ตอบกลับกระทู้
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

กระทู้: เสริมสุข !! ระเบิดศึกน้ำดำ 3.8 หมื่นล้าน

  1. #1
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว NangFah
    สมัครเมื่อ
    24 Apr 2012
    โพส
    1,346
    15
    รับคำขอบคุณ 590 ครั้ง




    Exclamation เสริมสุข !! ระเบิดศึกน้ำดำ 3.8 หมื่นล้าน

    ชื่อ:  news_img_471068_1.jpg
ครั้ง: 5700
ขนาด:  37.4 กิโลไบต์
    ชัดแล้วว่า หลังวันที่ 1 พ.ย.เสริมสุข จะออกแบรนด์น้ำดำน้องใหม่ อ่านออกเสียงว่า"เอส"ย่อมาจาก"เสริมสุข"ระเบิดศึกน้ำดำมูลค่า 3.8 หมื่นล้าน



    ยุติไปแล้วแบบสวยๆ ตลอด 2 เดือนของการ ?ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ? ของดีลประวัติศาสตร์ ที่ถูกระบุว่าเป็นดีลที่ ?ใหญ่ที่สุดในโลก? ในการเข้าไปเทคโอเวอร์ หลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2550 (กรุงเทพธุรกิจ 14 ก.ย.55) ด้วยมูลค่าดีลเฉียด 3 แสนล้านบาท

    ระหว่าง บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ผู้ผลิตและทำตลาดเครื่องดื่ม ตราช้าง ผนึกกำลังกับ บริษัททีซีซี แอสเซทท์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ใต้ร่มเงาของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี งัดข้อกับ เบียร์อันดับ 3 ของโลกสัญชาติเนเธอร์แลนด์ อย่างไฮเนเก้น ชิงชัยเข้าเทคโอเวอร์ "บริษัทแม่-ลูก" เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) และเอเชีย แปซิฟิก บริวเวอรีส์ (เอพีบี) โดยมีตลาดในเอเซียแปซิฟิก เป็นตัวประกัน

    ดีลจบลงด้วยการ ?เกลี่ยเซี๊ยะ? (ประนีประนอม) ของทั้งสองฝ่าย

    โดยไทยเบฟ ได้ครอบครองหุ้นใหญ่ในเอฟแอนด์เอ็น ถือครองพอร์ตหลักในธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ ใน 3 ขาธุรกิจ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ และสิ่งพิมพ์ของสิงคโปร์ ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์และมาเลเซีย และรายใหญ่ในเอเซียแปซิฟิ

    ขณะที่ไฮเนเก้นสมใจได้ครอบครองหุ้นใหญ่ในเอพีบี ผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์ หนึ่งในผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก มีกิจการอยู่ใน 14 ประเทศในเอเชีย รวมถึงอินโดนีเซีย

    เป็นไปตามการคาดการณ์ของวาณิชธนกิจหลายรายที่ออกมาระบุก่อนหน้านี้ ว่า ในเชิงธุรกิจถึงจุดหนึ่งหากได้ไม่คุ้มเสียทั้งคู่น่าจะยอมถอย เหมือนเช่นกรณีของการที่เจ้าสัวเจริญ ยอมถอยเมื่อครั้งที่ส่ง บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เข้าซื้อกิจการคาร์ฟูร์ในไทย เมื่อเห็นว่ามีการไล่ราคาขึ้นไปสูง ด้วยมูลค่าดีลในขณะนั้นอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดีลสรุปออกมาเช่นนี้จะทำให้แผนในการเดินทางลัดในการเป็นผู้เล่นระดับเอเซีย (Asia Player) ตามมาด้วยผู้เล่นระดับโลก (Global Player) ของเจ้าสัวเจริญ สะดุดไปบ้าง แต่ก็ถือว่ายังพอรับได้ ถ้าเทียบกับการประกาศตัวเองมาตั้งแต่ต้นว่าเป้าหมายของดีลนี้คือการต่อยอดธุรกิจที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ "นอนแอลกอฮอล์" มากกว่า


    กับเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ เป็น 30% ของยอดขายรวม 1.3 แสนล้านบาทในปี 2554 และเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้ได้ 30% จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4-5%

