ตอบกลับกระทู้
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 7 จากทั้งหมด 7

กระทู้: แชร์ชาเตอร์ ใครเกิดไม่ทัน เข้ามาอ่าน

  1. #1
    S2M Gold Member
    สมัครเมื่อ
    11 Sep 2008
    โพส
    64
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง




    มาตรฐาน แชร์ชาเตอร์ ใครเกิดไม่ทัน เข้ามาอ่าน

    ชื่อ:  akeyuth_hand2.jpg
ครั้ง: 625
ขนาด:  14.0 กิโลไบต์

    แชร์ชาเตอร์ จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ


    บันไดสู่ดวงดาว

    เอกยุทธ อัญชันบุตร เริ่มต้นทำมาหากินด้วยธุรกิจก่อสร้างเล็กๆ ของครอบครัวเป็นอาชีพแรก ไม่นานต่อมามีผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดชักชวนไปลงทุนในธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ เอกยุทธใช้เวลาที่ศึกษาธุรกิจที่เรียกว่า คอมมอดิตี้ส์นี้ช่วงสั้นๆ ก็กระโจนเข้าไปคลุกด้วยเต็มตัว เริ่มต้นด้วยเงินเก็บหอมรอมริบส่วนตัว ประมาณ 2 แสนบาท เอกยุทธบอกว่า เขาสมารถสร้างผลกำไรได้หลายล้านบาท ในช่วงเพียงปีเศษนับจากปี 2524-2525 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท ชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น จำกัด เจ้าตำนานแชร์ชาเตอร์อันลื่อลั่น

    ธุรกิจคอมมูดิตี้ส์นั้น โดยรูปแบบก็คือธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าอย่างที่เพิ่งจะจัดตั้งกันขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เพียงแต่ยุคนั้นประเทศไทย ยังไม่มีตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า จึงต้องอาศัยตลาดต่างประเทศเป็นแหล่งซื้อขาย อาทิเช่น ตลาดชิคาโกของสหรัฐอมริกา และตลาดโตเกียวของญี่ปุ่น สินค้าเกษตรที่นิยมซื้อขายกัน ก็เช่น น้ำตาล ฝ้าย ข้าวโพด ถั่วแดง ฯลฯ เป็นต้น

    ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์เป็นธุรกิจเก็งกำไรคล้ายๆตลาดหุ้น เพราะราคาสินค้าที่ซื้อขาย จะมีการปรับเปลี่ยนขึ้นลงเกือบทุกวันตามแรงซื้อและแรงขายซึ่งจะต้องอาศัยข้อมูลในการวิเคราะห์คาดการณ์อย่างแม่นยำ

    เพียงแต่ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น แท้จริงแล้วก็คือ บ่อนการพนันดีๆนี่เอง กล่าวคือไม่มีการซื้อหรือการขายจริง ตลาดทั้งในชิคาโกและโตเกียวก็ไม่ได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์จริง จะจริงก็แต่การได้และเสียในหมู่นักเล่นหรือเรียกให้ขลังว่านักลงทุนและกิจการที่เป็นแหล่งซื้อขายเท่านั้น ว่าไปแล้ว ก็คล้ายๆกับการเล่นหวย เพียงแต่ตัวเลขของคนเล่นหวย อาจจะได้มาลอยๆ หรือได้มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ตัวเลขของธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ ก็จะต้องมีหลักวิชาประกอบบ้าง อาทิเช่น ข้อมูลทางเศรษฐกิจ รายงานการเพาะปลูกพืชสำคัญที่ซื้อขายกันในตลาด รายงานอากาศ ภัยธรรมชาติในแต่ละช่วงฤดูกาล เพราะปัจจัยต่างๆ เหล่านั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งก็จะไปกำหนดราคาของผลผลิตการเกษตรที่ซื้อๆขายๆกัน

    อย่างไรก็ตาม ก็มีบ่อยครั้งที่ตัวเลขสามารถเคลื่อนไหวขึ้นลงได้เอง โดยไม่ต้องอิงตลาดใดๆ เรียกว่าขึ้นลงได้ตามใจเจ้ามือหรือเจ้าของบริษัทคอมมอดิตี้ส์สุดแท้จะสั่งขึ้นหรือสั่งลง เพื่อประโยชน์ในการกินรวบ ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์จึงเป็นธุรกิจที่เกิดการฉ้อโกงกันมาก

    ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์หรือการเสี่ยงโชคกับตัวเลขสินค้าการเกษตรที่ขึ้นๆลงๆนี้ เริ่มต้นก่อนที่ฮ่องกงแล้วจึงแพร่กระจายไปในอีกหลายๆประเทศที่ยังมีช่องโหว่ทางกฎหมายและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน โดยประเทศไทยเริ่มขึ้นในยุคหลังเหตุการณ์เดือนตุลาคมปี 2519 ท่ามกลางความขัดแย้ง ทางอุดมการณ์การเมือง คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พรรคคอมมิวนิสต์จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล รอบๆ บ้านก็กลายเป็นประเทศสังคมนิยมกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ลาว และกัมพูชา กลุ่มทุนใหญ่เริ่มเคลื่อนย้ายเงินทุนหนีภัยออกไปนอกประเทศ เนื่องจากเกรงกลัวว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ตามทฤษฎีโดมิโน เศรษฐกิจจึงเกิดภาวะซบเซา อัตราการว่างงานสูง ธุรกิจเก็งกำไรจึงเติบโตเป็นดอกเห็ด ทั้งเล่นทอง (เก็งกำไรจากราคาขึ้นลงของราคาทองคำในตลาดโลก) และเล่นคอมมอดิตี้ส์ เนื่องจากคนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบการศึกษาเป็นจำนวนมาก สามารถกลายสภาพเป็นพนักงานขาย หรือเครือข่ายของธุรกิจเก็งกำไร เหล่านี้ได้อย่างเหลือเฟือ และคนที่พอจะมีเงินออมอยู่บ้าง ก็ถูกความโลภเข้าครอบงำว่าธุรกิจนี้สามารถทำผลกำไรได้ง่ายๆ

    ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ในยุคแรกๆ จากปี 2520 จนถึงปี 2523 ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการของคนฮ่องกง และก็จะลงเอยด้วยการปิดกิจการ พร้อมกับหอบเงินหนีไปต่างประเทศทุกราย โดยแต่ละรายได้เงินไปหลายสิบล้าน และมีอย่างน้อย 2 รายที่ว่ากันว่าหอบเงินของคนไทยออกไปได้หลายร้อยล้านบาท อย่างเช่นบริษัท ฮัลล์ เบอร์รี่ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารสหวิริยา เป็นต้น

    จนล่วงเข้าปี 2523 ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ก็เริ่มมีเจ้ามือเป็นคนไทยบ้างหลายคน เวียนว่ายตายเกิดในชื่อต่างๆ หลายรอบ แต่ทั้งนี้ก็จะมีบั้นปลายต่างๆกันไป เช่นบางคนรวยแล้วเลิก ปัจจุบันกลายเป็นนักธุรกิจใหญ่เจ้าของอาณาจักรนับหมื่นล้านบาท มีทั้งกิจการเหล็ก อสังหาริมทรัพย์ กิจการด้านไอที เมื่อยังทำธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ทั้งวงการเรียกขานกันว่า “อี๊ประภา” หรือคุณน้าประภา (อี๊เป็นคำจีนแต้จิ้วแปลว่า น้าสาว) แต่จำนวนมาก กลายสภาพเป็นวงแชร์และล้มไปพร้อมๆ กับกฎหมายการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชนที่ออกมาในช่วงปี 2527 ภายหลังจากที่เกิดกรณีแชร์ชม้อย แชร์นกแก้วและติดตามด้วยกรณีชาเตอร์ ซึ่งกรณีชาเตอร์ถือเป็นต้นแบบของธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ที่ผันตนเองมาเป็นธุรกิจ ระดมเงินรายแรกๆและถูกผนวกเข้าเป็นวงแชร์ด้วยอีกวงหนึ่ง แต่เปรียบเทียบกับแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้ว ก็จะมีทั้งความเหมือนและความต่าง

    ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์เมื่อหมดยุคมังกรเหินหาวจากฮ่องกง ก่อนถึงยุคชาเตอร์ของเอกยุทธ ที่ต้องนับว่าโด่งดังมาก และเป็นแหล่งที่เอกยุทธเคยเป็นลูกค้าขาใหญ่คนหนึ่งก็คือบริษัท เมอร์ลิน คอมมอดิตี้ส์ บริษัทนี้เจ้าของเป็นอดีตคนสนิทของนายพลลอนนอล ที่เคยปกครองกัมพูชา จากการสนับสนุนของ ซีไอเอ หรือหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐฯนายพลลอนนอล เถลิงอำนาจในฐานะหุ่นเชิดของสหรัฐอเมริกาด้วยการโคนล้มรัฐบาลของ กษัตริย์สีหนุในยุคสงครามเวียดนามกำลังระอุ แต่ต่อมานายพลลอนนอลพ่ายแพ้ต่อกองกำลังเขรมแดงของพอลพต ต้องระเห็จหลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกา เงินทองจำนวนหนึ่ง จึงถูกคนใกล้ชิดที่เรียกว่า “นายท.” นำมาลงทุนทำธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ เพื่อฟอกให้สะอาดก่อนส่งออกไปสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อเสวยสุข

    “นายท.” คนนี้นอกจากธุรกิจคอมมอดิตี้ส์แล้วยังมีสถาบันการเงินอีกแห่ง แต่ทั้งหมดต้องล่มละลายไปในยุคทรัสต์ล้มปี 2527 ปัจจุบัน “นายท.” ยังมีลูกหลานเป็นมีหน้ามีตาในแวดวงบันเทิงของเมืองไทย และกลายเป็นตำนานของนายทุนในยุคสงครามเวียดนาม ที่ประชาชนล้มตายไปนับล้านแต่ต้นเองกลับร่ำรวยจนเหลือกินเหลือใช้

    ธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ไม่เพียงจะเป็นธุรกิจหัวใส นักฟอกเงินพลัดถิ่นและนักฉ้อโกงระดับนานาชาติเท่านั้น แม้แต่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ของไทยบางคนก็มีกิจการคอมมอดิตี้ส์กับเขาด้วย อาทิเช่น บริษัทที่ชื่อ เอ็ม.วาย.เอส. เอ็กเซ็คคิวทีฟ บิสิเนส เป็นต้น

    คอมมอดิตี้ส์จึงเรียกได้ว่า เป็นชุมทางของหลากหลายประเภท ในยุคสังคมไทยเกิดช่องโหว่ในทุกๆด้านทั้งการเมืองเศรษฐกิจและจริยธรรมโดยมีความโลภและกลโกงเป็นจุดร่วม

    เอกยุทธ อัญชันบุตร เปิดเผยว่า เมื่อมีคนคนมาแนะนำให้เขารู้จักธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ ในช่วงประประมาณปี 2523 เขาใช้เวลาสั้นๆศึกษารูปแบบของธุรกิจ และพบว่าน่าจะทำเงินได้ไม่ยาก และก็เป็นจริงดังคาด เพราะเพียงปีเดียว เขาบอกว่า สามารถทำผลกำไรได้นับล้านบาท และกลายเป็นนักเล่นขาใหญ่ ที่ไปเล่นที่ไหนต้องที่นั่น

