สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 23 จากทั้งหมด 23

กระทู้: 'สมองซีกซ้าย' อาวุธสำคัญที่สุดในการเทรดหุ้น

  1. #1
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว เงินเย็น
    สมัครเมื่อ
    11 Sep 2008
    โพส
    300
    1
    รับคำขอบคุณ 6 ครั้ง




    มาตรฐาน 'สมองซีกซ้าย' อาวุธสำคัญที่สุดในการเทรดหุ้น

    Money Game :
    'สมองซีกซ้าย' อาวุธสำคัญที่สุดในการ Trading


    ได้มีการเก็บสถิติว่า นักลงทุนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น หรือ Futures ส่วนใหญ่ หรือประมาณ 80% มีประสบการณ์การขาดทุน มีเพียงแค่ประมาณ 20% ที่ประสบความสำเร็จ และการประสบความสำเร็จมักจะอยู่ได้ไม่นาน

    ในต่างประเทศ นักวิจัยได้ทำการสำรวจว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการ Trading หุ้น หรือทำการซื้อขายหุ้นให้ประสบความสำเร็จนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ดีเยี่ยมในการวิเคราะห์ ทั้งปัจจัยเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ และการควบคุมอารมณ์ในการซื้อขาย

    กล่าวโดยสรุปคือ นักลงทุนที่สามารถทำกำไรจากตลาดหุ้น นอกจากจะมีระบบทั้งในแง่ของปัจจัยทางเทคนิค ปัจจัยทางพื้นฐานในการคิดเลือกหุ้นแล้ว นักลงทุนท่านนั้นยังต้องมีจิตใจและระบบความคิดที่เป็นระบบ

    ระบบความคิดที่เป็นระบบในการ Trading นี้ ที่ต่างประเทศมีคอร์สอบรมคอร์สหนึ่งเลย ชื่อว่า "Left Brain Trading" หรือ ใช้สมองซีกซ้ายในการตัดสินใจซื้อขาย

    สมองของคนเราจะประกอบด้วยสมอง 2 ซีก คือ สมองซีกซ้าย และสมองซีกขวา สมองซีกขวาจะเป็นส่วนที่สร้างจินตนาการ หรือเกี่ยวกับอารมณ์ การมองภาพรวม และอาศัยสัญชาตญาณ หรือประสบการณ์ในการตัดสินความรู้สึก

    แต่สมองซีกซ้าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคิดเชิงระบบ และอาศัยสมองซีกขวา แต่กระบวนการซื้อขายและการตัดสินใจในการซื้อหรือขายของสมองซีกซ้าย การวิเคราะห์ การคิดตามลำดับก่อนหลัง (Sequential History) เป็นมูลเหตุในการตัดสินใจ

    ในการ Trading หรือซื้อขายหุ้นนั้น ทักษะทางด้านจินตนาการ หรือ Gut Feeling เป็นตัวคัดเลือกหุ้น และคาดการณ์การเคลื่อนไหวของหุ้น (Pattern) ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมองซีกขวา ในขณะที่สมองซีกซ้ายจะช่วยเราในการเลือกจุดเข้า (Entry) และจุดออก (Exit) ซึ่งคอร์สอบรมของ Left Brain Trading ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ ผมขออนุญาตสรุปคร่าวๆ ได้คือ

    1) การมองภาพใหญ่ อาจจะเป็นกราฟ หรือ Pattern ของราคาหุ้นในรอบเดือนหรือปี และรวมถึงภาพของตลาดโดยรวม เพราะหุ้นรายตัวที่เรากำลังทำการ Trading หรือซื้อขายนั้น จะเป็นไปในลักษณะ Pattern ซ้อน Pattern อยู่

    2) ค้นหาสัญญาณ Indicator หรือ Pattern ที่กำลังส่งผลในขณะนั้น สัญญาณบางอย่างที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคใช้กันอยู่อย่างสม่ำเสมอ คือ Fibonacci Ratio ซึ่งจะต้องดูประกอบกับ Volume ด้วย ยิ่ง Volume มากเท่าใด การแกว่งตัวของ Fibonacci ยิ่งมากเท่านั้น


    บทความ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ Bizweek

  2. #2
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว แสนดี
    สมัครเมื่อ
    23 Sep 2009
    ที่อยู่
    ari
    โพส
    35
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน


  3. #3
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว เงินเย็น
    สมัครเมื่อ
    11 Sep 2008
    โพส
    300
    1
    รับคำขอบคุณ 6 ครั้ง

    มาตรฐาน

    “ขี่” กระทิง…”วิ่งราว” เซียน


    ในบรรดา “เซียน” ในตลาดหุ้นเวลานี้ “จอร์จ ตัน”
    หรือ เอกยุทธ อัญชันบุตร
    เปิดเผยว่า คนที่เล่นหุ้นระดับ 1,000 ล้านขึ้นไป
    มีไม่เกิน 30 คน ที่เล่นหุ้นระดับ 2,000 ล้านบาทขึ้นไปมีอยู่ 4-5 คนในตลาด

    “พวกนี้จะรู้จักกันเองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
    ซึ่งจะมาชนกันในตลาด จะรู้เลยว่าซื้อขายสไตล์นี้ใครเล่น
    ถ้าเห็นลักษณะการขายที่รุนแรงออกมา
    จะรู้ได้ว่าเขาถือ “ต้นทุนต่ำ” ได้กำไรกลับออกไปเยอะ
    คนพวกนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนรัฐบาล”

    รายใหญ่จะวนเวียนกับโบรกเกอร์ 5-6 แห่ง ใครก๊วนใคร หุ้นตัวนี้ “ทุ่น”
    ของใครสามารถยกหูเช็คข้อมูลง่ายมากผ่านโบรกเกอร์ที่ตัวเองใช้บริการ
    ข่าวสารสำหรับรายใหญ่ค่อนข้าง “แม่นยำ” แต่บางครั้งก็มี
    “ข่าวลวง” ถูกปล่อยออกมาเช่นเดียวกัน
    “การลากหุ้นบางครั้งจะลากครั้งละ 2-3 มือ(ตัว)พร้อมกัน
    พวกนี้จะมี “วอร์รูม” (ห้องปฏิบัติการ)
    บางกลุ่มชอบไปคุยกันในร้านอาหารว่าจะเล่นตัวไหนดี”

    ตลาดหุ้นปี 2546 เป็นตลาดหุ้นวัดฝีมือเซียน ถ้า “ขาใหญ่”
    คนไหนกำไรไม่เกิน “เท่าตัว” ของทุนที่ลง
    ถือว่าเป็น “หมู” มือไม่ถึง แต่ในปี 2547
    หนังคนละม้วน…หุ้นเล่นยากกว่าปีที่แล้วมาก
    ชื่อย่อถูกเรียกขาน และรู้กันเองในหมู่เซียน
    ภาษาที่ “เซียน” ใช้กันในตลาด

    เอกยุทธ เล่าให้ฟังว่า
    คนที่ตกใจรีบขายหุ้นราคาถูกออกมาเขาเรียกว่า “ขายหมู” คำว่า
    “ซื้อยกไม้”
    หมายถึงการเก็บหุ้นเพื่อไล่ราคา “ทุ่นใคร” หมายถึง
    “หุ้นตัวนี้ของใคร” เช่น ทุ่น “นาย_ก” ปีที่แล้วเป็นหุ้นที่ฮิต
    คนเชื่อถือมาก
    กฎการทำกำไรของเซียน “จังหวะ” นั้นสำคัญที่สุด
    เอกยุทธบอกว่า คุณต้องรู้วิธีเข้า และวิธีออก
    แต่ไม่ใช่รู้วิธีเข้าๆ ออกๆ
    คนที่เข้าเร็วออกเร็วไม่มีทางรวยหุ้น…”เชื่อผม!!!”

