากในหมู่ฆราวาสบางคนที่ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา ดังนั้นใครอ้างบาลีเราก็จงอย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูให้ดีว่ามีอะไรถูกหรือผิดบ้างเสียก่อน

    5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
    ท่านใช้คำว่า"ตักกเหตุ"คือ การตรึกหรือการคิด ตรรกวิทยาเป็นวิชาแสดงเรื่องความคิดเห็น อ้างหาเหตุผล แต่พระพุทธเจ้าทรงกล้าค้านตรรกวิทยาได้ว่า การอ้างหาเหตุผลโดยการคาดคะเนนั้นอาจจะผิดก็ได้การอ้างหาเหตุผลนั้นไม่ใช่ว่าจะถูกไปเสียทุกอย่าง

    การนึกคาดคะเนหรือการเดาเอาของคนเรานั้นผิดได้ เช่นหลักตรรกวิทยากล่าวว่า"ที่ใดมีควัน ที่นั้นมีไฟ"ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไป เดี๋ยวนี้ที่ใดมีควันที่นั้นอาจจะไม่มีไฟก็ได้ เช่นเขาฉีดสารเคมี พ่นยาฆ่าแมลง ก็มองดูว่าเป็นควันออกมาแต่หามีไฟไม่ หรือบางคนก็คิดเดาเอาเองว่าคงจะเป็นอย่างนั้นคงจะเป็นอย่างนี้ คำว่าคงจะนั้นมันไม่แน่ เพราะฉะนั้นเราก็อย่าเพิ่งตัดสินว่าเรื่องนี้ถูกแน่นอนแล้ว คำว่า"คงจะ"นั้นเป็นการนึกเดาเอา

    6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยการคิดคาดคะเนหรืออนุมานเอา ตัวอย่างเช่นเราคิดว่าเราจะแซงรถคันหน้าพันถ้าเราขับรถเร็วกว่านี้ ซึ่งเป็นการคาดคะเนเอา บางทีเราคาดคะเนความเร็วไม่ถูก ก็อาจจะชนรถคันหน้าที่วิ่งสวนมาโครมเข้าไปเลยก็ได้ การคาดคะเนหรืออนุมานเอาอย่างนี้ทำให้คนตายมามากแล้ว การอนุมานเอานี้มันไม่แน่ บางคนคิดว่าฝนคงจะตกแน่เพราะเห็นเมฆดำก่อตัวขึ้นมาก็เป็นการอนุมานเอาว่าฝนคงจะตก แต่บางทีลมก็จะพัดเอาเมฆนี้ลอยพ้นไปเลยก็ได้ ซึ่งก็ไม่แน่เพราะอนุมานเอา ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าแม้อนุมานเอาก็อย่าเพิ่งเชื่อ

    7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ คือเห็นอาการที่ปรากฏแล้วก็คิดว่าใช่แน่นอน เช่นเห็นคนท้องโตก็คิดว่าเขาจะมีลูกซึ่งก็ไม่แน่ บางคนแต่งตัวภูมิฐานก็คิดว่าคนนี้เป็นคนใหญ่โตร่ำรวยซึ่งก็ไม่แน่ บางทีก็เป็นขโมยแต่งตัวเรียบร้อยมาหาเรา บางคนทำตัวเหมือนเป็นคนบ้าคนใบ้มานั่งใกล้กุฏิพระ คนก็ไม่สนใจนึกว่าเป็นคนบ้า แต่พอพระเผลอก็ขโมยของของพระไป ดังนั้นเราจะดูอาการที่ปรากฏก็ไม่ได้ บางคนปวดหัวก็คิดว่าเป็นโรคอะไรที่หัว แต่ก็ไม่แน่สาเหตุอาจจะเป็นที่อื่นแล้วทำให้เราปวดหัวก็ได้ เช่นท้องผูกเป็นต้น หรือเราขับรถมาถึงสะพานซึ่งมองดูแล้วคิดว่าสะพานนี้น่าจะมั่นคงพอจะขับข้ามไปได้ แต่ก็ไม่แน่สะพานอาจจะพังลงมาก็ได้

    8. อย่าเพิ่งเชื่อว่าต้องกับลัทธิของตน คือเข้ากับความเชื่อของตน เพราะตนเชื่ออย่างนี้อยู่แล้วเมื่อใครพูดอย่างนี้ให้ฟังก็ยอมรับว่าใช่และถูกต้อง ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไปเพราะสิ่งที่เราเชื่อมาก่อนนั้นอาจผิดก็มี บางทีคนอื่นก็มาหลอกเราเพราะเห็นว่าเราเชื่ออยู่ก่อนแล้ว จึงอาศัยความเชื่อของเราเป็นเหตุมันจึงไม่แน่เสมอไป