    เอกยุทธเข้าวงการด้วยการเล่นคอมอดิตี้ส์ กับบริษัทฮัลล์เบอร์รี่ของคนฮ่องกง (ซึ่งต่อมาปิดกิจการแล้วหอบเงินหนีไปเป็นร้อยล้านบาท) และตามมาด้วยบริษัทชื่อเมอร์ลิน แต่เมื่อเริ่มมีเงินและมีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ ก็เริ่มคิดการใหญ่อยากเป็นเจ้าของกิจการเอง เพราะสามารถกำหนดความเสี่ยงได้ ด้วยการทำแมทชิ่งหรือจับคู่ระหว่างกลุ่มซื้อกับกลุ่มขาย การส่งผ่านออเดอร์ไปให้บริษัทอื่น เพื่อลดความเสี่ยงหรือ การรับออเดอร์ซื้อ หรือขายจากบริษัทอื่นเพื่อเพิ่มผลกำไร เป็นต้น

    เทคนิคเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก และก็ดูจะเป็นแบบฉบับของวงการพนันขันต่อเกือบทุกประเภท แต่ประการสำคัญก็คือ การดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเล่น เอกยุทธ เล่าว่า เขาโชคดีที่ระยะเวลากว่าปีที่คลุกคลีกับวงการคอมมอดิตี้ส์เขาสร้างชื่อเสียงและเครดิตเอาไว้มาก เมื่อเปิดกิจการของตัวเอง จึงมีคนมาเสี่ยงโชคด้วยไม่น้อย

    เอกยุทธ เริ่มต้นกิจการคอมมอดิตี้ส์ครั้งแรกด้วยการหุ้นกับเพื่อนๆเข้าไปรับช่วงต่อบริษัทคอมมอดิตี้ส์ ชื่อ อินเวสเตอร์ ตั้งสำนักงานอยู่ที่อาคารจอดรถของโรงแรมเอเชีย ย่านราชเทวี แต่ดำเนินการได้พักเดียวเกิดแตกคอกันในหมู่หุ้นส่วน ก็เลยแยกวง

    ปลายปี 2525 เอกยุทธร่วมกับลูกพี่ลูกน้อง เพื่อนสนิทซึ่งเป็นทายาทเจ้าของกิจการค้าอาวุธ และลูกนายทหารใหญ่ก่อตั้งบริษัทช าเตอร์ อินเวสเมนท์ จำกัด เพื่อเริ่มต้นธุรกิจคอมมอดิตี้ส์อีกครั้ง บริษัทนี้ต่อมา ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดกับบรรดาสถาบันการเงิน ที่ได้รับอนุญาตที่มักจะมีชื่ออินเวสเมนท์เหมือนๆกัน และนับเป็นจุดเริ่มต้นของกรณีชาเตอร์อันลื่อลั่น


    กำเนิดแชร์ชาเตอร์

    จะด้วยบุญหรือบาปก็ตามที่ชักนำให้เอกยุทธ อัญชันบุตร ให้เข้ามาเกลือกกลั้วธุรกิจคอมมอดิตี้ส์ หรือการพนันในรูปแบบคลาสสิคที่ผู้เล่นหรือนักลงทุนต้องทำตัวเป็นผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารของโลกอย่างเกาะติด เพื่อให้ทราบถึงทิศทางของราคาผลผลิตการเกษตรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า จนต้องถลำลึกด้วยการจัดตั้งบริษัทชาเตอร์ฯขึ้นมาเป็นเจ้ามือเสียเองนั้น แม้เอกยุทธจะยืนยันว่าชาเตอร์ฯ “กิน” เขาไปทั่วในตลาดคอมมอดิตี้ส์ก็ตาม แต่ในยุคที่เกิดบริษัท ชาเตอร์ อินเวสเมนต์ที่ต่อมาเปลี่ยนเป็นชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่นก็ต้องถือว่าเป็นยุค “ขาลง” ของธุรกิจคอมอดิตี้ส์

    เนื่องจากช่วงปี 2526 เป็นช่วงที่ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินจำพวกทรัสต์และไฟแนนซ์เปิดสงครามแย่งเงินฝากกันอุตลุด ดอกเบี้ยเงินฝากทะยานไปถึง 9% และหลายแห่งมีการจ่ายใต้โต๊ะ เพิ่มร่วมๆแล้วประมาณ 12% แต่ธุรกิจการเงินในระบบเหล่านี้ ก็ยังไม่เฟื่องฟูเท่าธุรกิจการเงินนอกระบบอย่างแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้ว ที่จ่ายผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 6.25% ต่อเดือนหรือเทียบเป็น อัตราดอกเบี้ยถึง 75% ต่อปี

    ยุคนั้นจึงเป็นยุคของแชร์ชม้อย แชร์นกแก้ว แล้วก็แพร่กระจายเป็นวงแชร์ต่างๆอีกหลายสิบวง แต่ละวงหมุนเงินจากร้อยล้านบาทจนเป็นพันล้านบาท บริษัทชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น ของเอกยุทธที่เดิมตั้งใจจะเป็นบริษัทคอมมอดิตี้ส์ ต่อมาเลยผันตัวเองมาเป็นการระดมเงินเหมือนๆกับวงแชร์ด้วย โดย เอกยุทธ อัญชันบุตร อธิบายถึงจุดผลิกผันดังกล่าวว่า มีนายทหารใหญ่หลายคน หอบเงินมาให้เขาคนละสิบๆ ล้านบาท เพื่อให้ไปลงทุนแสวงหากำไร นายทหารใหญ่เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลระดับ “บิ๊ก” หากเอ่ยชื่อก็จะรู้จักกันดี แต่จนแล้วจนรอดเอกยุทธไม่ยอมเปิดเผยว่าประกอบด้วยใครบ้าง

    มีข้อมูลระบุว่ายุคนั้นชาเตอร์คือวงแชร์อีกวงหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมาในช่วงจังหวะที่แชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วกำลังถูกทางการจับตาอยู่ ลูกแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วจำนวนมาก จึงย้ายเงินมาลงทุนกับชาเตอร์ อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนแล้วชาเตอร์ก็ยังจ่ายดีกว่าแชร์ชม้อยละแชร์นกแก้วอีกด้วย