    จังหวะตลาดสำคัญมากในการกำหนด “กำไร” ในช่วงที่ตลาดหุ้น “ขาลง”
    หรือ”ไซด์เวย์”
    รายใหญ่ที่ชอบกินคำใหญ่ๆ จะถอนตัว พวกที่เล่นจะใช้วิธี “วิ่งราว”
    หรือ “วิ่งเร็ว” กำไร 2-3 ช่อง (ช่วง) ราคา…”หนี”
    “ช่วงที่จังหวะตลาดไม่ดี เวลาไล่หุ้นเขาจะ “ซื้อขึ้น”
    จะใช้วิธีกวาดทีเดียว 3-4 ช่อง ล่อพวกตามแห่
    ถ้าอยู่ดีๆ ช่อง Offer หายไป 3-4 ช่อง
    คนจะรีบคีย์คำสั่ง Bid (ซื้อ) ตามเข้ามา

    จากนั้นเขาจะลากขึ้นไป “ปล่อยของ” เหลือกำไร 2-3 ช่องก็ทิ้ง
    รายใหญ่ที่เล่นหุ้นในลักษณะนี้เขาเรียกว่าพวก “ฟาสต์ฟู้ด”
    (กินเร็ว) กินคำเล็กแล้วรีบออก”


    เอกยุทธ ย้ำว่านักเล่นหุ้นที่มือระดับเซียน
    เขาไม่มานั่งดูเทคนิคแล้วซื้อๆ ขายๆ
    แต่เขาจะเก็บข้อมูลหุ้นเป้าหมาย
    ต้องรู้หมดทุกเรื่องเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น

    “Free Float” (จำนวนหุ้นหมุนเวียน)ในตลาด “หน้าตัก” เจ้าของหุ้น
    ดูว่าเจ้าของหุ้น “เซียน” แค่ไหนถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์
    แล้วติดต่อขอนัดคุย
    จากนั้นถึงมาเลือกกลยุทธ์ในการเก็บหุ้นว่าจะใช้วิธี “ทุบ”
    หรือจะค่อยๆ เก็บ

    “ขั้นตอนทั้งหมดนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับขบวนการสร้างข่าว”
    เขาเล่าว่า นักเล่นหุ้นที่พบมีหลากหลายประเภท ทั้งดูกราฟ
    ดูเป้าหมายราคา มีจุดตัดลากกันมั่วไปหมด
    แล้วก็มีอีกประเภทหนึ่งฟังข่าวลือในตลาดอย่างเดียว
    พวกนี้สั่งซื้อหุ้นยังไม่รู้เลยว่าบริษัททำธุรกิจอะไร
    ประเภทนี้ในตลาดหุ้นมีเยอะ…”เจ๊งลูกเดียว”
    “ประเภทเซียนตัวจริง ข่าวลือมาไม่สนใจ ส่วนผมชอบ “ขี่หุ้น”
    ก็ไม่รู้ว่าจัดอยู่ประเภทไหน ผมจะให้น้ำหนักกับ “วอลุ่ม”
    มากกว่าสัญญาณทุกอย่าง

    หุ้นไม่มีวอลุ่มผมไม่เล่น ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิค
    รู้ว่าตัวไหนกำลังถูกเก็บก็จะเข้าก่อน เวลาออกก็จะหนีก่อน”
    หุ้นที่เอกยุทธเล่นจะเลือกหุ้นที่มีโอกาสขายทำกำไรมากกว่า 10% ขึ้นไป
    จังหวะที่ตลาดไม่ดีเขาจะออกจากตลาด
    เพราะฉะนั้น กำไรมากหรือน้อยมันบอกเป็นกฎตายตัวไม่ได้
    ต้องดูแนวโน้มของหุ้น ดูแนวโน้มตลาดว่ามันขึ้นมาแล้วกี่แต้ม(จุด)


    “ช่วงที่ขึ้นจาก 605 แต้มขึ้นไป 800 แต้ม ใช้เวลา 2 เดือน
    ตลาดกำลังบ้าเลือด
    ช่วงนี้ผมได้กำไรเยอะมาก ไปเก็บไว้ก่อนช่วง 600-605
    จุดเทหมดหน้าตัก”

    ในการลงทุนของเอกยุทธ จะซื้อครั้งละไม่เกิน 4-5 ตัวมากที่สุด
    หุ้นที่เขาเล่นมีกฎตายตัวว่าต้องมีสภาพคล่องสูง
    และมีวอลุ่มแน่น (เท่านั้น)….”เช่น PTT BANPU
    ผมได้กำไรมาเยอะ” ช่วงนั้นจะเข้าแต่ตัวใหญ่ๆ
    ตัวละหลายร้อยล้านบาท
    เอกยุทธ บอกว่า พวกกองทุนใหญ่ๆ ในต่างประเทศที่เข้ามาเล่นหุ้นไทย

    มันจะวนเวียนมาเจอกันในตลาด เขาเคยเจอ “จอร์จ โซรอส”
    มาแล้วหลายตลาด
    ไปเจอกันที่ลอนดอน ตอนไปทุบค่าเงินปอนด์
    “ตอนจอร์จ โซรอสทุบเงินบาทปี 2540
    ผมอยู่มาเลเซีย ช่วงนั้นหายนะประเทศไทยผมอยู่ข้างนอกมองเห็นหมด
    ยังโทรมาบอกเพื่อนๆ ว่าขายทรัพย์สินให้หมด
    เก็บเงินสดไว้เดี๋ยวจะได้ซื้อของถูก”
    ถ้าคุณอยากเป็นรายใหญ่ เขาย้ำว่า กฎของรายใหญ่มีเพียง 2 ข้อเท่านั้น
    หนึ่ง คุณต้องมี “เงินสด” ติดกระเป๋า กับอีกข้อ ?อย่าโลภ? (เด็ดขาด)
    “ถ้ารู้ว่าเข้าจังหวะผิดต้อง “ทิ้ง? เขาเรียกว่า Cut Loss (ตัดขาดทุน)
    และ Let Profit Run (ปล่อยให้กำไรวิ่งต่อไป)

    ช่วงที่หุ้นกำไรดีราคากำลังขึ้น
    ผมจะไล่ราคาตลอด สมมติว่าราคา 2 บาท กำไรเยอะแล้วล่ะ
    แต่ผมจะไม่ขายเลย จะเฝ้าหน้าจอตลอดว่าจะหนีหรือไม่หนี
    ช่วงนี้จะไม่ให้เด็กดูเลย
    ….ถ้ามันกลับหัวลงมาที่ 1.90 บาท…
    “ผมเลิก” ถ้าไปต่อที่ 2.20 ผมจะยังตามอยู่

    วิธีการคือจะขยับเป้าหมายขึ้นไปเรื่อยๆ
    ถ้าหักหัวลงมา 2 บาทผมถึงจะขาย
    แต่ถ้ามันไม่ลงไปต่อ 2.50 ถ้า ลงมา 2.30 ผมขาย
    แต่ถ้า 2.50 ยืนได้ เป้าของผมก็ขยับไป 2.80 คือ ผมจะ Let Profit
    Run ตลอด ผมจะไม่ Cut เลย”
    หลักในการขายหุ้น “ขาขึ้น”

    เอกยุทธ บอกเคล็ดลับว่า
    จะต้องปรับราคาขายอยู่ตลอด ถึง 2 บาทผมจะกำไรมากแล้ว
    แต่ถ้าราคายังวิ่งต่อ ผมจะไม่ขายเด็ดขาด
    ใครจะมาด่าว่าโง่ก็ไม่สน เพราะไม่รู้จะขายทำไม
    เพื่อให้ Let Profit มัน Run ไปตลอด
    “แต่เมื่อใดที่มันเริ่มหันหัวกลับ…ผมเลิก
    ทุกราคาผมขายหมดจะไม่รอ
    และไม่เสียดายเงิน 5 สตางค์ 10 สตางค์
    ทุกช่องที่มีอยู่จะโยน (ขาย) ทิ้งหมดเลย

    สมมติว่าถ้าราคา 2 บาทลงมา 1.80 ทุกราคาที่มี 1.80 บาทผมทิ้งหมด
    แต่ถ้าขึ้นต่อ 1.80 ผมไม่ขายแล้ว รายใหญ่เขาเล่นกันอย่างนี้”
    เอกยุทธให้นิยามของ?ความโลภ?
    ในมุมมองของเขาว่า คนที่โลภคือคนที่ไม่อยู่กับปัจจุบัน
    ไม่ประเมินภาวะตลาด
    เห็นคนอื่นได้ก็อยากได้ด้วย
    คุณอย่าคิดว่าหุ้นมันขึ้นเองโดยธรรมชาติ
    มันขึ้นเพราะ “ดีมานด์”
    มันขึ้นเพราะ “ความเชื่อ” 2 ปัจจัยนี้เท่านั้น

    “ผมยกตัวอย่างเวลาคุณผ่านสี่แยกราชประสงค์ คุณยกมือไหว้พระพรหม
    เพราะคุณเชื่อถือ แต่ถ้าวันใดวันหนึ่ง
    คุณผ่านประตูน้ำคุณเห็นตึกใบหยก
    ถ้าคุณยกมือไหว้ ที่นั่นก็ “ศักดิ์สิทธิ์” เหมือนกับการเล่นหุ้น
    คุณซื้อเพราะคุณเชื่อ!