    ถึงจุดนี้ คงต้องรอดูต่อไปว่าหลังได้เอฟแอนด์เอ็นมาครอบครองครอง เจ้าพ่อนักเทคโอเวอร์เป็นสรณะ (หลายคนสงสัย มีอะไรที่ยังไม่ได้ซื้อ?) อย่างเจ้าสัวเจริญ จะเดินเกมนำโปรดักท์นอนแอลกอฮอล์ใดของเอฟแอนด์เอ็นเข้ามทำตลาดในไทย

    หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นแบรนด์น้ำดำน้องใหม่ของเอฟแอนด์เอ็น ที่ชื่อ My Cola (มายด์ โคล่า) ในห้วงยามที่สัญญาระหว่างบมจ.เสริมสุข (อีกหนึ่งกิจการที่ไทยเบฟไปเทคโอเวอร์มา) กับ เป๊ปซี่ โค อิงค์ เจ้าของแบรนด์เป๊ปซี่ ที่เสริมสุขจะหมดสัญญาการเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายลงหลังวันที่ 1 พ.ย.55 นับถอยหลังอีกเพียง ?38 วัน? จากนี้ หรือไม่อย่างไร


    นั่นยังเป็นสิ่งที่ต้องคาดเดา !

    ทว่าที่แน่ชัดแล้ว คือ เสริมสุข ในหมวกไทยเบฟ กำลังจะออกแบรนด์น้ำดำใหม่ (New entry) เป็นของตัวเอง หลังซุ่มเงียบอุบมานาน บางจังหวะสับขาหลอกกับกระแสข่าวการนำแบรนด์นั้นแบรนด์นี้เข้ามาทำตลาด มายด์ โคล่า ก็ประการหนึ่ง

    ตอนนี้ชัดแล้วว่า เสริมสุขจะใช้แบรนด์น้ำดำน้องใหม่ที่ "ออกเสียง" ว่า ?เอส? (ยังไม่ชัดเจนว่าจะเขียนอย่างไรในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) บุกตลาดน้ำดำในไทย ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าตลาดน้ำดำในไทยน่าจะมีมูลค่าตลาดรวมในปี 55 อยู่ที่ 38,500 ล้านบาท ต่อกร กับ เป๊ปซี่ มาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งในไทย ตามด้วยโคคา โคล่า (โค้ก) และบิ๊กโคล่า น้ำดำสัญชาติเปรู ที่มาแรงอยู่ในขณะนี้ หลังทำตลาดในไทยมาได้เพียง 7 ปี

    แหล่งข่าวจากคณะกรรมการเสริมสุข ให้ข้อมูลว่า เสริมสุขได้ข้อสรุปแล้วว่าจะผลิตน้ำดำยี่ห้อของตัวเอง ไม่ขอใช้แบรนด์ต่างชาติ เนื่องจากมองการแข่งขันในอนาคต (หวั่นซ้ำรอยเป๊ปซี่) ตอนนี้อยากจะเริ่มใหม่ด้วย"ยืนบนขาตัวเอง" ซึ่งเตรียมแผนที่จะเปิดตัวทันทีหลังสัญญากับทางเป๊ปซี่หมดลง โดยจะโฆษณาประชาสัมพันธ์แบรนด์ใหม่นี้ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้ ก่อนจะวางจำหน่ายสินค้าจริงในต้นปี 56

    น่าจะสร้างสีสันให้กับตลาดน้ำดำในไทยไม่น้อย

    ?เอส? คือชื่อเรียกสั้นๆแต่ได้ใจความของแบรนด์น้ำดำน้องใหม่ ที่แหล่งข่าวบอกปัดว่า ?

    ?ผมพูดเยอะแล้ว แต่ถ้าอยากรู้ว่าภาษาอังกฤษสะกดยังไง โลโก้แบรนด์จะเป็นยังไง ผมไม่รู้ ให้ไปตามต่อเอาเอง?

    เขาบอกเพียงว่า ..?ชื่อเอส น่าจะเป็นชื่อย่อมาจาก เสริมสุขนั่นล่ะ?