    แต่เอกยุทธปฎิเสธว่า ชาเตอร์ไม่ใช่วงแชร์เหมือนแชร์ชม้อย และแชร์นกแก้ว เพราะในขณะที่แชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วระดมเงินจากประชาชนโดยตรง แต่ชาเตอร์ทำธุรกรรมกับผู้คนเพียงไม่กี่คนที่แต่ละคน นำเงินมาลงทุนกับชาเตอร์คนละเป็นร้อยล้านบาท ส่วนแต่ละคนจะไประดมเงิน หรือหาเงินมาได้อย่างไรนั้น เอกยุทธบอกซื่อๆว่า เขาไม่ทราบ

    นอกจากนี้เขาบอกว่าที่ต่างกันมากๆก็ตรงที่แชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วเป็นธุรกิจเงินต่อเงินหรือธุรกิจการจัดคิวเงินที่รับจากคนหนึ่งไปจ่ายอีกคนหนึ่งไม่มีการนำไปสร้างดอกผลให้งอกเงย ซึ่งในท้ายที่สุดก็ต้องพังครืนลง เพราะต้องกินตัวเองไปเรื่อยๆแต่ธุรกิจชาเตอร์กลับมีการลงทุนหาผลกำไรอย่างชาญฉลาด

    เอกยุทธเล่าว่า การหาผลกำไรอย่างชาญฉลาดของชาเตอร์นั้น ก็โดยอาศัยความแตกต่างกัน ระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศกับต่างประเทศ เริ่มจากการนำเงินที่มีบุคคลระดับ “บิ๊ก” นำมาลงทุนไปฝากกับธนาคารใหญ่ๆ อาทิเช่น ธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งช่วงนั้นก็จะได้ดอกเบี้ยสูงไม่น้อยกว่า 12% จากนั้นก็จะขอให้ธนาคารออกแบงค์การันตีโดยใช้เงินฝากค้ำประกันครั้งหนึ่งๆ จะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท แล้วนำแบงก์การันตีไปกู้เงินจากธนาคารในสวิสเซอร์แลนด์ สุดท้ายก็นำเงินกู้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศมาฝากกับธนาคารพาณิชย์ของไทยเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

    เอกยุทธ เปิดเผยว่าในช่วงนั้นชาเตอร์ดำเนินการดังกล่าวนับเป็นสิบๆรอบแต่ละรอบเป็นวงเงินอย่างต่ำ 100 ล้านบาท และด้วยการกู้เงินจากสวิสฯ ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 3% มาฝากธนาคารพาณิชย์ของไทยได้ดอกเบี้ย 12% เขาบอกว่าด้วยเงินที่ระดมมาประมาณ 500 ล้านบาท ด้วยธุรกรรมที่อาศัยช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศกับต่างประเทศดังกล่าว ชาเตอร์สามารถสร้างผลกำไรได้เดือนละเป็นสิบล้านบาททีเดียวเชียว

    ถามว่าทำไมกู้เงินจากต่างประเทศได้ง่ายๆ เอกยุทธบอกว่านอกจากจะอาศัยแบงก์การันตีของธนาคารใหญ่ของไทยที่ชาเตอร์มีบัญชีเงินฝากค้ำประกันแล้ว ก็อาศัยสายสัมพันธ์กับบรรดาเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันที่สหรัฐอเมริกาซึ่งทำงานในธนาคารดังๆหลายแห่งของสวิสเซอร์แลนด์ช่วยอยู่ด้วย (เพื่อนกลุ่มนี้ต่อมาให้ความช่วยเหลือเอกยุทธให้ตั้งตัวได้อีกครั้ง เมื่อต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ)

    นอกจากเล่นกับส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสร้างผลกำไรเป็นร้อยล้านบาทแล้ว ชาเตอร์ก็ยังมีการลงทุนอื่นๆ อาทิเช่น ลงทุนสร้างชาเตอร์ดิสโก้เธค ย่านถนนรัชดาภิเษกติดๆกับสถานทูตจีน และที่เล่นสเก็ตแถวๆ ท่าพระ ฝั่งธนบุรี

    ชาเตอร์ ดิสโก้เธค ถือเป็นแหล่งบันเทิงของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น โด่งดังทาบรัศมีเดอะพาเลซย่านถนนวิภาวดีรังสิต ของเจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ชาเตอร์ดิสโก้เธค ช่วงรุ่งเรืองในช่วงปี 2527 ทำเงินได้คืนละเป็นแสนบาท เดือนหนึ่งๆสร้างรายได้ให้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

    นอกจากนี้ก็มีการลงทุนในหุ้นของธนาคารแหลมทอง และธนาคารนครหลวงไทย และที่ดินอำเภอสารภี และที่พัทยา

    การลงทุนซื้อที่ดิน เอกยุทธยืนยันว่าเพื่อนำมาพัฒนาขาย ส่วนการลงทุนเข้าไปถือหุ้นธนาคารแหลมทองและนครหลวงไทย เป็นการขอร้องจาก สมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ ที่กำลังต่อสู้กับ สุระ จันทร์ศรีชวาลา เพื่อชิงสมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูล และนครหลวงไทยก็ทำนองเดียวกัน โดยเป็นการขอร้องของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ต้องการรักษาอำนาจการบริหารในแบงก์

    และที่ลือลั่นมากๆก็คือการได้รับสัมปทานอายุ 30 ปี เข้าทำโครงการพัฒนาที่ดินของการรถไฟจำนวน 67 ไร่ สองฝากถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เรียกว่าโครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ มูลค่า 6,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโรงแรมและศูนย์การค้า พร้อมทางรถไฟทันสมัยที่จะเชื่อมจากโครงการสู่สนามบินดอนเมืองซึ่งเป็นส่วนที่การรถไฟจะลงทุน