    ….ผมจะบอกว่าคุณเชื่อได้ แต่อย่างมงาย
    ผมเชื่อว่ามันจะขึ้นผมก็ไม่งมงายว่ามันจะขึ้นไปจนสุดยอด
    เพราะไม่มีอะไรขึ้นไปสุดยอดแล้วไม่มีลง
    ไม่มีใครขายหุ้นได้ในราคาสูงสุด
    ผมเองเล่นหุ้นมาเป็นสิบๆ ปี เคยขายหุ้นจุดสุดยอดไม่กี่ครั้ง
    ซึ่งมันต้องฟลุ้คจริงๆ
    ….เพราะฉะนั้นบางคนกำไร 10-20 สตางค์ก็ขายแล้ว คือ “Cut
    Profit” (ตัดกำไร)
    แต่หุ้นตกลงมา 50 สตางค์ Let Loss Run(ปล่อยให้ขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ)
    ไม่ยอมขาย ลงมาอีกก็ไม่ยอมขาย หวังว่ามันจะกลับไปที่เก่า
    เล่นอย่างงี้เจ๊งแน่ๆ”

    เขากล่าวว่า ระดับมืออาชีพจริงๆ
    เขาจะไม่มีกฎอะไรตายตัว เช่น หุ้นลงมา 50% แล้วต้องซื้อ
    หรือขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์แล้วต้องขาย….”ผมว่ามันเพ้อเจ้อ”


    หรือพวกที่ชอบซื้อหุ้น “ถัวเฉลี่ยต้นทุน”
    เขาก็จะไม่ทำ พวกนี้จะตายช้าๆ สุดท้ายก็ตายเหมือนกัน
    เล่นหุ้นขาลงซื้อถัวเฉลี่ยไม่ได้…ต้อง
    Cut Loss ทิ้งอย่างเดียว

    จุดสังเกตของหุ้นที่ถูกดึงขึ้นมาเล่นนานๆ
    หรือ “ลากยาว” มักจะมีการสร้าง Story (เรื่องราว)
    ขึ้นมาก่อนเขายกตัวอย่างกรณีหุ้น ITV
    ราคาขึ้นมาจาก 6 บาทวิ่งไปที่ 12 บาท
    หลังจากจัดงานใหญ่ครบรอบ 20 ปี
    ก่อตั้งบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น
    ระหว่างวันที่ 27- 29 มิถุนายน 2546 ที่เมืองทองธานี
    ช่วงที่ราคาปรับขึ้นจาก 12 บาท วิ่งไปถึง 18 บาท
    เล่นข่าว ITV ได้ลดค่าสัมปทาน
    ทั้งๆ ที่ข่าวจริงยังไม่ออกมา
    ช่วงราคา 18 บาท ถึง 32 บาท
    เล่นข่าวขายหุ้นเป็นการเฉพาะเจาะจง (Privateplacement)
    ให้แก่บริษัท กันตนา กรุ๊ป และนายไตรภพ ลิมปพัทธ์
    “ผมเข้า ITV ตอน 5 บาทกว่าแล้วเลิกตอน 8 บาทกว่า
    ใครจะไปรู้ว่าประเทศนี้ดีจริงๆ
    รอบที่สองผมเข้า 12 บาทกว่า พอ 32.50 บาท
    ผมเลิกขายทิ้งหมด เขาปล่อยข่าวว่าจะลากไป 40 ใครจะอยู่ก็อยู่
    ตอนนั้นผมบอกเพื่อนว่า…หนีก่อน

    ตอนขาย N-PARK ก็เหมือนกันช่วงประกาศลดทุน
    แล้วเพิ่มทุน ผมทิ้งหมด อะไรที่ไม่ชัวร์ต้องทิ้งก่อน”
    เอกยุทธเล่าว่า วิธีการของรายใหญ่บางกลุ่มซึ่งเขาถือว่า
    “สกปรก” ที่สุด
    คือ จับบริษัท “เน่า” แต่งตัวแล้วนำมาซื้อขายในตลาด
    หุ้นเน่าจะมาจาก 2 แหล่ง
    จากหมวด Rehabco(ฟื้นฟูกิจการ) และผ่านเข้ามาทาง “ไอพีโอ” (หุ้นจอง)
    ขบวนการจะเริ่มจากซื้อบริษัทที่ “เจ๊ง” ไปแล้วอาจจะอยู่ในตลาด
    หรือไม่ได้อยู่ในตลาด แต่ต้องมีขนาดที่ใหญ่หน่อย
    ระดับหลายๆ ร้อยล้านบาทขึ้นไป
    เล็กๆ จะทำไม่คุ้ม ระดับที่เขาสนใจจริงๆ คือระดับ 2,000-3,000
    ล้าน มันเห็นน้ำเห็นเนื้อ

    “ผมอยากจะเปรียบเหมือนกับเอาของเน่าๆ มาต้มให้ร้อน
    กินดูก็รู้ว่าเน่า
    หุ้นพวกนี้ราคาจะพุ่งแรงมากในช่วงแรกๆ
    แต่ไม่นานมันก็จะตกลงมาอย่างหนัก กราฟเหมือนยอดภูเขา”
    ส่วนหุ้น “ไอพีโอ”
    วิธีการที่จะได้เงินตอนเข้าตลาดจะกำหนดค่าพี/อี เรโช สูงๆ
    บางบริษัทพื้นฐานไม่ดี แต่ขายพี/อี 12-13 เท่า บางตัวขาย 15 เท่า

    “ในความเห็นผมที่มาเลเซีย หรือ สิงคโปร์
    บริษัทใหม่เขาจะให้พี/อีไม่เกิน 8 เท่า
    ตลาดจะต้องเป็นผู้กำหนดไม่ใช่ให้เจ้าของบริษัทเป็นผู้กำหนด
    หรือให้โบรกเกอร์เป็นคนกำหนด ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง
    ก่อนเอาหุ้นเข้าตลาดต้องประมาณการ Cashflow
    และคาดการณ์กำไรปีถัดไป
    พอเข้าตลาดได้เงินแล้วประกาศตัวเลขขาดทุน จริงๆ แล้วเขาต้องมี
    Profit การันตี 3 ปี
    โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องเป็นคนรับประกัน”


    ที่ไม่ถูกต้องอีกข้อทางการต้องห้ามผู้ถือหุ้นใหญ่
    หรือ ผู้บริหาร ซื้อๆ ขายๆ (เทรดหุ้น)เพราะคุณรู้ข้อมูลภายใน
    ในต่างประเทศเขาไม่ให้เรื่องนี้
    เพราะเป็นการชี้นำราคา
    นี้คือเกร็ดความรู้เชิงลึกที่ “จอร์จ ตัน” เซียนหุ้น 1,000 ล้าน
    ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน



    ข้อมูลจาก bangkokbiznews.com

  4. #4
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว เงินเย็น
    สมัครเมื่อ
    11 Sep 2008
    โพส
    300
    1
    รับคำขอบคุณ 6 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ในระยะสิบปีที่ผ่านมา ผมอ่านหนังสือแนวธุรกิจมากกว่านวนิยายมาก น่าจะเป็นเพราะเมื่อเราอายุมากขึ้น ความสนใจในด้านนี้ก็มากขึ้น ต้องการความรู้ด้านนี้ไปใช้ในงานมากขึ้น ที่สำคัญ เรื่องจริงหลายๆเรื่องสนุกกว่าเรื่องแต่งอีก ก็เลยอยากมาเล่าเล่มที่ประทับใจจน่ะครับ เผื่อมีคนสนใจ