    บางคนเมื่อมีใครมาพูดตรงกับความคิดเห็นของตนก็เชื่อแล้ว ตัวอย่างเช่นเราไม่ชอบใครอยู่สักคนหนึ่ง พอใครมาบอกเราว่าคนๆ นั้นไม่ดีก็เชื่อว่าเป็นคนชั่วแน่เพราะตนเองก็ไม่ชอบหน้าเขาอยู่แล้ว เรื่องอย่างนี้ก็ไม่แน่เสมอไปเพราะคนที่เราไม่ชอบอาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่ว่ามีคนอื่นมาพูดยุยงให้เราเข้าใจไปอย่างนั้นเราจึงมองผิดไปได้ หรือคนที่เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือเรื่องเครื่องลางของขลัง พอมีใครมาพูดเรื่องเช่นนี้ก็เชื่อสนิท เพราะไปตรงกับความเชื่อของตน เพราะฉะนั้นจงอย่าเพิ่งเชื่อแม้ในกรณีดังกล่าวมานี้

    9. อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้ คือเห็นว่าคนที่เป็นคนใหญ่คนโตนั้นพูดจาควรเชื่อถือได้ เช่น เป็นถึงชั้นเจ้าหรือตำแหน่งสูงเราก็ควรจะเชื่อคำพูดของเขา แต่มันก็ไม่แน่แม้แต่พระสงฆ์ก็ไม่แน่ เราจึงต้องฟังดูให้ดีเสียก่อน แม้แต่คณะรัฐมนตรีเองก็ไม่แน่อย่าเพิ่งไปเชื่อคำพูดของท่านเหล่านั้นทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ว่าผู้พูดมียศมีตำแหน่งอย่างนี้แล้วจะพูดเรื่องน่าเชื่อถือได้เสมอไป เราควรจะฟังหูไว้หูฟังให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วจะถูกหลอกได้ง่าย อย่าเพิ่งเชื่อในที่นี้มิได้หมายความว่าไม่ให้เชื่อ แต่ควรจะพิจารณาดูก่อนแล้วถึงจะเชื่อ

    10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าผู้พูดเป็นครูของเรา ข้อนี้แรงมากคือแม้แต่ครูของตนก็ไม่ให้เชื่อ ทั้งนี้เพราะครูของเราก็อาจจะพูดผิดหรือทำผิดได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องฟังให้ดี ไม่มีศาสนาใดสอนเราไม่ให้เชื่อครูของตน แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนว่าไม่ให้เชื่อ แต่ทรงสอนว่าอย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

    พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุผลในข้อที่อย่าเพิ่งเชื่อดังกล่าวมาดังนี้ โดยตรัสว่า"ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย เมื่อท่านทั้งหลายรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นอกุศลมีโทษ ก่อความทุกข์เดือดร้อน วิญญูชนติเตียน ถ้าประพฤติเข้าแล้วเป็นไปเพื่อความทุกข์เดือดร้อน ท่านทั้งหลายจงละทิ้งสิ่งเหล่านี้เสีย" พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าดีหรือไม่ดี แต่ให้พิจารณาดูว่าถ้าไม่ดีก็ทิ้งเสีย

    พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสต่อไปว่า"ชาวกาลามะทั้งหลายท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน ความโลภซึ่งเกิดขึ้นในใจของคนเราแล้ว เมื่อเกิดขึ้นแล้วความโลภเป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่ใช่ประโยชน์"
    ชาวกาลามะก็ทูลตอบว่า"ไม่เป็นเพื่อประโยชน์ พระเจ้าข้า"
    "เมื่อความโลภเกิดขึ้นแล้วทำให้คนฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ประพฤติผิดในกามบ้าง และสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์เขาจะชักนำให้ทำสิ่งนั้น ข้อนี้จริงหรือไม่จริง" พระพุทธเจ้าตรัสถามต่อ
    ชาวกาลามะก็ทูลตอบว่า"จริง พระเจ้าข้า"

    พระพุทธเจ้าตรัสถามอีกว่า"แต่ถ้าจริงแล้ว ท่านทั้งหลายจะสำคัญความนี้เป็นไฉน เมื่อความโลภเกิดขึ้นในใจของคนแล้วเป็นเหตุให้เขาฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามและชักชวนให้คนทำชั่วแล้ว ความโลภนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ไม่เป็นประโยชน์ พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"แล้วมีโทษหรือไม่มี"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"มีโทษ พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามต่อว่า"วิญญูชนติเตียนหรือสรรเสริญ"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ติเตียน พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"เป็นไปเพื่อความสุขหรือเป็นไปเพื่อความทุกข์"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นไปเพื่อความทุกข์ พระเจ้าข้า"