    ก่อนจะฟันธงต่อไปว่า ชื่อนี้เป็นชื่อที่จะใช้ทำตลาดแน่นอน เพราะฝ่ายบริหารของบริษัทคุยกันมาหลายรอบแล้ว สรุปร่วมกันว่ายี่ห้อนี่แหละ ตอนนี้เสริมสุขเตรียมแผนการตลาดไว้พร้อมแล้ว รอแค่ให้สัญญาระหว่างเสริมสุขกับเป๊ปซี่หมดลงเท่านั้น

    ?การจัดจำหน่ายผมมองว่าคงจะเริ่มปีหน้า ปีนี้คงยังไม่ทำหรอก ปีนี้น่าจะทำได้แค่การโปรโมทมากกว่า? แหล่งข่าวกล่าว พร้อมแสดงทัศนะว่า

    การแข่งขันตลาดน้ำดำในเมืองไทยถือว่ายังมีน้อยเกินไป ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่เป็นแบรนด์ระดับโลก (Global Brand) ที่มีตลาดเข้มแข็งอยู่แล้ว ดังนั้นการที่เสริมสุขจะเข้ามาทำน้ำดำยี่ห้อ "เอส" ด้วยตัวเองก็ไม่แปลก เพราะต้องการเพิ่มทางเลือกกับตลาดที่มีอยู่เพียงไม่กี่แบรนด์ ซึ่งก็น่าจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค

    โพสิชั่นนิ่งของน้ำดำยี่ห้อใหม่ของเสริมสุข เบื้องต้นจึงขอเป็น "ทางเลือก" ให้กับผู้บริโภค เพราะเสริมสุขยังไม่สามารถไปต่อกรกับ Global Brand ที่ครองตลาดเมืองไทยมานานทั้ง 2 แบรนด์ โดยในไทยมีเป๊ปซี่เป็นเบอร์นำ ตามด้วยโค้ก ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูสีกัน แต่หลังเลิกสัญญากับเสริมสุข มีการวิเคราะห์กันไปต่างๆนาๆว่า เป๊ปซี่ อาจจะเสียแชมป์ในไทยให้กับโค้ก ที่เป็นเบอร์นำในตลาดน้ำอัดลมโลก ?แหล่งข่าว? ระบุ

    ?เมืองไทยเป็นเมืองร้อน เครื่องดื่มดับกระหายก็ขายดี ตลาดเครื่องดื่มก็โตเร็วและขยายตัวได้อีกเยอะ เราเข้ามาเป็นเหมือนสีสัน มาแบ่งเอามาร์เก็ตแชร์เท่านั้น ? เขาหัวเราะ

    ทั้งนี้หากย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวของเสริมสุขในช่วงที่ผ่านมา ถือว่ามีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในรอบ 59 ปีของการดำเนินธุรกิจ รับกับการ "ยืนบนลำแข้งของตัวเอง" อย่างที่สมชาย บุลสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเสริมสุข ผู้สานต่อธุรกิจจากผู้พ่อ "ทรง บุลสุข" เมื่อ 46 ปีที่แล้ว เคยบอกไว้ว่า.. ?แม้จะยังขายของให้คนอื่นก็ตาม แต่ต่อไปเราจะยืนบนขาของตัวเองให้มากขึ้น?

    ในความหมายคือ การพัฒนาแบรนด์ของตัวเองภายใต้ร่มเงาของเสริมสุข

    โดยความเคลื่อนไหวสำคัญเริ่มขึ้นในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ไล่มาตั้งแต่..การปรับโครงสร้างผู้บริหาร การปรับโครงสร้างธุรกิจ การปรับภาพลักษณ์องค์กร ไปจนถึงการปรับโลโก้ เป็นต้น

    เริ่มจากการปรับโครงสร้างในส่วนผู้บริหารที่ดันให้ทายาทรุ่น 3 ?ฐิติวุฒิ์ บุลสุข? ลูกชายคนโตจากเจ้าพ่อน้ำดำ สมชาย บุลสุข นั่งแท่นกรรมการผู้จัดการ คนใหม่ ขณะที่กลุ่มทุนใหม่อย่างไทยเบฟ ?ฐาปน สิริวัฒนภักดี? ลูกชายเจ้าพ่อน้ำเมา เจ้าสัวเจริญ มานั่งในตำแหน่ง รองประธานคณะกรรมการบริหาร ขณะที่สมชาย บุลสุข ในวัย 70 ปีนั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยเจ้าตัวเคยระบุว่า ปัจจุบันมีหุ้นในเสริมสุขสักหุ้นเดียว แบบไม่ยึดติดว่าตนเองเป็นผู้ก่อตั้ง