    โครงการมักกะสันคอมเพล็กซ์ยุคนั้น ถือเป็นโครงการระดับอภิมหาโปรเจ็คดำเนินการในนามบริษัท ไทยเศรษฐกิจชุมชน จำกัด ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดย บริษัทชาเตอร์ฯและชาเตอร์จ่ายเงินไปเกือบร้อยล้านบาท เป็นค่าประมูลและค่าแบบ แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่เกิด

    การมีธุรกรรมที่สร้างรายได้งดงามได้แก่การเล่นกับอัตราดอกเบี้ยและชาเตอร์ดิสโก้เธค ที่ปั้มเงินสดให้ทุกคืนไม่มีวันหยุดนั้น ทำให้ชาเตอร์สามารถจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ที่นำเงินมาลงทุนได้อย่างจุใจ และยิ่งมีภาพของการลงทุนในกิจการที่มั่นคงและโครงการระดับอภิมหาโปรเจ็ค ชื่อเสียงของชาเตอร์ก็ยิ่งขจรขจายชนิดรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เพราะลงทุนกันเห็นๆและก็จ่ายตอบแทนกันจะๆ ในช่วงปี 2527 จึงเป็นปีทองที่ผู้คนจากหลากหลายวงการระดมเงินมามอบให้กับชาเตอร์กันมืดฟ้ามัวดิน

    และยิ่งปี 2527 เกิดวิกฤติสถาบันการเงิน ทรัสต์ และไฟแนนซ์ล้มกันตึงตังแชร์ชม้อย แชร์นกแก้ว ก็ตกเป็นเป็นจับตาของทางการจนต้องหยุดธุรกรรมเม็ดเงินที่เคยลงกับแชร์รถน้ำมันของชม้อย ทิพยโส หรือพันจ่าอากาศเอกหญิง นกแก้ว ใจยืน จำนวนไม่น้อยก็เลยทะลักมาที่ชาเตอร์

    ว่ากันว่า ยุคแรกๆ ของชาเตอร์ เริ่มด้วยเงินจากบรรดานายทหารใหญ่ที่ทุกบาท ทุกสตางค์อาจมีที่มาไม่ธรรมดา และมีความจำเป็นจะต้องฟอกให้สะอาดเสียก่อน แต่ช่วงหลังๆ ก็จะมีเงินออมจากชาวบ้านตาดำๆ ที่ความโลภเข้าครอบงำ นำมาลงทุนผ่านหัวหน้าสายต่างๆ ด้วยไม่น้อย

    อย่างไรก็ตามเอกยุทธระบุว่า ชาเตอร์มีผู้ลงทุนที่เขาพบสัมผัสด้วยจริงๆ เพียง 7-8 ราย และวงเงินที่นำมาลงทุนก็ไม่น่าจะเกิน 1,000 ล้านบาท แต่จาก 7-8 คนนี้ จะมีเครือข่ายอีกกี่ร้อยกี่พันคน เขาไม่ทราบจริงๆ ซึ่งก็อาจจะจริงอย่างที่เอกยุทธพูด เพียงแต่ก็คงจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของทุกส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นโครงสร้างการระดมเงินของชาเตอร์ในยุคนั้น

    ในยุคที่ชาเตอร์กำลังรุ่งเรือง เงินทุนหลั่งไหลเข้ามาราวทำนบแตกนั้น เงินชาวบ้านเหล่านี้นอกจากส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างรายได้ให้งอกเงย และอีกบางส่วนลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่ออนาคตซึ่งจะมีหรือไม่ยังไม่รู้นั้น

    บางส่วนก็น่าจะทำให้ชีวิตส่วนตัวของเอกยุทธฟู่ฟ่ามาก ทั้งบ้าน ทั้งรถสปอร์ตหรูหลายสิบคัน หญิงสาว และการเป็นกระเป๋าเงินใบใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากคบหา ไม่ว่าจะเป็นคนทำหนังสือพิมพ์ ตำรวจ ทหาร หรือแม้แต่ผู้คนในแวดวงเงามืด

    หลายคนวิจารณ์ว่า ยุคนั้น เอกยุทธและชาเตอร์ คบหาทั้งตำรวจ ทั้งโจร ทั้งคนหนังสือพิมพ์ เนื่องจากเป็นสูตร ว่าโจรกลัวตำรวจ ตำรวจกลัวหนังสือพิมพ์ และหนังสือพิมพ์กลัวโจร การคบกับทั้งสามพวก จึงมีแต่ต้องเกรงใจเอกยุทธ

    ว่ากันว่า แม้แต่นายตำรวจที่ต่อมากลายเป็นมหาเศรษฐีและนักการเมืองชื่อดัง ก็ยังมีเช็คส่งมาแลกกับเอกยุทธโดยผ่านกันมาอีกทอด ซึ่งปรากฏว่า เป็นเช็คติดสปริง เด้งดึ๋งดั๋งทันทีที่ครบกำหนด

    เช่นเดียวกับสื่อมวลชนชื่อดังในปัจจุบันอย่างน้อย 2-3 คน ที่ก็เคยใช้เงินเอกยุทธ แต่พอชาเตอร์ล้ม กลับร่วมสหบาทาไปกับเขาด้วย

    อย่างไรก็ดี ยุคทองของชาเตอร์เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ของปี 2527 แต่เพียงปีเศษๆ ต่อมาหายนะก็เริ่มมาเยือนชาเตอร์และก็เป็นหายนะที่มาจากรอบทิศทาง


