ตอบกลับกระทู้
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 12 จากทั้งหมด 12

กระทู้: พอล ครุกแมน: ขั้นสุดท้ายของวิกฤติ

  1. #1
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,403
    1
    รับคำขอบคุณ 45 ครั้ง




    มาตรฐาน พอล ครุกแมน: ขั้นสุดท้ายของวิกฤติ

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2551 เฮนรี่ พอลสัน (Henry Paulson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ ได้พยายามขีดเส้นบนทราย ไม่ให้รัฐเข้าไปช่วยสถาบันการเงินที่ล้มเหลวอีกต่อไป

    สี่วันถัดมา เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤติที่กำลังลุกลามออกไปนอกเหนือการควบคุม ผู้นำส่วนใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ก็ดูเหมือนได้ตัดสินใจว่ารัฐไม่ใช่ตัวปัญหาแต่คือผู้แก้ปัญหา มาตรการที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน คือ การที่รัฐเข้าไปซื้อหนี้เสียส่วนใหญ่ของสถาบันการเงินเอกชน ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    สถานการณ์ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบันคือ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐไม่ช่วยเลห์แมนบราเธอร์ การตกใจสุดขีดที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะราคาหุ้นในตลาดดาวโจนส์หัวทิ่มลงมา แต่เป็นเพราะผลกระทบต่อเนื่องของตลาดสินเชื่อ

    กล่าวโดยพื้นฐานคือ บรรดาผู้ให้กู้หยุดทำหน้าที่กันไปหมด พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นตราสารที่ปลอดภัยที่สุดของการลงทุนทั้งหมด (ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างอื่นจะมีค่าเหลืออะไร ?) ได้ถูกซื้อไปจนหมดเกลี้ยง แม้ว่าแทบจะไม่มีผลตอบแทน ในขณะที่บรรดาผู้กู้เอกชนไม่สามารถหาสินเชื่อได้

    ปกติบรรดาธนาคารพานิชย์ สามารถกู้ยืมระหว่างกันด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของพันธบัต รรัฐบาลสหรัฐเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของเงินกู้ระยะ 3 เดือนระหว่างธนาคารพานิชย์ ได้พุ่งขึ้นเป็นร้อยละ 3.2 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ระยะเดียวกันเท่ากับร้อยละ 0.05 นี่ไม่ใช่การพิมพ์ตัวเลขผิด

    การที่กระแสเงินไหลเข้าไปที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปลอดภัยกันหมด ทำให้ธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถหาเงินกู้ได้ รวมทั้งสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในตลาดการเงิน ดังนั้น จึงนำไปสู่การล้มขนาดใหญ่และการแตกตื่นตามมา มันยังทำให้ธุรกิจลดการใช้จ่าย ซึ่งเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจที่ซบเซา ตกต่ำลึกลงไปอีก

    ธนาคารกลางสหรัฐซึ่งในภาวะปกติ เป็นผู้นำในการต่อสู้กับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ในเวลานี้ ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะได้ใช้บรรดาเครื่องมือมาตราฐาน ของการดำเนินนโยบายทางการเงินไปเกือบหมดแล้ว

    โดยปกติ ธนาคารกลางจะแก้ไขสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ด้วยการซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นคืนจากตลาดการเงิน เพื่อผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของตั๋วเงินคลังระยะสั้น ก็แทบจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ธนาคารกลางยังสามารถใช้มาตราการอะไรได้อีก ?
    ธนาคารกลาง ยังสามารถให้เงินกู้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งธนาคารกลางก็ได้ให้กู้ยืมไปแล้วในปริมาณที่มากจนน่ากลัว แต่การให้กู้ยืมเงินดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งสถานการณ์ที่กำลังทรุดตัวลง

    ในภาพรวม มีเรื่องที่สดใสอยู่เรื่องหนึ่ง คือ อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจำนองอสังหาริมทรัพย์ได้ลดลงไปมาก นับตั้งแต่รัฐบาลกลางสหรัฐได้เข้าควบคุมกิจการของแฟนนี่ เมย์ (Fannie Mae)และเฟรดดี้ แมค (Freddie Mac) และได้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัททั้งสอง

    มีบทเรียนในเรื่องนี้สำหรับคนที่พร้อมจะรับฟัง คือ การที่รัฐบาลเข้าควบคุมกิจการ อาจเป็นทางเลือกเดียว ที่สามารถทำให้ระบบสถาบันการเงินทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง

    มีบางคนได้โต้แย้งข้อเสนอดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ นายพอล โวคเกอร์ (Paul Volcker) ประธานธนาคารกลางสหรัฐคนก่อน และผู้มีประสบการณ์จากวิกฤติการเงินที่ผ่านมา 2 คน ได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล

    ประกาศว่าทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยง สาเหตุหลักของบรรดาสภาวะสินเชื่อหดตัวทั้งหมด คือ การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อซื้อตราสารที่มีปัญหา ซึ่งก็คือการใช้เงินภาษีของประชาชน ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นจากฟองสบู่ที่แตกกระจายของตลาดสินเชื่อและตลาดอสังหาริมทรัพย์

    เมื่อเสนอโดยนายพอล โวคเกอร์ ทำให้มันเป็นข้อเสนอที่ได้รับความเชื่อถืออย่างมาก

    บรรดาสมาชิกที่มีบทบาทของสภาคองเกรส รวมทั้งวุฒิสมาชิกฮิลลารี่ คลินตัน (Hillary Clinton)และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนายบาร์นี่ แฟรงค์ (Barney Frank) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของสภาฯ ได้นำเสนอในทำนองเดียวกัน

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 วุฒิสมาชิกชาร์ล ชูเมอร์ (Charles Schumer) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้จัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อแก้ไขวิกฤติการเงิน ได้แถลงว่า "ธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง ได้ยอมรับว่า เราต้องการมาตราการแก้ปัญหาที่ครอบคลุม"

    นั่นคือเหตุที่ประธานธนาคารกลางเบ็น เบอร์นานเก้ (Ben Bernanke) และนายพอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุมร่วมกับผู้นำของสภาคองเกรสเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 เพื่อปรึกษามาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหา" ในเวลานี้ เรายังไม่รู้ว่ามาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหาคืออะไร

    มีการเปรียบเทียบมาตราการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลสวีเดน ในการแก้ปัญหาวิกฤติการเงินเมื่อต้นปีคศ.1990 โดยรัฐบาลสวีเดนได้ช่วยเหลือด้วยการเข้าไปควบคุมสถาบันการเงินส่วนใหญ่ของปร ะเทศเป็นการชั่วคราว

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ผู้กำหนดนโยบายในกรุงวอชิงตัน ได้เตรียมการในการเข้าไปควบคุมในระดับเดียวกันหรือไม่ และถ้าไม่ มาตราการนี้อาจกลายเป็นการช่วยเหลือที่ผิดพลาด คือการช่วยเหลือบรรดาผู้ถือหุ้นและตลาด ซึ่งผลก็คือการช่วยเหลือภาคสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับผลร้ายจากทำธุรกิจด้วยความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา

    ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าโครงการช่วยเหลือ จะออกแบบให้ดีอย่างไร มันก็มีต้นทุนในการใช้เงินภาษีอากรของประชาชนจำนวนมหาศาล

    รัฐบาลสวีเดนได้วางแผนว่า จะต้องใช้เงินประมาณร้อยละ 4 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ซึ่งสำหรับอเมริกา หมายถึงเงินจำนวน 600 พันล้านเหรียญสหรัฐ

    แม้ว่าในที่สุด ภาระที่ประชาชนชาวสวีเดนผู้เสียภาษีรับผิดชอบ ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว เพราะรัฐบาลสวีเดนสามารถขายทรัพย์สินที่ซื้อมา ได้ในราคาพอสมควร และสำหรับทรัพย์สินบางรายการ สามารถทำกำไรได้มาก

    แต่ในเวลานี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคาดการณ์ ถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากมาตราการช่วยเหลือทางการเงิน

    ระบบการเมืองในวันนี้ ไม่สนใจที่จะทำตามคำแนะนำที่น่าขายหน้าของนายแอนดรู เมลลอน(Andrew Mellon) ต่อประธานาธิบดีเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ที่ว่า "ชำระสะสางปัญหาแรงงาน ชำระสะสางปัญหาหุ้น ชำระสะสางปัญหาเกษตรกร ชำระสะสางปัญหาอสังหาริมทรัพย์ "

    การจัดซื้อทรัพย์สินที่มีปัญหาขนาดใหญ่ของรัฐ กำลังจะเกิดขึ้น

    คำถามที่เหลืออยู่คือ การจัดซื้อนั้น จะทำกันอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด

    ...................................

    หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://arayachon.org/sansab/20080920/671

  2. #2
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,403
    1
    รับคำขอบคุณ 45 ครั้ง

    มาตรฐาน

    เปิดแผน"อุ้มมโหฬาร" กับจุดจบตลาดเสรี

    อ่านได้ใน http://www.bangkokbiznews.com/2008/0...ews_296470.php

    ขอแสดงความเห็นดังนี้

    1. การเข้าอุ้มสถาบันการเงิน อาจจะจำเป็น แต่เป็นการสนับสนุนในสถาบันการเงินดำเนินการอย่างไม่รับผิดชอบ อาจจะยอมเสี่ยงปล่อยเงินที่อาจจะเป็นหนี้เสียเพื่อจะได้ดอกเบี้ยสูง หากพลาดรัฐก้อุ้ม หากไม่พลาดตัวเองได้กำไรมาก ปัญหานี้ ก็จะเกิดอีก ซ้ำซากต่อไป ในไทยก็คงไม่ต่างกัน