    ในเดือนเดียวกัน เสริมสุขยังแถลงปรับโครงสร้างธุรกิจ ออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อแยกการบริหารงานให้ชัดเจน เตรียมพร้อมลุยหลังหมดสัญญากับเป๊ปซี่ ประกอบด้วย กลุ่มน้ำดื่ม ซึ่งมีแบรนด์คริสตัล แบรนด์น้ำดื่มที่เสริมสุขปั้นมากับมือ ผลิตและจำหน่ายมานานกว่า 19 ปี ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาด 14% เป็นอันดับ 2 ในตลาดน้ำดื่มที่มีมูลค่าตลาดรวมที่ 2 หมื่นล้านบาท

    กลุ่มเครื่องดื่มไม่อัดลม ปัจจุบันมีแบรนด์โออิชิ (อีกแบรนด์ที่ไทยเบฟเทคโอเวอร์เก็บไว้ในพอร์ตนอนแอลกอฮอล์จากเสี่ยตัน ภาสกรนที) ซึ่งในอนาคตเสริมสุขกับโออิชิจะร่วมมือกันใกล้ชิดมากขึ้น จากเครือข่ายร้านอาหาร ร้านค้าของเสริมสุขที่มีอยู่กว่า 2 แสนจุดขายทั่วประเทศ

    กลุ่มผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยจะดึงจุดแข็งด้านโลจิสติกส์ของเสริมสุขมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม และการเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลม เพื่อเป้าหมายในการขยายตลาดน้ำอัดลมในอนาคต

    หลังการปรับทัพเสริมสุข เมื่อรวมกับความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ประกอบด้วยรถขายตรงกว่า 1,200 คัน และร้านค้าในเครือข่ายกว่า 200,000 ร้านค้า มีโรงงาน 5 แห่ง 46 คลังสินค้ากระจายอยู่ทั่วประเทศ บวกกับประสบการณ์ที่ยาวนานในการผลิตและทำตลาดน้ำดำ ทำให้เชื่อว่าหากเสริมสุขจะลุกขึ้นมาทำแบรนด์น้ำดำด้วยตัวเอง ในแง่การกระจายสินค้าจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น

    ด้านความเคลื่อนไหวของ"พันธมิตร"ที่กำลังจะกลายกลับมาเป็น"คู่ปรับ"ของธุรกิจนี้ อย่างเป๊ปซี่ ได้วางแผนรับมือศึกนี้ด้วยการซื้อโรงงานเบียร์ "ซานมิเกล" เบียร์สัญชาติฟิลิปปินส์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ด้วยมูลค่า 4,000 ล้านบาท เพื่อผลิตเป๊ปซี่ ทว่ากำลังการผลิตของโรงงานดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในฐานะเบอร์นำของตลาดนี้ เป๊ปซี่จึงแก้เกมด้วยการ "นำเข้า" เป๊ปซี่ส่วนหนึ่งจากโรงงานที่เวียดนาม

    ก่อนหน้านั้นยังมีข่าวว่า "สิงห์คอร์ปอเรชั่น" เจ้าของเบียร์สิงห์และลีโอ คู่ปรับตลอดกาลของไทยเบฟ จะเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรในการผลิตและกระจายสินค้าให้เป๊ปซี่ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายของสิงห์ หลังรับเป็นผู้จัดจำหน่ายชาเขียวพร้อมดื่ม"อิชิตัน" ของเสี่ยตัน ทว่าสุดท้ายแล้วไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันกับเป๊ปซี่ได้

    ในเรื่องนี้ สันต์ ภิรมย์ภักดี ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด นอนแอลกอฮอล์ บริษัท สิงห์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ยอมรับว่า เป๊ปซี่ โค อิงค์ ได้ยื่นข้อเสนอกับทางบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เพื่อเป็นให้เป็นพันธมิตรในการกระจายสินค้า รวมทั้งจับมือกัน เพื่อตั้งโรงงานผลิตเครื่องดื่มขึ้นมาใหม่จริง แต่สุดท้ายการเจรจาไม่ลงตัว จึงต้องพับแผนไป