    1.Barbarians at the Gate (Bryan Burrough and John Helyar) เรื่องนี้แทบจะเป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียน MBA ไปแล้ว เป็นตัวอย่างของรูปแบบธุรกิจที่นิยมทำกันมากในทศวรรษที่ ๘๐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Leveraged Buy-out เรื่องขั้นตอนการ Takeover บริษัทใหญ่ (การทำ Leveraged Buy-out: การกู้เงิน เพื่อมาซื้อกิจการ โดยเมื่อซื้อแล้ว อาจจะนำกิจการมาแยกขายเป็นส่วนๆ หรือประกอบกิจการต่อ) มีการนำเรื่องนี้ไปทำรายการโทรทัศน์ เมื่อปี ๑๙๙๓ สำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือธุรกิจ คุณต้องไปหาเล่มนี้มาอ่าน เพราะมีหนังสือ และคอลัมน์มากมายที่มักจะยกตัวอย่างจากหนังสือเล่มนี้ อ่านง่ายครับ แต่ควรมีพื้นด้านการเงินบ้าง จะเข้าใจได้ตลอด ผู้เขียนทั้งสองเขียนเรื่องนี้เกือบๆจะออกเป็นนิยายแล้ว เล่มหนาหน่อย แต่ก็สนุกดี

    2.When Genius Failed (Roger Lowenstein) เป็นเรื่องการค้าตลาดหุ้น หุ้นกู้ อนุพันธ์ โดยกลุ่มมืออาชีพระดับอัจฉริยะ(ตามชื่อเรื่องเลย)ของโลก บางคนเป็นเจ้าของทฤษฏีการเงินบางเรื่องด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายต้องจบลงด้วยความล่มจม จนธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาต้องยื่นมือเข้ามาช่วย โดยขอความช่วยเหลือจาก Warren Buffet ด้วย (เหตุเกิดราวๆปลายทศวรรษที่ ๙๐ แปลกดีเหมือนกัน ผ่านมาอีก ๑๐ ปี ก็มีเหตุการณ์ใหญ่ๆเกิดขึ้นอีก) เรื่องนี้ยากครับ ขอเตือนก่อน น่าจะไปหาความรู้เรื่องการค้าหุ้น การคิดมูลค่าหุ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินทางเทคนิค ไม่ใช่การประเมินทางพื้นฐาน) ผมอ่านสมัยที่เรียน MBA ยังพบว่า เข้าใจไม่ได้ทั้งหมด แต่ตัวเนื้อเรื่องน่าสนใจที่จะอ่านจนจบ แนะนำจริงๆว่า ให้ไปอ่านพื้นฐาน Financial Management (ไม่ใช่ Accounting นะครับ) มาอ่านก่อน

    3.Indecent Exposure (David Mcclintickเรื่องราวของ Management ในยุค ๗๐ โดยมีแวดวงฮอลลีวูดเป็นเบื้องหลัง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่ Columbia Pictures เป็นการโกงหรือยักยอกเงินโดยผู้บริหารระดับสูง เริ่มต้นจากที่โดนจับจากการปลอมเช็ค ๑๐,๐๐๐ เหรียญ จนสืบสาวกันใหญ่โตไปเรื่อย และเห็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการควบคุมสถานะการณ์จนเรื่องบานปลาย กลายเป็นข้อขัดแย้งระหว่างบอร์ดกับ CEO สนุกครับ เข้าใจง่าย และการที่เป็นเรื่องในฮอลลีวูด ทำให้เรื่องดูเซ็กซี่ขึ้นมาก (เมื่อเทียบกับสองเรื่องแรก)

    4.เขาว่าผมเป็นมืออาชีพ (สุจินต์ จันทร์นวล) เป็นเรื่องประสบการณ์การเป็นผู้บริหารอาชีพของคุณสุจินต์ ที่ผ่านการทำงานในระดับ CEO หรือ GM ให้กับหลายองค์กร อาจจะเป็นประเพณีนิยม หรือวัฒนธรรมเกรงใจ ทำให้ผู้เขียนไม่ลงชื่อจริงตัวละคร หรือองค์กรจริง ทำให้งงอยู่บ้าง ไม่ได้ความสนุกสนานเต็มที่ (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสามเล่มแรก ที่ลงกันเต็มๆ และมี Reference กันยาวเหยียด) แต่ในการพิมพ์หลังๆ ทางสำนักพิมพ์ฯได้ลงประวัติย่อของคุณสุจินต์ไว้ ทำให้เราคาดเดาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี Google เข้ามาช่วย เนื่องจากเป็นเรื่องในบ้านเราทั้งหมด ทำให้สนุกมาก แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นลักษณะการเขียนแบบไทยๆจริง (ผมเองก็เป็น) คือไม่นิยมอ้างอิงมากนัก เขียนตามความรู้สึกไปเรื่อยๆ ผมเข้าใจว่า บรรณาธิการเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในการ edit มากนัก (เมื่อนำมารวมเล่ม) ก็เลยขาดความเป็น”มืออาชีพ”ในแง่การเป็น non-fiction อยู่บ้าง แต่โดยรวมๆ ต้องบอกว่า สนุกมาก มีการชิงไหวชิงพริบ ทรยศหักหลังแบบเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดกันจริงๆ ประกอบด้วยคำเตือนจากผู้เขียนแบบจริงใจมากที่ให้รักษาสมดุลย์ระหว่างกับส่วนตัว เพราะผู้เขียนเองก็มีประสบการณ์หย่าร้าง เพราะไม่สามารถทำได้เอง มีหลายเล่มครับ สนุกทุกเล่ม

    5.Who Says Elephant Can’t Dance? (Louis V. Gerstner Jr.) เรื่องจริงในการกู้ชื่อ IBM กลับมา หลังจากที่ถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ ในกลางทศวรรษที่ ๙๐ เขียนโดยคนที่ทำเรื่องนี้เองกับมือ ซึ่งเป็น CEO มืออาชีพจากภายนอก ที่ถูกดึงเข้ามาเพื่อสะสางเรื่องนี้โดยเฉพาะ วัฒนธรรมการทำงานของ IBM ในยุคนั้นทำให้ผมอดยิ้มไปไม่ได้ เพราะมันคล้ายบรรยากาศของการทำงานในที่ทำงานเก่าผมมาก (เนื่องด้วยเป็นองค์กรใหญ่ด้วยกระมัง) ที่ประทับใจมากคือ เมื่อเวลาคนดังๆเขียนหนังสือ มักจะนิยมเขียนประวัตของตัวเองในบทต้นๆ แต่คุณ Louis นี่เขียนเพียงสามประโยคเองมั้ง แล้วก็บอกว่า พอแล้ว เขาเขียนเล่มนี้ เพื่อถ่ายทอดว่า วิธีการแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร ไม่ใช่มาเขียนความเก่งหรือประวัติของตัวเอง นานๆจะเจอแบบนี้ที สนุกครับ และอ่านง่าย โดยเฉพาะที่เป็นแวดวงที่ผมเองมีความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว ยิ่งสนุกใหญ่


    ถ้าได้อ่านเรื่องที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด จะพบว่า มีตัวละครคาบเกี่ยวกันอย่างน่าทึ่ง เพราะ สองสามบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประมูลซื้อขายบริษัท NJR Nabisco (ตัวละครกลางเรื่องของ Barbarians at the Gate) นั้น มีอยู่หนึ่งบริษัทที่ตัวละครที่บทบาทสูงมากในเรื่อง When Genius Failed ทำงานอยู่ และมีการเอ่ยชื่อถึงเขาด้วย และต่อมาเมื่อ NJR Nabisco โดน Takeover ไปแล้ว ก็ตกเป็นของเจ้าของใหม่ ซึ่งก็ไปจ้างคุณ Louis Gerstner มาบริหาร ก่อนที่สุดท้ายแกจะลาออกมาทำงานที่ IBM นี่แหละ ส่วนใน Indecent Exposure นั้น มีตัวละครหนึ่งซึ่งมีบทบาทสูงในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ผมมาจำชื่อบริษัทได้อีกที เมื่อ Apple มาบอกว่า บริษัทนี้ตัดสินใจร่วมลงทุนในธุรกิจซอฟ์ทแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ iPhone