    2. ความจำเป็นที่รัฐต้องเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ อย่างมหาศาลอย่างนี้ เป็นข้อพิสูจน์แล้วหรือไม่ว่า ทฤษฎี เศรษฐกิจเสรี นั้น ผิดพลาด

    3. อเมริกา และชาวตะวันตก มีอิทธพลอย่างมาก ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ และ มีอิทธพลอย่างมาก ในการกำหนดมาตรฐานทางการเงินต่างๆ เมื่อกิดปัยหานี้ แสดงว่า มาตรฐานต่างๆที่กำหนดไว้ ไม่สามารถป้องกันปัญหาได้เลย แล้วทฤษฎี และมาตรฐาน ต่างๆเหล่านั้น จะยังน่าทำตามอยู่หรือ

    4. การที่เราวิ่งตามอเมริกา ในวิชาต่างๆหลายสาขา นั้นเหมาะสมอยู่หรือไม่ ปัญหาเศรษฐกิจอเมริกา ก็มาก แต่เราก็ไเรียนจากเขา ทำตามเขา(นี่ก็จะตั้งฟิวเจอร์ทองคำ) ปัญหาสุขภาพของเขาก็มาก เราก็ไปเรียนจากเขา

    เรากำลังเรียนจากคนที่ไม่รุ้หรือเปล่า
    เรากำลังไปเรียนจาก "กูรู" ที่แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ หรือเปล่า
    การที่เราทำตามเขา เป็นการ "นำเข้า" ปัญหาของเขา มาเป็นปัญหาของเรา หรือเปล่า

    หยุด แล้ว ดูดีๆ ก่อนดีไหม

  3. #3
    S2M Platinum Member
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    541
    0
    รับคำขอบคุณ 5 ครั้ง

    มาตรฐาน

    เห็นด้วยครับว่าประเทศเราตามต่างชาติมากเกินไป รับมาทั้งหมด ตั้งแต่แบบเรียนจนถึงแนวทางทฤษฎีและปฏิบัติ เราเป็นผู้ตามย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าผู้นำเพราะถึงผู้นำผิดพลาดเค้าก็สามารถรับรู้ปัญหาได้ก่อนใคร ความจริงประเทศไทยเราก็มีแนวคิด ปรัชญาทางเศรษฐกิจมากมาย เช่น ทฤษฎีสองสูง ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ได้ให้แนวคิดไว้ตามงานวิชาการต่างๆที่ได้รับเชิญไป เพราะประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม มีเกษตกรปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา และอื่นๆอีกมากมาย ถึง 70-75 % ของจำนวนประชากรของไทย เพราะฉะนั้นถ้าจะทำให้ประเทศไทยเราแข่งกับทั่วโลกได้ เราต้องสร้างจุดแข็งก่อน คือให้ราคาสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูงขายได้ราคาสูงตามไปด้วย ซึ่งตรงนี้จะทำให้ประชากรส่วนมากซึ่งเป็นเกษตรกรของประเทศมีรายได้มากพอที่จะไปหมุนกงล้อของเศรษฐกิจ ให้วิ่งไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง และทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และอีกปรัชญาหนึ่งคือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัญชาที่มีประสิทธิภาพมาก แต่คนที่นำไปใช้ไม่ศึกษาให้ดีก่อนนำไปใช้จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาและไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

  4. #4
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว Lacta
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    ที่อยู่
    BKK
    โพส
    1,010
    8
    รับคำขอบคุณ 5 ครั้ง

    มาตรฐาน


  5. #5
  6. #6
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว enjoylife
    สมัครเมื่อ
    09 Sep 2008
    โพส
    3,190
    0
    รับคำขอบคุณ 11 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบคุณค่ะ

    เข้าใจปัญหาได้ง่ายขึ้นแล้วค่ะ

  7. #7
  8. #8
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว Pete
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    1,572
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    แม่นๆๆๆๆ รอลุ้นต่อไป ขอบคุณครับ

  9. #9
    S2M Platinum Member
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    1,549
    0
    รับคำขอบคุณ 1 ครั้งใน 1 กระทู้

    มาตรฐาน


  10. #10
    S2M Sexy Member รูปส่วนตัว kokae
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    15,460
    840
    รับคำขอบคุณ 292 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบคุณครับ

  11. #11
  12. #12
    S2M Gold Member
    สมัครเมื่อ
    10 Sep 2008
    โพส
    2,201
    1
    รับคำขอบคุณ 2 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบคุณค่ะ

ตอบกลับกระทู้

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 05:20.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com