    ?ทางเป๊บซี่ โค เคยมาคุยกับทางบุญรอดฯจริง แต่การเจรจาหลายๆ เรื่องไม่ลงตัว คือไม่ win-win ทั้งสองฝ่าย เราจึงไม่สามารถรับข้อเสนอได้ จึงได้ยุติการเจรจาแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา?
    แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการผลิตแพคเกจจิ้งให้กับทางเป๊บซี่โคนั้น ยังมีการดำเนินการตามปกติ ผ่านบริษัทบางกอกกล๊าส ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือ

    กำลังการผลิตของเป๊ปซี่ และช่องทางการจัดจำหน่ายกระจายสินค้า จึงยังคงเป็นประเด็นที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของเป๊ปซี่ในฐานะผู้นำตลาดในไทย หลังหมดสัญญากับเสริมสุข

    ด้านผู้ผลิตน้ำดำสัญชาติเปรูอย่าง ?บิ๊กโคล่า? ซึ่งเข้ามาทำตลาดในไทยได้เพียง 7 ปี แต่มีส่วนแบ่งการตลาดน้ำดำมากถึง 15-20 % ในปัจจุบัน ประเทศไทย ยังถูกระบุว่า เป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงสุดของบิ๊กโคล่า โดยเป็นประเทศที่มียอดขายสูงสุดของทั่วโลก มากกว่าเม็กซิโก

    เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับ "โซริน วอยเนีย" หัวหน้าฝ่ายการตลาด เอเชียแปซิฟิก บริษัท อาเจ กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์บิ๊กโคล่า บอกว่า "ไม่กลัว" หากจะมีแบรนด์น้ำดำแบรนด์ใหม่เพิ่มเข้ามาในตลาดไทย โดยบิ๊กโคล่ามั่นใจจว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดเอาไว้ได้ที่ตัวเลขสองหลัก และถือเป็นเรื่องดีหากตลาดจะมีการแข่งขันมากขึ้น


    เขายังออกตัวว่า ?อย่าเพิ่งถามผมเรื่องแบรนด์ใหม่ เพราะผมไม่เคยได้ยินข่าวพวกนี้" โซริน บอกแบบนั้น เขายิ้ม พร้อมกับพูดต่ออีกว่า "กลุ่มอาเจ ไม่ต้องการแข่งขันกับใคร แต่ต้องการแข่งขันกับตัวเองมากกว่า"

    ทว่าแม้จะมีคู่แข่งรายใหม่หรือไม่มีแต่สิ่งที่บิ๊กโคล่าทำอยู่แล้ว นั่นคือการออกเคมเปญกระตุ้นตลาด แต่ในส่วนของการใช้เงินลงทุนคงจะไม่ทุ่มเงินลงทุนแบบไม่คิด แต่เราจะดูว่าควรจะใช้เงินอย่างไร โดยจะเน้นเรื่องของการใช้เงินอย่างฉลาด Smart Money เขาบอกแบบนั้น

    ที่ผ่านมา ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย คือ ตลาดหลักสำคัญในภูมิภาคที่อาเจกรุ๊ปโฟกัสการลงทุน แต่ไทยเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ที่มีการเติบโตในแง่ของรายได้สูงที่สุด ซึ่งตลาดในภูมิภาคนี้คิดเป็น 30% ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม และตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่อาเจกรุ๊ปเข้ามาทำตลาดในไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่มีอัตราเติบโตต่อเนื่อง


    ?ผมค่อนข้าง Happy กับตัวเลขและรายได้ของเราในเมืองไทย เพราะมีทิศทางที่ดีมีแนวโน้มการเติบโตที่สูง? โซริน บอก และมองว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าตลาดในภูมิภาคเอเชียใต้ อย่างอินเดีย หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมียอดขายที่เติบโตเพิ่มขึ้นอีก ปัจจัยหลักๆ เป็นเพราะสภาพภูมิอากาศที่ร้อนทำให้นิยมดื่มเครื่องดื่มเพื่อดับกระหายมีมากขึ้น อีกทั้งราคาที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดทำให้เราค่อนข้างได้เปรียบ"