    อ่านไปอ่านมา ก็พบว่าโลกใบนี้เล็กจัง หวังว่าคงสนุกนะครับ

    ยังมีสองสามเล่มที่ทั้งซื้อแล้วกับตั้งใจซื้อ เช่น Liars’ Pokers, The Smartest Guys in the Room แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้อ่านเมื่อไร


    http://changkhui.wordpress.com/

  5. #5
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว เงินเย็น
    สมัครเมื่อ
    11 Sep 2008
    โพส
    300
    1
    รับคำขอบคุณ 6 ครั้ง

    มาตรฐาน

    แง้มพอร์ตขาใหญ่ทำอย่างไรถึงจะรวยด้วยหุ้น

    เปิด 5 มุมมองเหล่าบรรดาขาใหญ่เซียนหุ้น ต่างคนต่างสไตล์ ชี้พื้นฐานดีเทคนิคเด่นยังเป็นสิ่งสำคัญแต่ก็อย่าเชื่อทั้งหมดเพราะของพวกนี้สร้างกันได้ ต้องเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ประกอบอย่างละเอียด หากขาดทุนหุ้นเกิน20%ให้รีบปล่อย แนะต้องสร้างเครือข่ายเพื่อนฝูงเพื่อร่วมปรึกษาหารือ

    ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีของตลาดหุ้นไทย มีผู้ที่ทำกำไรร่ำรวยจากตลาดนี้ไปก็มาก ขาดทุนอย่างแสนสาหัสไปก็ไม่น้อย ขณะที่ปัจจุบันก็ยังมีผู้คนที่หวังว่าจะเข้ามาสร้างผลตอบแทนในตลาดนี้อีกอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ต่างคนก็มีสไตล์การเลือกหุ้นที่ไม่เหมือนกัน วิธีการเล่นหุ้นก็แตกต่างกันไป แต่มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่พวกเขาเหล่านี้ต่างก็ต้องการเหมือนๆกัน นั่นก็คือ ทำอย่างไรให้ได้กำไร

    วิชัย วชิรพงศ์ หรือชื่อที่รู้จักกันดีในนาม "เสี่ยยักษ์" เริ่มเปิดเผยประสบการณ์และมุมมองให้ฟังว่า สไตล์การลงทุนในตลาดหุ้นนั้นนักลงทุนแต่ละคนก็มักจะมีวิธีการและเทคนิคที่แตกต่างกันไป ในบางครั้งก็อาจจะมีบ้างที่นักลงทุนรายใหญ่เข้าไปติดต่อกับทางเจ้าของบริษัทซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นนั้นๆ หรืออาจจะเป็นในทางกลับกันคือทางเจ้าของบริษัทได้ติดต่อมาเพื่อขอให้เข้ามาเล่นหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เพื่อดันราคาหรือขอความช่วยอื่นๆ แต่ไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรทั้ง 2 ฝ่ายคือนักลงทุนรายใหญ่และเจ้าของหุ้นก็จะรับรู้กันอยู่แล้ว

    ส่วนด้านนักลงทุนรายย่อยซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ก็มักไม่มีโอกาสได้รับรู้หรือตามไม่ทัน ซึ่งผู้ที่สนใจจะเข้ามาเล่นหุ้นหรือเล่นอยู่แล้วควรจะใช้ความระมัดระวังและพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบก่อนจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพราะอาจจะหมดตัวได้ง่ายๆ

    "รูปแบบการเล่นหุ้นของแต่ละคนก็มักจะมีเทคนิคและวิธีการที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ใครจะใช้เทคนิคอะไร แต่บางครั้งการใช้เทคนิคก็อาจจะไม่ได้ช่วยเสมอไป เพราะต้องยอมรับว่ามีหลายครั้งที่นักลงทุนรายใหญ่และเจ้าของบริษัทรับรู้กัน ติดต่อกัน เพื่อขอให้ช่วยเข้าไปดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น หรืออาจจะมีการสร้างสตอรี่ขึ้นมาก่อนเพื่อดันราคาแล้วให้รายใหญ่เข้าไปซื้อทำให้หุ้นบริษัทดูน่าสนใจขึ้นมา ซึ่งตรงนี้นักลงทุนรายย่อยควรจะระมันระวังให้มากก่อนตัดสินใจเล่นหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง"

    สิ่งสำคัญที่สุดในเกมการเล่นหุ้นนั้นก็คือการเลือกหุ้นที่พื้นฐาน ต้องศึกษาให้รู้อย่างทะลุปุโปร่งเป็นตัวๆไปเลย เพื่อจะได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของหุ้นนั้นๆตลอดเวลาว่ามีสาเหตุที่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลง เพราะอะไรหุ้นขึ้น-ลง เพราะเหตุใดมีการเปลี่ยนชื่อ เพื่ออะไรและมุมมองในการดูหุ้นต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลของห้นได้ตลอดเวลาโดยวิธีดูกราฟ(Technical) ที่เกี่ยวข้องประกอบการตัดสินใจ และต้องกล้าซื้อหุ้นในช่วงที่มีสัญญาณการปรับตัวขึ้นโดยพยายามเกาะกลุ่มสร้างเครือข่ายนักเล่นหุ้นด้วยกันเพื่อใช้ความคิดเห็นประกอบการตัดสินใจกับข้อมูลที่ได้ศึกษามา

    สำหรับเสี่ยยักษ์เองปัจจุบันเล่นหุ้นอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น ส่วนการลงทุนในพอร์ตมีมูลค่าสูงมากซึ่งคิดว่าหลังจากนี้ไปยืนยันว่าจะเลิกเล่นแล้ว

    "ผมจะเลิกแล้ว คนที่เลิกเล่นหุ้นมี 2 ประเภท คือถ้าไม่ตายก็หมดตัว ส่วนผมเหลือชำระแค้นอีกตัวเดียวจากนั้นก็จะขึ้นฝั่งแล้ว"

    หลักเกณฑ์ในการเล่นหุ้น อันดับแรกต้องมีหุ้นในดวงใจก่อนอย่าเล่นหุ้นปั่นตามกระแส เพราะปัญหาของคนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ตั้งใจจะรวยเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ต้องใจเย็นๆ สังเกตดูเมื่อราคาปิดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น(P/E) สูงขึ้น ก็ควรซื้อเพิ่มอีกแต่เมื่อใดที่หุ้นขึ้นแต่ปริมาณการซื้อ-ขายน้อยอาจถูกรายใหญ่ปั่นหุ้นให้แกว่งตัวได้

    ทั้งนี้ก่อนซื้อต้องไม่ละเลยตรวจดูที่ปริมาณการซื้อขายก่อน ส่วนหลักการขายหุ้นนั้นไม่ต้องรีบร้อนหากหุ้นมีการปรับตัวลดลงให้อดทนไว้เชื่อว่าจากนั้นจะปรับตัวขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามสำหรับสภาวะตลาดหุ้นไทยในปีนี้ เชื่อว่ายังอยู่ในช่วงที่มีอุปสรรคและปัญหาอยู่การลงทุนอาจจะมีความเสี่ยงแต่เชื่อว่าถ้ามีการศึกษาข้อมูลที่ดีดูจังหวะที่เหมาะสมก็สามารถทำกำไรได้ แต่ถ้าไม่มีหุ้นในดวงใจโอกาสพลาดในการเล่นหุ้นก็มีสูงเช่นกัน

    ด้าน นพ. ยรรยง พันธ์วงศ์กล่อม หรือ"หมอยง"มองว่า หุ้นที่น่าสนใจในปีนี้มองว่าอยู่ในกลุ่มธนาคารเป็นหลัก เพราะเป็นหุ้นทื่มีปัจจัยพื้นฐานดี และแต่ละแบงก์ก็มีอัตราการเติบโตที่แน่นอนและสูงมากรวมทั้งมีสภาพคล่องที่ดี อีกทั้งมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อเพราะต้องการเล่นค่าเงินซึ่งหาราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5% น่าจะขายได้แล้วส่วนผู้ที่ยังมีมีหุ้นในกลุ่มดังกล่าวแนะนำว่ายังไม่ควรซื้อ เพราะอาจจะมีความเสี่ยงจากนโยบายรัฐที่อาจจะมีมาตรการอื่นๆ ออกมาอีกก็ได้