    พระสูตรนี้มีลักษณะของการถามตอบ คือให้ผู้ที่ถูกถามคิดเอาเองไม่ได้ยัดเยียดความคิดให้ หรือบังคับให้ตอบ

    ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสถามเกี่ยวกับความโกรธบ้างว่า"ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน คนที่ถูกความโกรธครอบงำเข้าแล้วอาจจะฆ่าคนก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ประพฤติผิดในกามก็ได้ สิ่งใด ที่มีโทษ เขาก็ชักชวนแนะนำให้คนอื่นทำสิ่งนั้นก็ได้ ดังนั้น ความโกรธนี้ดีหรือไม่ดี"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ไม่ดี พระเจ้าข้า"
    พระองค์ตรัสถามว่า"แล้วคนที่ความโกรธเข้าครอบงำแล้วนั้นความโกรธเป็นกุศลหรืออกุศล"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นอกุศล พระเจ้าข้า"
    พระองค์ตรัสถามว่า"มีโทษ หรือไม่มีโทษ"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"มีโทษ พระเจ้าข้า"
    พระองค์ตรัสถามว่า"วิญญูชนติเตียนหรือไม่"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ติเตียน พระเจ้าข้า"
    พระองค์ตรัสถามว่า"แล้วเป็นไปเพื่อความทุกข์หรือความสุข"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นไปเพื่อความทุกข์ พระเจ้าข้า"

    ต่อไปพระพุทธเจ้าก็ตรัสถามถึงความหลงต่อไปว่า"คนที่ถูกความหลงเข้าครอบงำนั้น ความหลง เป็นกุศลหรืออกุศล"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นอกุศล พระเจ้าข้า"
    พระพุทธองค์ตรัสถามว่า"คนที่ถูกความหลงเข้าครอบงำนั้น ทำดีหรือทำชั่ว"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ทำชั่ว พระเจ้าข้า"
    พระพุทธองค์ตรัสถามว่า"วิญญูชนติเตียนหรือไม่"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ติเตียน พระเจ้าข้า"
    พระพุทธองค์ตรัสถามว่า"แล้วเขาชักนำคนอื่นไปในทางดีหรือทางชั่ว"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ทางชั่ว พระเจ้าข้า"

    พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า"ดูก่อน ชาวกาลามะทั้งหลายท่านจงอย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังพูดสืบๆ กันมา" จนกระทั่งถึงข้อสุดท้ายว่า"อย่าเพิ่งเชื่อเพราะว่าผู้พูดเป็นครูของเรา"ซึ่งเป็นการตรัสย้ำครั้งที่สองในเรื่องของการเชื่อ

    ดังนั้นก็เกิดคำถามว่าถ้าเราไม่เชื่อดังเหตุผลประการต่างๆ นี้แล้วเราจะเชื่อใครได้

    คำตอบก็คือให้เชื่อตัวเองโดยการพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน ว่าสิ่งที่เขาพูดกันนั้นดีหรือไม่ดีถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง

    พระพุทธองค์ได้ตรัสถามชาวกาลามะต่อไปอีกว่า
    "ชาวกาลามะทั้งหลายท่านจะพิจารณาเห็นความข้อนี้เป็นไฉน ความไม่โลภนั้นดีหรือไม่ดี เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลวิญญูชนติเตียนหรือสรรเสริญ เป็นไปเพื่อความสุขหรือความทุกข์ ผู้ที่ไม่โลภ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ชักนำผู้อื่นไปในทางที่เสียหาย ดังนั้น ความไม่โลภนั้นจึงเป็นกุศลหรือ อกุศล"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นกุศล พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"มีโทษหรือไม่มีโทษ"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ไม่มีโทษ พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"วิญญูชนสรรเสริญหรือติเตียน"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"สรรเสริญ พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"เป็นไปเพื่อความสุขหรือความทุกข์"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นไปเพื่อความสุข พระเจ้าข้า"

    พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามต่อไปถึงความไม่โกรธ ความไม่หลง ในทำนองเดียวกันอีกว่า"คนที่ไม่โกรธ ไม่หลงนั้น จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ชักนำคนอื่นไปในทางที่เสีย ชักนำคนอื่นไป ในทางที่ดี ก็ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรืออกุศล"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นกุศล พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"มีโทษหรือไม่มีโทษ"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ไม่มีโทษ พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"วิญญูชนสรรเสริญหรือติเตียน"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"สรรเสริญ พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"เป็นไปเพื่อความสุขหรือความทุกข์"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นไปเพื่อความสุข พระเจ้าข้า"