    จนมีแผนจะผุดโรงงานแห่งที่สองในไทย ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน ขนาดกำลังการผลิตก็จะมีขนาดที่เท่าๆ กับโรงงานแรกที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จะเริ่มก่อสร้างในกลางปี 56 พร้อมกับการตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่เพิ่มขึ้น อีกประมาณ 17-18 แห่ง รวมเป็น 30 ศูนย์ และเพิ่มตัวแทนจำหน่ายรายย่อยอีกมากกว่า 60 รายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

    โซริน ยังบอกถึงกลยุทธ์ด้านการลงทุนที่อาเจกรุ๊ปยึดถือและเป็นแนวทางการทำงานทั่วโลกในแบบเดียวกันคือ เข้าไปลงทุนเอง 100% ทั้งในเรื่องของโรงงงานผลิตและการจัดจำหน่าย เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งในอนาคตให้กับทางกลุ่ม

    ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คล้ายๆกับการปรับกระบวนยุทธของเสริมสุขในปัจจุบัน


    ที่ได้บทเรียนราคาแพง จากการ "ยืมจมูก(แบรนด์)คนอื่นหายใจ"
    --------------------------------------------------------------------------------------------
    "คริสตัล - บิ๊กโคล่า"
    กรณีศึกษา "สร้างแบรนด์" ไม่ยากอย่างที่คิด

    ?เราเสียเวลาไปมากในการสร้างแบรนด์ให้คนอื่น จนลืมไปว่า ทำไมเราไม่สร้างแบรนด์ของตัวเอง เหมือนที่เราทำน้ำดื่มแบรนด์ คริสตัลของเราเอง ทำตลาดมา 19 ปี ตอนนี้เป็นอันดับสอง 14% ในตลาดน้ำดื่ม? นี่คือเสียงเปรยของสมชาย บุลสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เสริมสุข ในวันที่ย้อนกลับไปคิดถึงวันวาน ถ้ายังญาติดีกับเป๊ปซี่ ก็คงไม่มีประโยคนี้หลุดจากปากผู้เฒ่าผู้เก๋าเกมน้ำดำเช่นเขา

    สะท้อนถึงบทเรียนจากการหลงเลี้ยงลูกกาเหว่า (เป๊ปซี่) แม้ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่าย (เสริมสุข กับเป๊ปซี่) จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยแทบไม่ได้นึกถึงวันที่ผละจาก

    ดีที่สุดคือการยืนบนลำแข้งตัวเอง ยังเป็นประโยคอมตะที่ใช้ได้กับทุกสิ่ง

    พิสูจน์ได้จากการสร้างแบรนด์น้ำดื่มคริสตัลของเสริมสุข เป็นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำดื่ม กลายเป็น "ซัคเซส สตอรี่" ที่เรียกความมั่นใจให้กับแบรนด์น้ำดำน้องใหม่ของเสริมสุข

    ถ้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถามหา คำว่า "ทำเล ทำเล และทำเล" สำหรับธุรกิจเครื่องดื่ม ก็ต้องถามหา "โลจิสติกส์ที่เข้มแข็ง" ที่เสริมสุขมีพร้อม จากเครือข่ายร้านค้ารายเล็กรายน้อยในมือที่มีอยู่มากถึง 2 แสนรายกระจายอยู่ทั่วประเทศ

    นี่คือห่านทองคำของเสริมสุข ซึ่งที่ผ่านมาเสริมสุขอาจจะประเมินตัวเองต่ำเกินไป ยิ่งตอนนี้มีไทยเบฟมาหนุน ยิ่งทำให้เครือข่ายคอนเน็กชั่นแน่นปึ้ก

    สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้เล่นที่จะหนาตาขึ้น หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ (เออีซี) ยังบีบให้คนในธุรกิจต้อง"เปลี่ยนที่ยืน"จากคอมฟอร์ทโซน มาวิ่งแข่งกับชาวบ้าน ก่อนจะยืนเป็นเป้าให้โดนเหยียบ "ต้องยืนได้ด้วยตัวเอง"

    ซัคเซค สตอรี่ ของบิ๊กโคล่า แบรนด์น้ำดำสัญชาติเปรู ทำตลาดในไทยแค่ 7 ปี คนส่วนใหญ่แทบไม่รู้ว่าเขาจับเครือข่ายใดกระจายสินค้า รู้แต่ว่าทำตลาดในไทยไม่กี่ปีแต่มาร์เก็ตแชร์พุ่งพรวดจนคู่แข่งใจหาย เป็นอีกกรณีศึกษา ที่ทำให้เห็นว่านอกจากกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง (เน้นขายตลาดต่างจังหวัดโอบล้อมเมืองหลวง) สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวสะท้อนได้ดีคือ สินค้าเครื่องดื่มเป็นอะไรที่ทดแทนกันได้ (Replacement) ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ติดหู เสมอไป เครือข่ายกระจายสินค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ

    ไม่มีโค้ก กิน เป๊ปซี่ ไม่มีเป๊ปซี่ กิน บิ๊กโคล่า หากรสชาติไม่หนีกันมาก "ราคา"จำหน่ายยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดภูธร

    เห็นอย่างนี้แล้ว มีเหรอ เสริมสุข จะไม่ทำ"แบรนด์น้ำดำ"ของตัวเอง


    ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ

  2. #2
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว NangFah
    สมัครเมื่อ
    24 Apr 2012
    โพส
    1,346
    15
    รับคำขอบคุณ 590 ครั้ง

    มาตรฐาน เสริมสุขปั้นแบรนด์น้ำดำ'เอส' สิ้นสัญญา1พ.ย.ลุยทั่วประเทศ

    ไทยเบฟไฟเขียวเสริมสุขปั้นแบรนด์น้ำดำ ยี่ห้อ 'เอส' est เตรียมส่งม้าเร็วขนสินค้าลงตลาดพร้อมขายทั่วประเทศหลังวันสิ้นสุดสัญญา พร้อมยิงโฆษณา



    ในวันที่ 1 พ.ย. 2555 สัญญาการเป็นผู้ผลิต และจัดจำหน่าย เครื่องดื่มน้ำอัดลม ?เป๊ปซี่? ของ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ให้กับเป๊ปซี่ โค จากสหรัฐอเมริกา เจ้าของลิขสิทธิ์แบรนด์และเจ้าของหัวเชื้อน้ำอัดลมจะสิ้นสุดลงหลังจากเป็นพันธมิตรร่วมธุรกิจกันมาอย่างยาวนานเกือบ 6 ทศวรรษ หลายฝ่ายกำลังจับตาว่า "เสริมสุข" จะขยายอาณาจักรและเปิดตลาด "น้ำดำ" แข่งกับแบรนด์ระดับโลกต่อไปได้อย่างไร

    แหล่งข่าวในวงธุรกิจการค้า เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เสริมสุขได้พัฒนาแบรนด์น้ำอัดลมใหม่ ภายใต้ชื่อ "est" อ่านออกเสียงภาษาไทยว่า "เอส" ซึ่งมาจากคำว่า "เสริมสุข" นั่นเอง โดยเตรียมกระจายสินค้าลงตลาดในทันที หลังสัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในทุกด้านตั้งแต่ตัวสินค้าซึ่งจะใช้สีน้ำเงิน แดง ขาว เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และพรีเซนเตอร์ ซึ่งมอบหมายให้ยักษ์ใหญ่แกรมมี่พิจารณาศิลปินที่เหมาะสมกับภาพลักษณ์สินค้า ที่จะสื่อผ่านคำว่า Cool

    "ในคืนรอยต่อของสัญญาสิ้นสุดลง เสริมสุขจะส่งทีมงานไล่วางสินค้า กระจายผ่านช่องทางขายทั่วประเทศ ขึ้นโปสเตอร์โฆษณา เปิดตัวแบรนด์ est ต่อตลาดในทันที" แหล่งข่าวกล่าวพร้อมตั้งข้อสังเกตด้วยว่า

    แม้เสริมสุขจะมีความได้เปรียบในแง่เครือข่ายร้านค้ากว่า 2 แสนแห่งทั่วประเทศเป็นช่องทางขายที่สำคัญ หน่วยรถกว่า 1,200 คันเตรียมพร้อมส่งแบรนด์น้องใหม่ถึงมือลูกค้าเป้าหมาย และผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างกลุ่มไทยเบฟ ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี แต่ด้วยความเป็น "แบรนด์ใหม่" ประกอบกับลูกค้าที่ติดในรสชาติและแบรนด์เป๊ปซี่ โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติ และการจำหน่ายผ่านช่องทาง "เอ็กซ์คลูซีฟ" กล่าวคือ กลุ่มร้านอาหาร สถานบันเทิง สวนสนุก ฯลฯ ที่เซ็นสัญญาจำหน่ายแบรนด์เป๊ปซี่อาจมีการทบทวนสัญญาใช้แบรนด์ใหม่ ยิ่งเป็นธุรกิจที่รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติและนิยมแบรนด์เป๊ปซี่ เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของเสริมสุขว่าจะรักษาช่องทางดังกล่าวนี้ไว้ได้มากน้อยแค่ไหน