    สำหรับพอร์ตของตนเองนั้นปัจจุบันมีหุ้นอยู่แค่ 1-2 ตัวคิดเป็นมูลค่าไม่มากนัก เพราะยึดหลักการที่ว่าเล่นหุ้นที่มีความเสี่ยงน้อยให้ผลตอบแทนสูง โดยจะพิจารณาดูจากอัตราการเติบโตด้านกำไรของบริษัทแผนการลงทุนว่าจะมีโครงการใหม่ๆ มีการขยายงานขยายสาขาออกไปได้อีกหรือไม่นอกจากนี้การเล่นหุ้นนักลงทุนจำเป็นจะต้องสร้างกลุ่มหรือเครือข่ายของตัวเองขึ้นมาต้องมีการปรึกษาหารือกันอย่างเป็นทีม

    ส่วนกระแสข่าวที่ว่า ตนได้เข้าคุยกับทางผู้บริหารของแต่ละบริษัทเพื่อให้ช่วยดันราคาหุ้นนั่น ยืนยันว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่มีการกระทำดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะตนไม่ได้เล่นหุ้นทุกวันแต่จะเลือกในช่วงที่เหมาะสมตามวงจรของราคาหุ้นนั้นๆ แต่ก็ยอมรับว่าในวงการนี้ก็มีบ้างที่ผู้บริหารได้เรียกนักลงทุนรายใหญ่เข้าไปพูดคุย เพื่อให้ช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่ง

    ในทัศนะของ สมเกียรติ วงศ์คุณทรัพย์ หรือ "เสี่ยแตงโม" ให้ความเห็นว่า หลักการเล่นหุ้นของตยเองนั้นจะเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีประมาณ 90% โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มพลังงาน อาทิ บมจ.ปตท.( PTT) รวมถึงบริษัทในเครือของ PTT เกือบทั้งหมดรองลงมาเป็นหุ้นในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์กลุ่มปิโตรเคมีและธนาคาร เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวมีผลตอบแทนที่ดีและมีกำไรอย่างต่อเนื่องไม่ก้าวกระโดด ส่วนที่เหลืออีก 10% จะลงทุนในหุ้นเก็งกำไร

    การจะเข้าไปลงทุนในหุ้นตัวใดก็ควรจะต้องดูปัจจัยพื้นฐานก่อน เช่นดูว่ามีกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ มีความเสี่ยงในด้านธุรกิจเพียงใด ซึ่งจะไม่ใช้หลักการว่าราคาหุ้นยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีและ P/E แล้วจึงเข้าไปลงทุน เพราะหากบริษัทนั้นมีพื้นฐานที่ดีจริง เหตุใดราคาหุ้นจึงไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามมูลค่าทางบัญชีและ P/E

    อย่างไรก็ดี ตนจะไม่เข้าไปเล่นหุ้นเก็งกำไร เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงขณะเดียวกันก็ไม่นิยมซื้อขายในลักษณะหักกลบราคาค่าซื้อกับราคาค่าขายหลักทรัพย์เดียวกันในวันเดียวกัน(Net Settlement) หรือ หุ้นที่ลูกค้าถูกห้ามกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin Trading)

    "ผมจะซื้อหุ้นครั้งละ 4 ตัว ซึ่งจะมีทั้งหุ้นพื้นฐานและเก็งกำไรผสมกันโดยจะลงทุนประมาณ 25% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดเพื่อลดความเสี่ยง ในอดีตเคยซื้อหุ้นสูงสุดต่อครั้งประมาณ 200 ล้านบาท ต่ำสุดประมาณ 2-3 ล้านบาท ปัจจุบันเปิดพอร์ตการลงทุนไว้มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท"

    แต่ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของตนเป็นศูนย์ เนื่องจากได้ทยอยขายออกก่อนเกิดรัฐประหารเนื่องจากเห็นแล้วว่าสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มไม่นิ่ง และอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทำให้จำเป็นต้องรีบล้างพอร์ตก่อนเจ็บตัวส่วนตัวมองว่าหากได้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐให้ความสำคัญกับตลาดทุนเหมือนชุดก่อนๆก็จะเริ่มกลับมาลงทุนเหมือนเดิมโดยจะมองหุ้นกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เป็นหลัก เพราะในอดีตเมื่อตลาดหุ้นเริ่มดีหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะได้รับความนิยมก่อนกลุ่มอื่นๆ อย่างไรก็ดีในอดีตโดยส่วนตัวจะชอบเล่นหุ้น IPO เพราะไม่มีเจ้าของและแรงขายไม่มากแต่ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว

    "นโยบายหลักของผมคือเล่นหุ้นปัจจัยพื้นฐาน ถึงแม้ว่าหุ้นปั่นจะได้กำไรง่าย แต่รายย่อยที่ไม่รู้เรื่องด้วยจะเจ็บตัวซึ่งในอดีตตนเองก็เคยเป็นรายย่อยที่ติดยอดดอยมาแล้ว โดยในอดีตเคยแบ่งสัดส่วนการลงทุนหุ้นเก็งกำไรไว้มากถึง 70-80% เพราะเห็นว่าได้กำไรดีแต่เมื่อทำไปสักระยะก็พบกับคำว่าขาดทุน"

    ด้านสไตล์ของ ธนกฤต เลิศติผา หรือ"เสี่ยส้มตำ" เล่าให้ฟังว่า กลยุทธ์ส่วนตัวคือหุ้นตัวใดมีแนวโน้มสดใสราคาจะเริ่มขยับขึ้นจะลงทุนซื้อหุ้นตัวนั้นประมาณ 70% ของพอร์ตลงทุนเพราะเป็นนักเล่นหุ้นสำหรับเก็งกำไรเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะถือหุ้นไม่นาน หากหุ้นตัวใดยังมีแนวโน้มสดใสอาจจะถือประมาณ 4-5 เดือน แต่หากเป็นหุ้นรายเล็กหรือรายใหม่จะซื้อมาแล้วขายไปมากกว่าส่วนใหญ่จะถือเพียง 1 วันหรือไม่ก็ซื้อตอนเช้าแล้วเย็นเทขาย เนื่องจากหุ้นรายเล็กยังใหม่และยังไม่มีความแน่นอนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นแนะว่า ซื้อได้แต่อย่าถือนาน หากมีแนวโน้มไม่ดีให้รีบขายทันที

    อย่างไรก็ตาม ตนไม่เคยเล่นหุ้นปันผล เพราะชอบเล่นหุ้นสั้น แต่หุ้นปันผลต้องใช้เวลานานจึงจะได้กำไร สำหรับหลักการเล่นหุ้นจะอาศัยการดูกราฟทุกวัน โดยเฉพาะกราฟหุ้นวันศุกร์หรือกราฟสุดสัปดาห์ส่วนเทคนิคคอลก็ใช้บ้างเพื่อประกอบการตัดสินใจ เนื่องจากการที่เราจะซื้อหุ้นแต่ละตัวจะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อที่จะศึกษาความแน่นอนของหุ้นดังกล่าว อย่างไรก็ตามขณะนี้หุ้นก่อสร้างและกลุ่มธนาคารก็ยังเป็นที่สนใจอยู่และไปได้เรื่อยๆ รวมทั้งแนวโน้มยังไปได้ดี

    สำหรับผู้ที่เล่นหุ้นอยู่ในขณะนี้ เบื้องต้นอยากให้เล่นหุ้นพื้นฐานมากกว่า เนื่องจากความเสี่ยงน้อยเพราะหุ้นดังกล่าวจะเป็นที่รู้กันว่าปัจจัยด้านพื้นฐานดีและค่อนข้างมั่นคง

    "การแก้พอร์ตขาดทุนคือ หากหุ้นที่ซื้อลงประมาณ 20% จะรีบขายทันที โดยที่จะไม่ถือหุ้นตัวดังกล่าวแล้วหวังว่าหุ้นจะขึ้นตรงข้ามหากยังดึงดันถือไว้อาจขาดทุนมากกว่า 20%ก็ได้"

    คาดว่าแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2551 คาดว่าจะดีขึ้นมากกว่านี้หลังจากที่มีรัฐบาลที่เกิดจากการเลือกตั้งแล้ว เนื่องจากมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น โดยส่วนตัวเห็นว่ากลุ่มหุ้นวัสดุก่อสร้างจะเติบโตได้ดี ดังนั้นในปี 2551 กลุ่มหุ้นวัสดุก่อสร้างน่าจะถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากมีพื้นฐานหุ้นดี อย่างไรก็ตาม หุ้นธนาคารก็ยังเป็นที่สนใจอยู่