    หายนะชาเตอร์

    ถ้าปี 2527 เป็นปีทองของเอกยุทธ อัญชันบุตร และชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น ปี 2528 ก็คงต้องเป็นปีแห่งหายนะ เอกยุทธ อัญชันบุตร อธิบายปรากฏการณ์กลับตาลปัตรที่เกิดขึ้นนี้ว่า เริ่มจากการประกาศลดค่าเงินบาทเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2527 ซึ่งกลายเป็นชนวนความแตกแยกทางการเมืองและเศรษฐกิจ จนนายทหารใหญ่อย่าง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ต้องปรากฏตัวทางโทรทัศน์แถลงคัดค้านการลดค่าเงินบาทดังกล่าว จากนั้นก็ตามด้วยการกวาดล้างแชร์แม่ชม้อย และแชร์แม่นกแก้ว และการเกิดขึ้นของพระราชบัญญัติการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน

    ข่าวลือจึงแพร่สะพัดไปทั่วว่า ชาเตอร์ก็จะไปไม่รอดด้วย ผู้ลงทุนก็เลยมาทวงขอเงินคืน ซึ่งชาเตอร์ก็พยายามคืนไปหลายราย แต่มาพลิกผัน เมื่อตำรวจเรียกตัวเอกยุทธและกรรมการบริษัท ชาเตอร์ไปสอบปากคำ แล้วขู่จะแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนตามกฎหมายที่เพิ่งจะออกมา เอกยุทธบอกว่า เขาไม่วิตกต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว เพราะเป็นกฎหมายที่ออกมาภายหลังจากที่เขาทำธุรกิจมานานแล้ว แต่หลังจากนั้น กลับมีการให้สัมภาษณ์โดยผู้มีอำนาจหลายคนว่า จะต้องจัดการกับชาเตอร์ ในฐานที่มีพฤติกรรมเป็นวงแชร์เหมือนแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้ว จึงเกิดการตื่นตระหนกของผู้ลงทุน และคนที่ไประดมเงินมาลงทุนกับชาเตอร์ ก็ผลักปัญหาทั้งหมดมาให้ชาเตอร์รับเพียงลำพัง ทั้งที่หลายคนก็ได้เงินคืนไปหมดแล้ว เมื่อบานปลายออกไปจนธุรกิจชะงัก ชาเตอร์ก็ตัดสินใจยื่นฟ้องรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ข้อหาให้ข่าวบิดเบือนจนชาเตอร์เกิดความเสียหาย และจากการไปยื่นฟ้องรัฐบาลพล.องเปรมนี้เอง จึงติดตามด้วยการถูกรุมกินโต๊ะจากรอบทิศ เอกยุทธยอมรับว่า มีผู้ใหญ่หลายคน เช่น อุทัย พิมพ์ใจชน ซึ่งเคารพนับถือกัน เตือนเขาแล้วว่า อย่าไปท้าทายผู้มีอำนาจ เพราะจะกลายเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูได้ง่ายๆ แต่ด้วยความร้อนวิชาฝ่ายกฎหมายและความเหิมกล้าของวัยหนุ่ม จึงไม่ฟังการทัดทานจากใครๆ

    กระทั่วกว่าจะรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องระเห็จไปต่างประเทศแล้ว วิถีทางของชาเตอร์จึงไม่ต่างจากวิถีทางของดาวตก กล่าวคือ สุกสกาวเจิดจรัส แต่ชั่ววูบเดียวก็ดับสลายกลายเป็นเศษเถ้าธุลีดิน ชาเตอร์นั้น เป็นดาวจรัสแสงในแวดวงการระดมเงินที่เรียกว่า วงแชร์ ตั้งแต่ปลายปี 2526 นับจากการเปิดโปงธุรกรรมแชร์แม่ชม้อย หรือนางชม้อย ทิพยโส โดยคอลัมนิสต์และสื่อมวลชนว่า เป็นการลงทุนแชร์น้ำมัน 160,000 บาทต่อคัน ได้ผลตอบแทน 10,000 บาทต่อเดือน หรือจ่ายผลตอบแทน เดือนละ 6.25% หรือประมาณ 75% ต่อปี รวมทั้งแชร์แม่นกแก้วของพันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้ว ใจยืน ซึ่งแตกตัวมาจากแชร์ชม้อย และเกิดกระบวนการขุดคุ้ยเปิดโปงกันอย่างถึงพริกถึงขิง จนทางการเริ่มให้ความสนใจ และเตรียมหาทางจัดการให้เด็ดขาด เนื่องจากเชื่อว่า เป็นธุรกรรมหลอกลวงและฉ้อโกงประชาชน ส่งผลให้แชร์ชม้อยและแชร์นกแก้วต้องกบดานเงียบ ไม่กล้ารับเงินลงทุนเพิ่ม เงินจำนวนมากจึงทะลักไปที่แหล่งอื่น โดยชาเตอร์ก็กลายเป็นแหล่งหนึ่ง ที่มาเติมช่องว่างดังกล่าว และช่วงที่ชาเตอร์กำลังรุ่งเรืองสุดๆ นั้น ว่ากันว่ามีนักลงทุนบางคนถึงกับต้องกราบไหว้วิงวอนขอให้ช่วยรับเงินไว้ด้วย เห็นได้ชัดว่า การขุดคุ้ยเรื่องธุรกิจแชร์ แทนที่ผู้คนจะตื่นกลัว กลับเป็นการแพร่กระจายข่าวสารไปถึงกลุ่ม “แมลงเม่า” ที่พอเห็นตัวเลขผลตอบแทนและคำยืนยันจากคนใกล้ชิดว่า วงแชร์นั้นจ่ายกันจริงๆ และจ่ายกันเห็น ๆ ผสมโรงเข้าไปด้วย ก็เลยเกิดกระแสการแห่แหนมาลงทุนในวงแชร์ต่างๆ กันอย่างครึกโครม