    ในทางกลับกัน หากเสริมสุขรักษาตลาดเอ็กซ์คลูซีฟ นำพาแบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ได้ทดลองดื่ม และพึงพอใจในรสชาด จะเป็นโอกาสสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ในวงกว้างต่อไป

    เพื่อรองรับการเปลี่ยนครั้งสำคัญที่เกิดขึ้น เสริมสุข ได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ จัดทำภาพยนตร์โฆษณาองค์กรครั้งแรก โดยใช้ทีมพนักงานและผู้บริหารร่วมโฆษณา มีการปรับภาพลักษณ์โลโก้ใหม่ ใช้โทนสีฟ้าและเขียว พร้อมวาง 4 โครงสร้างของธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ขยายธุรกิจน้ำดื่มนำโดยน้ำดื่มคริสตัล การขยายเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำอัดลม การเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และการเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมแบรนด์ใหม่ สมชาย บุลสุข ประกาศไว้ว่าจะมีแผนเปิดตัวธุรกิจใหม่ภายหลังวันที่ 2 พ.ย. เป็นต้นไป หลังสัญญาทางธุรกิจกับพันธมิตรรายเดิมสิ้นสุดลงวันที่ 1 พ.ย.นี้ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ ?ฐิติวุฒิ์ บุลสุข? กุมบังเหียนเสริมสุขในยุคที่ 3 นี้อย่างเต็มตัว

    เสริมสุข ยังได้จัดตั้งบริษัท เกรท แบรนด์ ลิมิเต็ด จำกัด ที่ฮ่องกง เมื่อ 1 มิ.ย. 2555 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านเหรียญฮ่องกง เพื่อบริหารแบรนด์ภายใต้บริษัทเสริมสุขทั่วโลก สะท้อนก้าวรุกต่อแผนสร้างตำนาน "แบรนด์ไทย" ครั้งใหม่พ่วงไปกับเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งของไทยเบฟในภูมิภาคอาเซียน

    สมรภูมิการแข่งขันธุรกิจน้ำดำจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะทั้งเสริมสุข และเป๊ปซี่ โค ต่างมีโจทย์ใหญ่ต้องแก้เกมด้วยกันทั้งคู่ ขณะที่เบอร์ 2 ในตลาดเมืองไทย โคคา-โคล่า หรือ โค้ก แบรนด์อันดับหนึ่งของโลก รวมทั้งน้องใหม่ บิ๊กโคล่า น่าจะได้อานิสงส์จากห้วงสุญญากาศ และ "จุดอ่อน" ของผู้ประกอบการทั้ง 2 รายนี้ไม่มากก็น้อย

    ยิ่งช่วงแรกที่ "เป๊ปซี่" ยังไม่ตกผลึกในเรื่องของ "ผู้ผลิต" น่าจะมีเพียงการจำหน่ายในรูปแบบ "กระป๋อง" นำเข้าจากโรงงานในแถบประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่เสริมสุขส่ง est ลงตลาดได้ครอบคลุมพื้นที่ โอกาสที่เป๊ปซี่จะถูกเฉือนส่วนแบ่งการตลาดไปมีมากที่เดียว หากพิจารณาส่วนแบ่งการตลาดน้ำอัดลมประเทศไทยมูลค่าประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาทในปัจจุบันทิ้งห่างกันไม่มากนัก ระหว่างแบรนด์เป๊ปซี่ มีส่วนแบ่งการตลาด 29% ตามด้วย โคคา-โคลา 24% และบิ๊กโคล่า 14%


    ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ

  3. #3
    S2M Platinum Member
    สมัครเมื่อ
    13 May 2011
    โพส
    13,360
    4,715
    รับคำขอบคุณ 126 ครั้ง

    มาตรฐาน


ตอบกลับกระทู้

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 04:17.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com