    ขณะที่ สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือฉายา "เสี่ยปู่" ระบุว่าการลงทุนของตนขณะนี้ในพอร์ตมีประมาณ 20 กว่าตัวมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านบาทซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากมาจากกำไรมากกว่าเงินปันผล โดยมีหลักการเล่นหุ้นคือนอกจากมองหุ้นที่มีความสนใจเป็นพิเศษแล้ว จะเน้นลงทุนระยะยาวซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 80% ของพอร์ต ส่วนที่เหลือจะเป็นหุ้นเก็งกำไรทั้งนี้ยอมรับว่ามุมมองการเล่นหุ้นของตนแตกต่างจากคนอื่น ๆ ที่เชื่อว่าหุ้นดีจะลงเวลาเกิดวิกฤติ

    "ปกติไม่ได้ดูทีกลุ่มหุ้นหรือราคาหุ้นมากนัก แต่ที่น่าสนใจลงทุนในระยะยาวน่าจะเป็นกลุ่มอาหารและอสังหาริมทรัพย์บางบริษัทที่มีผลกำไรเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุก ปีทำให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนแม้วิกฤติจะทำให้กำไรลดลงบ้างแต่หลังวิกฤติผ่านไปแนวโน้มกำไรก็เพิ่มขึ้นอีกซึ่งบางตัวกำไรโตกว่า 30% ต่อปี ขณะที่ราคาหุ้นไม่ขึ้นเลยสะท้อนมูลค่าของหุ้นที่แท้จริง"

    สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในปีนี้มองว่า SET Index จะมีการรีบาวด์ขึ้นมา ซึ่งควรเลือกการลงทุนในหุ้นพื้นฐาน เช่น กลุ่มอาหารกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของบางบริษัทที่ถือว่าเป็นกลุ่มหุ้นที่มีความน่าสนใจลงทุนในระยะยาวมาก เนื่องจากมีการเจริญเติบโตของผลกำไรดี


    โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์
    12 เมษายน 2550

  6. #6
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว เงินเย็น
    สมัครเมื่อ
    11 Sep 2008
    โพส
    300
    1
    รับคำขอบคุณ 6 ครั้ง

    มาตรฐาน

    พ่อรวย พ่อจน พ่อผม

    พ่อจนบอกว่า “ความรักเงินเป็นบ่อเกิดของความชั่วร้าย”

    พ่อรวยบอกว่า “การขาดเงินเป็นบ่อเกิดของความชั่วร้าย”

    พ่อผมบอกว่า"เงินเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่ง"



    ชีวิตวัยเด็กภายใต้คำแนะนำของพ่อทั้งสองโดยเฉพาะเรื่องเงิน

    ชีวิตในวัยเด็กวันเด็กของผมสอนแต่ว่าถ้าเราเป็นคนมีคุณภาพจะหาเงินเงินสักแสนกี่ล้านก็ได้

    ทำให้ผมเก็บมาคิดอยากรู้ อยากลอง ผมอยากเป็นคนดี

    เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่ความเห็นที่ต่างกัน ทำให้ผมเอาแง่มุมที่ต่างกันมาไตร่ตรอง

    “ทำไมพ่อพูดอย่างนั้น” แทนที่จะเชื่อฟังตามที่พ่อพูด

    มันบังคับให้ผมรู้จักวิเคราะห์ก่อนจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

    ซึ่งกลายเป็นวิธีที่ให้ประโยชน์ต่อผมแทนการเชื่อฟังในทันที

    ผมก็เหมือนกันที่ไม่เชื่อแต่ผมฟังแล้วมาคิด

    เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น และคนจนยิ่งจนลง

    และชนชั้นกลางยังเหน็ดเหนื่อยกับการหาเงินมาชำระหนี้

    ก็เพราะโรงเรียนไม่สอนวิชาการเงิน เด็กเรียนรู้วิชานี้จากพ่อแม่

    แล้วมีพ่อแม่คนจนกี่คนที่รู้ว่าจะสอนอะไรให้ลูก นอกจากบอกให้เรียนหนังสือเก่งๆ

    เด็กอาจจะสอบได้คะแนนดีแต่เขาไม่รู้วิธีการจัดการเรื่องการเงินพื้นฐาน

    โรงเรียนไม่เคยสอนวิชาการเงิน โรงเรียนสอนแต่วิชาการและวิชาชีพไม่ใช่การเงิน

    เราจึงเห็นทนายหรือนักบัญชีเก่งๆ ฉลาด มีปัญหาการเงินอยู่เสมอ

    ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศก็เกิดจากนโยบายทางการเงิน

    และการตัดสินใจของนักการเมืองผู้มีการศึกษาสูงแต่ขาดความรู้เรื่องการเงิน

    ผมอดคิดไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรถ้าคนเป็นล้านขาดความช่วยเหลือทางการเงิน การแพทย์

    คนเหล่านี้ต้องพึ่งพาครอบครัวและรัฐบาลซึ่งกำลังอ่อนแอเพราะขาดเงิน

    ประเทศจะเป็นอย่างไรถ้าปล่อยให้เด็กเรียนการเงินจากพ่อแม่ ผู้ซึ่งจนหรือกำลังจะจน

    เหตุผลหนึ่งก็คือสังคมเป็นระบอบทุนนิยม ทักษะของพ่อค้า

    จึงมีอิทธิพลอย่างมาก (เช่นเดียวกับสมัยก่อนที่มีผู้นำประเทศเป็นนักรบ)




    - พ่อค้าบางคนมักใช้วิธีการลองให้เสพ จนคนเป็นขึ้ยาขาดความช่วยเหลือจากเค้ามิได้

    - พ่อค้าบางคนมักรวบอำนาจด้วยเงิน มิให้คนอื่นที่ขัดขืนหรือทำอะไรได้ตามพอใจ

    - พ่อค้าบางคนมักใช้ข้าวปลา เงินทอง ผู้หญิง เสียงยอมรับเป็นตัวล่อให้คนทำงานให้เขาโดยสดุดี

    ซึ่งผลตอบแทนจะบังเกิดกับตัวเขา

    ส่วนเราก็ไม่ต่างกับการถูกใช้แรงงานให้พอหมดเขาให้อาหาร ตื่นขึ้นมาทำงานให้เขาใหม่

    - พ่อค้าบางคนมักหลอกคนว่าหากไม่ใช้สินค้าของพวกเขาจะได้รับภัยพิบัติเป็นคนตกรุ่นเต่าโบราณปี

    หากซื้อสินค้าของเขาจึงเป็นคนดี คนฉลาดได้รับการยอมรับจากสังคม

    - พ่อค้าบางคนต้องคิดแต่ ผลตอบแทน กำไร-ขาดทุนเท่านั้น

    คนอื่นจะเป็นอย่างไรไม่สน(ผมรีบคิด ทำไมพ่อค้าไม่ใช่คนเหรอเนี่ย เลยคิดได้เท่านั้น)

    พ่อคนหนึ่งมักจะพูดว่า “ไม่มีปัญญาซื้อ”

    ขณะที่อีกคนชอบพูดว่า “ทำยังไงจึงจะซื้อได้”

    ประโยคแรกเป็นคำบอกเล่า แต่ประโยคที่สองเป็นคำถาม

    ประโยคแรกพูดแล้วทุกอย่างจบ

    ประโยคที่สองทำให้คุณต้องคิดหาคำตอบ

    พ่อที่กำลังจะรวยของผมอธิบายว่า “ถ้ายอมรับว่าเราไม่มีปัญญาซื้อ สมองจะหยุดคิด

    แต่เมื่อถูกตั้งคำถาม สมองจะเริ่มทำงาน พ่อไม่ได้หมายความว่าเราต้องซื้อทุกอย่างที่อยากได้

    แต่พ่อต้องการฝึกให้สมองทำงานตลอดเวลาเหมือนกับคอมพิวเตอร์

    การฝึกให้สมองทำงานมาก สมองก็ยิ่งแข็งแรง

    พ่อก็รวยขึ้น คำว่า ‘ไม่มีปัญญาซื้อ’ เป็นการฝึกสมองให้ขี้เกียจ ขี้เกียจคิด”