    ปี 2527 พร้อมๆกับอาการเข้าใกล้โคม่าของแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้ว จึงเกิดวงแชร์ใหม่ๆ ขึ้นอีกหลายวง โดยเฉพาะที่แตกตัวออกมาจากชาเตอร์ โดยหุ้นส่วนและมือซ้ายมือขวาของเอกยุทธก็มีหลายแห่ง เช่น เสริมชีพ เจริญชน หุ้นส่วนและเพื่อนเอกยุทธ แยกไปตั้งวงแชร์ใหม่ชื่อ เสริมกิจ มือขวาของเอกยุทธชื่อ ระพีพรรณ พรหมนิตย์ ไปตั้งมิลเลี่ยนแนร์ คอร์ปอเรชั่น และเด็กหนุ่มที่เอกยุทธปั้นมากับมืออย่าง พงษ์ศักดิ์ ดิษยเดช บุตรชายนายทหารใหญ่ท่านหนึ่ง ก็ลาออกไปตั้ง เอ็มวายเอส.เอ็กเซ็คคิวทีฟ บิสิเนส โดยพงษ์ศักดิ์ซึ่งขณะนั้น อายุเพียง 19 ปีรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการ ก็คือนายทหารใหญ่ผู้เป็นบิดานั่นเอง การเกิดขึ้นของธุรกิจแชร์แต่ละวง ไม่ว่าจะเป็นแชร์ชม้อย แชร์นกแก้ว ชาเตอร์และอีกนับสิบแห่ง โดยมีเครือข่ายการระดมเงินผ่านกันมาเป็นทอดๆ จากเครือญาติ ไปสู่คนที่นับถือแล้วส่งต่อๆ กันไป และการจ่ายผลตอบแทนก็จ่ายกลับมา ตามเส้นทางเดิมนั้น ก็มีการวิเคราะห์ว่า น่าจะมาจากวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันการเงินในระบบ อันเนื่องมาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น และก็น่าจะผสมผสานกับเงินนอกระบบที่มาจากธุรกิจผิดกฎหมายและการคอรัปชั่นในวงราชการรวมอยู่ด้วย เพียงแต่เมื่อธุรกิจนี้ขยายตัวออกไป ความโลภก็ทำให้คนมีประเภทปลาซิวปลาสร้อยเข้ามามาก และกลายเป็นเหยื่อที่ต้องสูญเงินจนหมดเนื้อหมดตัว เนื่องจากจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่เข้ามาในช่วงท้ายๆ ก่อนที่วงแชร์จะหยุดจ่ายเงิน และล้มไปในที่สุด ต่างจากกลุ่ม “ขาใหญ่” ที่เข้ามาในช่วงแรกๆ กลุ่มนี้จะได้กันไปมากบ้างน้อยบ้าง และถ้าเสียบ้างก็เพียงเล็กน้อย

    หายนะของชาเตอร์ เริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายปี 2527 และถึงจุดจบในปี 2528 นั้น ก็อาจกล่าวได้ว่า มีที่มาจากการเข้าจัดการของทางการ โดยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในยุคที่รัฐมนตรีคลังคือ ข้าวของฉายา “ซามูไรโหด” สมหมาย ฮุนตระกูล สืบเนื่องจากความใหญ่โตขึ้นทุกวันของธุรกรรมการเงินนอกระบบประเภทนี้ และเห็นได้ชัดว่า เป็นธุรกรรมฉ้อฉลที่หากปล่อยไปก็จะสร้างความเสียหายแก่ประชาชนและระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้เครื่องมือสำคัญที่ใช้จัดการก็คือ พระราชบัญญัติการกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชนที่ออกมาในช่วงปี 2527 เพื่อกวาดล้างวงแชร์เหล่านี้โดยเฉพาะ และการเข้าจัดการนั้นก็เริ่มจากแชร์ชม้อย แม่นกแก้ว และต่อด้วยชาเตอร์และอีกหลายสิบวง ที่พัฒนามาจากธุรกิจคอมมอดิตี้ส์การเก็งกำไรทองและค่าเงิน ซึ่งวงเงินรวมกันแล้วเป็นหมื่นล้านบาท เมื่อถูกทางการเตรียมเข้าจัดการนั้น เอกยุทธ อัญชันบุตร พยายามอย่างมาก ที่จะอธิบายว่า ธุรกิจชาเตอร์นั้นไม่ใช่วงแชร์หรือการจัดคิวเงินเหมือนแชร์ชม้อยและแชร์นกแก้ว

    เนื่องจากชาเตอร์ไม่ได้รับเงินจากประชาชนโดยตรงและชาเตอร์ก็มีการลงทุนหลายอย่าง เพื่อสร้างผลกำไรไปจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ลงทุน ซึ่งเป็นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย แรกๆ ก็มีคนรับฟังเอกยุทธกันมาก และมีผู้ใหญ่บางคนเตรียมให้การช่วยเหลือ โดยจะไปเจรจากับผู้รับผิดชอบให้ แต่ต่อมาเมื่อเอกยุทธตัดสินใจฟ้องรัฐบาลพล.อ.เปรม ข้อหาสร้างข่าวเท็จทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ใหญ่ทั้งหลายก็หายหน้าหายตาไปอย่างฉับพลัน บางคนที่สนิทกันมาก ยอมรับตรงๆ ว่า ช่วยเอกยุทธไม่ได้แล้ว

    ขณะเดียวกันก็ว่ากันว่า นายทหารใหญ่หลายคนที่เคยสนิทกับเอกยุทธและชาเตอร์ก็บังเอิญอยู่ในห้วงเวลาที่ต้องเก็บเนื้อเก็บตัวอันสืบเนื่องจากการลดค่าเงินบาทเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2527 ซึ่งมีนายทหารใหญ่ออกมาเคลื่อนไหวคล้ายๆจะก่อการรัฐประหารเงียบต่อรัฐบาลพล.อ.เปรม เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการลดค่าเงินบาทของรัฐมนตรีคลัง สมหมาย ฮุนตระกูล แต่การเคลื่อนไหวก็ล้มเหลว จึงเกิดการโยกย้ายและการกวาดล้างเสี้ยนหนามกันครั้งใหญ่ และผู้ที่ถูกกวาดล้างนั้น หลายคนเป็นผู้ใหญ่ที่เคยให้การสนับสนุนชาเตอร์และเอกยุทธ