    พระพุทธเจ้าจึงได้สรุปต่อไปว่า "ชาวกาลามะทั้งหลายเพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูด้วยตนเอง ท่านอย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยพูดสืบๆ กันมา จนถึงข้อสุดท้ายว่าอย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดเป็นครูของเรา"

    พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาดูว่า"สิ่งเหล่านี้ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีก็ทิ้งเสีย ถ้าดีก็ทำตาม พระองค์ไม่ได้บังคับให้เชื่อแต่ให้พิจารณาดูเอาเอง เหมือนคนที่ขายอาหารหรือขายของโดยให้ผู้ซื้อได้เลือกซื้อหรือพิจารณาเอาเอง แล้วก็ถามเรื่องความเห็นว่าดีหรือไม่ดี ชี้แจงเหตุผลให้ฟัง"

    ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ทรงสรุปให้ฟังอีกครั้งหนึ่งว่าอย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยนำสืบๆ กันมาแล้ว จนกระทั่งอย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดเป็นครูของเรา ข้อความที่กล่าวย้ำเช่นนี้ในกาลามสูตรมีถึง 4 ครั้ง เฉพาะ 10 ข้อนี้

    และในที่สุดพระพุทธเจ้าตรัสว่า"ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย อริยสาวกในศาสนานี้ มีเมตตาจิต ไม่โกรธ ไม่พยาบาทใคร แผ่เมตตา ไปทิศเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องต่ำ เบื้องสูง เบื้องขวาง ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีภัย การแผ่เมตตาอย่างนี้มีโทษหรือไม่มีโทษ"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"ไม่มีโทษ พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"เป็นกุศลหรืออกุศล"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นกุศล พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"วิญญูชนสรรเสริญหรือติเตียน"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"สรรเสริญ พระเจ้าข้า"
    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า"เป็นไปเพื่อความสุขหรือความทุกข์"
    ชาวกาลามะทูลตอบว่า"เป็นไปเพื่อความสุข พระเจ้าข้า"

    พระพุทธเจ้าตรัสเช่นเดียวกันถึงเรื่อง กรุณา มุทิตา และอุเบกขา หรือพรหมวิหารทั้ง 4 ที่แผ่ไปยัง คนอื่น สัตว์อื่นและตรัสถามว่า เมื่อประกอบด้วยความไม่มีเวรเช่นนี้ มีความไม่เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตใจหมดจดอย่างนี้ ก็ย่อมจะได้ความอุ่นใจ 4 ประการคือ

    1. ถ้าหากว่าชาติหน้ามีจริง บาปบุญที่ทำไว้มีจริง ก็เมื่อเราทำแต่ดีไม่ทำชั่ว เราจะชื่นใจว่าเราจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์แน่นอน นี้เป็นความอุ่นใจข้อที่หนึ่ง

    2. ถ้าหากว่าชาติหน้าไม่มีจริงบาปบุญที่คนทำไว้ไม่มีจริงก็เมื่อเราไม่ทำชั่ว ทำแต่ดีชาตินี้เราก็สุข แม้ชาติหน้าจะไม่มีก็ตามนี้เป็นความอุ่นใจข้อที่สอง

    3. ถ้าหากว่าบาปที่คนทำไว้ชื่อว่าเป็นอันทำคือได้รับผลของบาป ก็เมื่อเราไม่ทำบาปแล้วเราจะได้ รับผลของบาปที่ไหน นี้เป็นความอุ่นใจข้อที่สาม

    4. ถ้าหากว่าบาปที่คนทำแล้วไม่ได้เป็นบาปอันใดเลยหรือไม่เป็นอันทำ ก็เมื่อเราไม่ได้ทำบาปเราก็ พิจารณาตนว่าบริสุทธิ์ทั้งสองส่วน คือส่วนที่เราไม่ได้ทำชั่วและในส่วนที่เราทำดี เราก็มีความสุขในปัจจุบัน

    เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ได้ทำชั่ว นรกสวรรค์จะมีหรือไม่มีบาปบุญจะมีหรือไม่มี เขาก็ได้ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่คนที่ทำชั่วนรกสวรรค์จะมีหรือไม่มี บาปบุญจะมีหรือไม่มี เขาก็เดือดร้อนทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้าหากว่าสวรรค์มีจริงเขาก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ถ้านรกมีจริงเขาก็ต้องลงนรก ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริงเราก็ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะเราไม่ได้ทำชั่วในปัจจุบัน และเราก็มีความสุขในปัจจุบันเพราะเราทำดี การให้พิจารณาอย่างนี้เป็นการพิจารณาที่สร้างเหตุสร้างผลขึ้น