    พ่อผมถามว่า"ทำไมต้องซื้อ"

    เพราะต้องการให้เราฝึกสมองตลอดเวลาว่า จริงแล้วเราซื้อไปแล้วได้อะไร

    พ่อมักใช้เวลาดูอบรมดูแลลูก เดินเล่น ข่วยเหลือผู้อื่น ปฏิบัติตนเป็นดี

    พียงนี้ก็มีความสุข ความสุขไม่ได้เกิดจากการได้ซื้อ

    แม้พ่อทั้งสองจะทำงานหนัก แต่ผมสังเกตว่าพ่อคนหนึ่งมักไม่ค่อยชอบคิดเรื่องเงิน

    ขณะที่อีกคนชอบฝึกให้สมองทำงาน ผลระยะยาวก็คือพ่อคนหนึ่งมีสถานะการเงินมั่นคง

    และอีกคนหนึ่งอ่อนแอ คงไม่ต่างจากการออกกำลังและการนั่งดูทีวี

    เราออกกำลังเพื่อให้แข็งแรง ใช้สมองเพื่อให้รวย ความขี้เกียจทำให้ขาดทั้งแรงขาดทั้งเงิน

    พ่อผมไม่เคยทำงานหนัก เพราะพ่อผมใช้สมอง มากกว่าใช้แรงงาน

    พ่อคนหนึ่งคิดว่าคนรวยควรเสียภาษีมากๆ เพื่อช่วยคนจน

    พ่อรวยคิดว่า “ภาษีทำโทษคนขยันและให้รางวัลคนขี้เกียจ”

    พ่อผมบอกว่า คนดีมีอยู่ทุกทีทุกสังคมสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมทั้งสิ้น




    พ่อจน “เรียนมากๆ จะได้ทำงานกับบริษัทที่มั่นคง”

    พ่อรวย “เรียนมากๆ จะได้ซื้อบริษัทที่มั่นคง”

    พ่อผม "เรียนมากๆ จะได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง"



    พ่อจน “พ่อไม่รวยก็เพราะพ่อมีลูก”

    พ่อรวย “พ่อต้องรวย เพราะพ่อมีลูก”

    พ่อผม "พ่อเป็นเป็นคนดี"



    พ่อรวยชอบคุยเรื่องเงินตอนทานข้าว

    พ่อจนห้ามพูดเรื่องเงินตอนทานข้าว

    พ่อผมพูดเรื่องเงินเมื่อจำเป็น



    พ่อจน “เรื่องเงินทอง ต้องปลอดภัยไว้ก่อน”

    พ่อรวย “ต้องรู้วิธีจัดการกับความเสี่ยง”

    พ่อผม "ต้องรู้วิธีจัดการกับการดำเนินชีวิต"



    พ่อจน “บ้านเป็นการลงทุนและทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุด”

    พ่อรวย “บ้านเป็นหนี้สิน และถ้าใครคิดว่าบ้านเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดเขาลำบากแน่”

    พ่อผม "บ้านคือวิมานของเรา"

  7. #7
    S2M Platinum Member
    สมัครเมื่อ
    24 Oct 2008
    โพส
    553
    0
    รับคำขอบคุณ 5 ครั้ง

    Smile

    ต้องตบมือให้กับกระทู้นี้

    แม้ทุกอย่างมีข้อแตกต่าง แต่สุดท้ายของเป้าหมายตรงกัน

    แม้ทุกอย่างไม่อาจนำมาใช้วิธีการได้ เพราะสถานะแตกต่างกัน แต่สุดท้ายก็อยากมีเป้าหมายเดียวกัน

    คนผ่านกำไรมหาศาล เราต้องไปเรียนรู้ หรือเผยความจริงตอนแรกที่กำไรของเขา จาก 10 ไป 100 บาทได้อย่างไร ก่อนที่จะมาเรียนรู้ว่าตอนนี้เขามี 10000 บาทแล้ว ตอนมี 1 บาท เขาประหยัดเก็บจนได้ 10 แต่ จาก 10 ไปที่ 100 ใช้วิธีประหยัดไม่ได้ผลแน่นอน วิธีใดเล่านั่นคือเรื่องสำคัญมาก ๆ จนกลายเป็นลับสุดยอดที่ไม่ค่อยมีคนเปิดเผยความจริง และหากเปิดเผยจริง ๆ เชื่อว่า คนที่ได้รับรู้ก็ไม่อาจทำตามได้ครบ 100% เพราะมีบางอย่างไม่ตรงคุณสมบัติกันโดยแน่แท้

    ในฐานะรายย่อย อยากฝากให้คิด เราต้องเรียนรู้วิธีการรายย่อยให้สำเร็จ และเมื่อวันหนึ่งที่เราเป็นรายใหญ่ ตัวจริง วิธีการแบบรายย่อยที่เราคุ้นเคยจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

    เชื่อเถิด

    และขอขอบใจเจ้ากระทู้ที่นำสิ่งมีประโยชน์ต่อมันสมองมาให้รู้

  8. #8
    00000000 รูปส่วนตัว ก้อ_koh
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    1,323
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบคุณ คุณพี่เงินเย็น
    เกือบหนึ่งปีมานี้ ตามอ่าน ข้อแนะนำ และหนังสือที่แนะนำ
    เกือบหมด เปลี่ยนแปลงแนวคิด การลงทุนไปได้มากๆ

  9. #9
    S2M Silver Member
    สมัครเมื่อ
    30 Sep 2009
    โพส
    46
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน


  10. #10
    S2M Gold Member
    สมัครเมื่อ
    01 Oct 2009
    โพส
    33
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    Talking

    ขอบคุณมากเลยครับ
    ได้สิ่งดีๆไปปรับปรุงความคิดมากเลยครับผม


  11. #11
    S2M Silver Member
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    53
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    บอกได้อย่างเดียว....สุโค่ยยยย ขอบคุณาำหรับข้อความดีๆคับ ขอให้เฮงๆ รวยๆ ยิ่งขึ้นคับ

  12. #12
    S2M Silver Member
    สมัครเมื่อ
    18 Sep 2009
    โพส
    11
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบคุณมากคับ สำหรับความรู้ดีๆ ^^

  13. #13
    S2M Sexy Member รูปส่วนตัว kokae
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    15,576
    850
    รับคำขอบคุณ 297 ครั้ง

    มาตรฐาน


  14. #14
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว Lacta
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    ที่อยู่
    BKK
    โพส
    1,010
    8
    รับคำขอบคุณ 5 ครั้ง

    มาตรฐาน


  15. #15
    S2M Platinum Member
    สมัครเมื่อ
    08 Apr 2009
    โพส
    332
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    สุดยอดครับ

  16. #16
    S2M Silver Member
    สมัครเมื่อ
    27 Jul 2009
    โพส
    23
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    การให้ความรู้ เป็นการสร้างบุญให้กับผู้ให้อย่างยิ่ง
    ได้ความคิด มุมมอง สติปัญญาพัฒนาให้เห็นเส้นทางที่ควรจะเป็นไป
    ขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ

  17. #17
    S2M Gold Member
    สมัครเมื่อ
    10 Sep 2008
    โพส
    639
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน


  18. #18
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว papiyong
    สมัครเมื่อ
    23 Oct 2008
    โพส
    508
    0
    รับคำขอบคุณ 1 ครั้งใน 1 กระทู้

    มาตรฐาน

    สมองซีกซ้ายจะทำงานด้านอารมณ์....กำไรก็กำไรมาก...ขาดทุนก็ขาดทุนมาก....

  19. #19
    S2M Gold Member
    สมัครเมื่อ
    10 Sep 2008
    โพส
    2,201
    1
    รับคำขอบคุณ 2 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบคุณค่ะ

  20. #20
    S2M Gold Member
    สมัครเมื่อ
    21 Sep 2009
    โพส
    10
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ดีมากคับ

  21. #21
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว sabai
    สมัครเมื่อ
    08 Sep 2008
    โพส
    339
    1
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน


  22. #22
    S2M Silver Member
    สมัครเมื่อ
    09 Sep 2008
    โพส
    36
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบคุณมากค่ะ เนื้อหาดีมากมาก

  23. #23
    S2M Silver Member
    สมัครเมื่อ
    03 Aug 2009
    โพส
    13
    0
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง

    มาตรฐาน


กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 05:23.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com