    นอกจากสูญเสียการสนับสนุนจากบุคคลระดับ “บิ๊ก” ที่เคยเกี่ยวก้อยผลประโยชน์กัน ทั้งสืบเนื่องจากการโยกย้ายใหญ่หลังกรณีการลดค่าเงินบาทปี 2527 และการที่เอกยุทธไปแหย่หนวดเสือ จนผู้ใหญ่โกรธ กระทั่งไม่มีใครกล้าตายออกหน้ามาช่วยเอกยุทธเหมือนเคยแล้ว การใช้ชีวิตที่ฟู่ฟ่าขับสปอร์ต โฉบเฉี่ยวและใช้เงินราวกับพิมพ์ได้เอง จนผู้คนอิจฉาก็ทำให้บรรดาไฮโซคนมีหน้ามีตาในสังคมและสื่อมวลชนก็พร้อมจะเหยียบซ้ำทันทีที่เอกยุทธและพวกซวนเซ ด้วยความที่หมั่นไส้มานาน รวมทั้งศัตรูในวงการธุรกิจ ที่เอกยุทธไปสร้างรอยแผลเอาไว้ โดยเฉพาะนายธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งที่เอกยุทธยอมรับว่า เสียเงินให้เกมส์ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศแก่เขาหลายร้อยล้านบาท ก็น่าจะมีส่วนในการรุมกินโต๊ะชาเตอร์ด้วยไม่มากก็น้อย

    หายนะของชาเตอร์จึงสามารถอธิบายอย่างกว้างๆ ได้ว่า เป็นวงแชร์วงหนึ่งที่ถูกกวาดล้างในช่วงเวลานั้น เฉกเช่นเดียวกับแชร์ชม้อย แชร์นกแก้ว และอีกหลายๆ วงแชร์ แต่ถ้าจะอธิบายให้แคบลง ก็อาจบอกได้ว่า เป็นเพราะความเป็น “ตัวแสบ” ที่ผู้มีอำนาจ ทั้งภาคธุรกิจและการเมืองไม่ยอมรับและไม่สบอารมณ์ด้วย ชาเตอร์นั้นจบลงง่ายๆ ในช่วงกลางปี 2528 โดยมีข่าวว่าทางการจะออกหมายจับเอกยุทธและพวก ผู้ใหญ่ที่คอยหนุนเอกยุทธจึงขอให้เขาหลบไปต่างประเทศก่อน เพื่อหาทางเจรจากับผู้ลงทุน เนื่องจากเริ่มมีอาการตื่นตระหนกเกิดขึ้นแล้ว แต่ระหว่างที่หลบหนีไปต่างประเทศมีนายทหารยศนาวาอากาศเอกรายหนึ่ง ฟ้องคดีเช็คมูลค่า 7 ล้านบาทของชาเตอร์ ที่เอกยุทธลงนามและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และจากคดีเช็คนี้เองที่หายนะเริ่มมาเยือน เมื่อผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวกับชาเตอร์ ต่างตบเท้าเข้าร้องตำรวจกองปราบ เพราะเกรงจะถูกเบี้ยวเงินด้วย จากเจ้าหนี้สิบคนก็กลายเป็นร้อยคน และกว่าสามพันคนในที่สุด เป็นอันปิดฉากบริษัท ชาเตอร์ อินเตอร์เรคชั่น จำกัด หรือแชร์ชาเตอร์อันลือลั่น พร้อมๆ กับความสูญเสียเกือบพันล้านบาทของ “แมลงเม่า” ที่ไม่รู้ไปอยู่ในกระเป๋าใครกันแน่ ตลอดขั้นตอนการยึด อายัด เงินสด หุ้น ที่ดิน และบรรดาทรัพย์สินของเอกยุทธและชาเตอร์ ตลอดจนหุ้นส่วนทุกคน ซึ่งหลายรายการมีการประกาศขายทอดตลาด เอกยุทธพูดไว้อย่างน่าคิดว่า เขาอยากให้พลิกคดีชาเตอร์อย่างยิ่ง เพราะจะได้พิสูจน์กันเสียทีว่า กรณีชาเตอร์นั้น ในที่สุดแล้วเงินลงทุนของชาวบ้านไปอยู่ในมือของใครกันบ้าง



    ...............................................

    คัดลอกจากหนังสือ "ยุทธการล้มทักษิณ" เรียบเรียงโดย...ไพศาล มังกรไชยา-อัญชลี ไพรีรัก-เถกิง สมทรัพย์ ตีพิมพ์คครั้งแรก ตุลาคม 2547

  2. #2
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว Lacta
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    ที่อยู่
    BKK
    โพส
    1,010
    8
    รับคำขอบคุณ 5 ครั้ง

    Wink

    ขอบคุณครับ

  3. #3
    00000000 รูปส่วนตัว ก้อ_koh
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    1,323
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    หากินกับสิ่งที่เป็นสีเทา
    ความเสี่ยงย่อมสูง
    ตลาดหุ้น ถึงไม่เหมือน แต่ก็คล้ายกัน

  4. #4
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว PK
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    3,403
    1
    รับคำขอบคุณ 45 ครั้ง

    มาตรฐาน

    อิอิ ต้องรีบเข้ามาอ่าน
    เดี่ยวการเมือง http://www.youtube.com/watch?v=NUyTz...tailpage#t=62s

  5. #5
    S2M Sexy Member รูปส่วนตัว kokae
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    15,455
    840
    รับคำขอบคุณ 291 ครั้ง

    มาตรฐาน


  6. #6
  7. #7
    S2M Platinum Member
    สมัครเมื่อ
    08 Apr 2009
    โพส
    332
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน


ตอบกลับกระทู้

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 17:04.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com