    ท่านทั้งหลายจงพิจารณาข้อความนี้ดูว่า ในกาลามสูตรนี้ถ้าหากคณาจารย์อื่นๆ มาพบชาวกาละมะเข้าอาจจะพูดเหมือนบรรดาอาจารย์อื่นๆ ที่เคยผ่านมา คือพูดติเตียนศาสนาอื่นแล้วยกย่องศาสนาของตนเอง แต่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงกระทำเช่นนั้นคือไม่โจมตีศาสนาอื่นเลยแม้แต่สักคำเดียว พระองค์เพียงแต่บอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อถ้าใครพูดชักนำมา ทรงเตือนว่าอย่าเพิ่งเชื่อและให้พิจารณา ด้วยตนเองเท่านั้น เมื่อได้พิจารณาด้วยตนเองแล้วเห็นว่าเป็นกุศลก็ให้ทำตาม แต่ถ้าเป็นอกุศลก็ให้ละเสีย

    ยกตัวอย่างเช่น โลภ โกรธ หลง นั้นเป็นอกุศลไม่ดีมีโทษ วิญญูชนติเตียน เป็นไปเพื่อทุกข์ พระพุทธเจ้าก็ตรัสให้ละเสีย แต่ถ้าหากเห็นว่าความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงนั้นเป็นกุศลไม่มีโทษวิญญูชนสรรเสริญเป็นไปเพื่อความสุข พระพุทธเจ้าทรงสอนให้บำเพ็ญโดยให้ชาวกาลามะพิจารณาเห็นด้วยตนเอง จากการที่พระองค์ทรงตั้งคำถามให้ชาวกาลามะคิดพิจารณาเอาเอง โดยไม่ให้งมงายคือพระองค์มิได้ทรงบอกว่าท่านต้องเชื่อ หรือบอกว่าถ้าท่านไม่เชื่อท่านต้องตกนรกหมกไหม้หรือว่าท่านต้องเชื่อแล้วท่านจะได้ขึ้นสวรรค์ พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสอย่างนี้แต่ตรัสบอกให้พิจารณาเอาเอง

    ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าถ้าเราทำดีโดยการมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาแล้วเราจะมี ความอุ่นใจถึง 4 อย่าง ซึ่งคนทำชั่วนั้นจะไม่มีความอุ่นใจดังกล่าวเลย

    การพิจารณาอย่างนี้เป็นข้อความสำคัญในกาลามสูตร แท้ที่จริงยังมีข้อความอื่นอีกในพระสูตรนี้ แต่เป็นข้อปลีกย่อย จึงไม่ได้นำมากล่าวไว้ในที่นี้

    ในปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์นักคิดชาวตะวันตกได้สรรเสริญพระพุทธศาสนาในแง่ของการมีเหตุผล ไว้มาก เพราะเป็นคำสอนอันมีเหตุผลและสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ของพระพุทธศาสนา
    ดังนั้นกาลามสูตรจึงเป็นพระสูตรที่ให้อิสระในด้านความคิด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เราเชื่อ แต่ให้พิจารณาให้ดีเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา แม้แต่พระคัมภีร์ก็อย่าเพิ่งเชื่อให้พิจารณาดูเสียก่อน ถ้าทำได้อย่างนี้ถือว่าสมกับการเป็นชาวพุทธ ไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผลโดยไม่พิจารณาว่าควรเชื่อหรือไม่เพียงไร

    เราจึงควรภูมิใจที่เราได้นับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาที่มีเหตุผลสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ในโลกปัจจุบันไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่นและเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ในที่สุด แม้ทุกข์ยังไม่หมด แต่ก็มีความสงบสุขในชีวิตเพิ่มขึ้น เมื่อเราได้ปฏิบัติได้ถูกต้องตามพุทธธรรม ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

    ที่มา :หนังสือความดีเด่นของกาลามสูตร และ คำสดุดีพระพุทธศาสนาของนักปราชญ์ชาวตะวันตก โดย พระธรรมวิสุทธิกวี วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร

  2. #2
    Cute PlatinumMember รูปส่วนตัว HappyDay
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    ที่อยู่
    ChaengWatthana Nonthaburi
    โพส
    3,024
    8
    รับคำขอบคุณ 179 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบคุณค่ะ
    ....Cyber Smart Trader ...HappyDay Jung ....

  3. #3
    S2M Sexy Member รูปส่วนตัว kokae
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    15,460
    840
    รับคำขอบคุณ 292 ครั้ง

    มาตรฐาน


ตอบกลับกระทู้

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 20:33.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com