ตอบกลับกระทู้
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 26 จากทั้งหมด 26

กระทู้: ข่าวHot วันจันทร์....

  1. #1
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง




    Talking ข่าวHot วันจันทร์....

    คอลัมน์ เกาะติดตลาดหุ้น-เงิน

    - ตลาดหุ้นในรอบสัปดาห์ (9-13 พ.ย.) ดัชนีวันแรกปิดที่ 713.48 จุด เพิ่มขึ้น 14.85 จุด มูลค่าการซื้อขาย 20,670.10 ล้านบาท ได้อานิสงส์ปัจจัยบวกจากการที่กลุ่ม G-20 ได้ออกมายืนยันว่า ยังคงดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อไป

    - กลางสัปดาห์ดัชนีปิด 717.90 จุด เพิ่มขึ้น 9.70 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 22,150.70 ล้านบาท ทั้งนี้ได้แรงหนุนมาจากการปรับดัชนี MSCI ที่ได้เพิ่มบริษัทไทย 2 แห่งเข้าไปคำนวณ

    - ท้ายสัปดาห์ดัชนีปิด 698.33 บวก 1.61 จุด มูลค่าการซื้อขาย 14,645.81 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจากนักลงทุน เริ่มกลับเข้ามาซื้อ หลังจากนักลงทุนที่ตื่นตระหนกต่อการไต่สวนของศาลปกครองสูงสุดกรณีที่สั่งระงับ 76 โครงการที่มาบตาพุด



    - ส่วนสัปดาห์หน้า บล.ฟินันเซียไซรัสคาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นยังคงผันผวน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ การไต่สวนของศาลปกครองสูงสุด และกรณีความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา ซึ่งจะมีผลต่อกลยุทธ์การลงทุน จึงคาดว่าดัชนีน่าจะอยู่ในกรอบ แนวรับที่ 660-650 จุด แนวต้าน 705-710 จุด

    - ค่าเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตลาดที่ 33.38/36 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปิดตลาด เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นแนวโน้มเช่นเดียวกับเงินสกุลหลักอื่น เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่ปรับตัวอ่อนค่าลงภายหลังเฟดส่งสัญญาณคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศ กลุ่ม G-20

    - ตลอดสัปดาห์ เงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่า สลับกับทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลต่าง ๆ รวมถึงเงินบาท ทำให้เงินบาท ขยับไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบสัปดาห์ ที่ 33.28 บาท/ดอลลาร์ และเคลื่อนไหวในกรอบ 33.28-33.33.38 บาท/ดอลลาร์ก่อนที่จะปิดตลาด 33.28/30 บาท/ดอลลาร์

    - สัปดาห์นี้ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าจะเคลื่อนไหว อยู่ในกรอบ 33.20-33.50 บาท/ดอลลาร์ โดยปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างไทย-กัมพูชา ที่คาดจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้ เงินบาทมีโอกาสปรับตัวผันผวนในช่วงสัปดาห์นี้



  2. #2
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    คาดดัชนีหุ้นไทยจะยังมีทิศทางผันผวน


    กรุงเทพฯ - บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-13 พ.ย.) ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 698.33 จุด ปรับตัวลดลง 0.04% จาก 698.63 จุด ในสัปดาห์ก่อน แต่พุ่งขึ้น 55.20% จากสิ้นปี 2551 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 14.39% จาก 93,074.86 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 106,470.13 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นจาก 18,614.97 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 21,294.03 ล้านบาท

    โดยนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 2,963.19 ล้านบาท และ 1,805.31 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนสถาบันและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิที่ 3,930.78 ล้านบาท และ 837.72 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ ปิดที่ 214.43 จุด ขยับลง 0.37% จาก 215.22 จุดในสัปดาห์ก่อน แต่พุ่งขึ้น 31.61% จากสิ้นปีก่อน



    ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวผันผวน โดยในวันจันทร์ดัชนีหุ้นไทยปิดบวก ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยมีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าผลประกอบการในงวดไตรมาส 3/2552 จะออกมาดี ส่วนในวันอังคาร ดัชนีปิดลดลงจากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน และขนส่ง อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นไทยปิดปรับตัวขึ้นอีกในวันพุธ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยในช่วงบ่ายมีแรงซื้อเข้ามามากในหุ้นกลุ่มพลังงาน และแบงก์ ส่งผลให้ดัชนีปิดที่ระดับสูงสุดของวัน จากนั้น ดัชนีปิดร่วงลงในวันพฤหัสบดี โดยมีแรงเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลดลงมาก จนส่งผลทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลงมาต่ำกว่า 700 จุด

    ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลง เนื่องจากหุ้นกลุ่ม ปตท. (PTT) ได้รับผลกระทบจากการที่ MSCI ได้ลดน้ำหนักในการคำนวณดัชนี รวมถึงโกลด์แมน แซคส์ ได้ปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้น PTT และหุ้น บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ลง เนื่องจากผลกระทบที่มีต่อปริมาณขายก๊าซ หลังเกิดความล่าช้าของโครงการมอนทารา ส่วนในวันศุกร์ ดัชนีหุ้นไทยปิดปรับตัวขึ้นทางเทคนิค หลังจากที่ปรับตัวลงแรงในวันก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายลดลงมาที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 เดือน จากความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยด้านการเมือง



    สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (16-20 พ.ย.52) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีน่าจะยังคงแกว่งตัวผันผวน โดยอาจยังคงได้รับผลกระทบจากประเด็นการเมืองในกรณีข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามความคืบหน้ากรณีการระงับ 76 โครงการในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดนัดสรุปคำไต่สวนในวันที่ 18 พ.ย. รวมทั้งการรายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ สำหรับปัจจัยในต่างประเทศที่ต้องจับตา ได้แก่ ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน และทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ

    ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 675 และ 645 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 717 และ 730 จุด ตามลำดับ


    สำนักข่าวไทย

  3. #3
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    สัปดาห์นี้ลุ้นศาลปกครองชี้ชะตามาบตาพุด
    ชี้อนาคตหุ้นไทย


    ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 698.33 จุด เพิ่มขึ้น 1.61 จุด (+0.23%)

    มูลค่าการซื้อขาย 14,645.81 ล้านบาท

    - นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ + 531.51 ล้านบาท
    - นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ + 66.26 ล้านบาท
    - นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ - 676.13 ล้านบาท
    - บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ + 78.35 ล้านบาท


    กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวในรายการ หุ้นโค้งสุดท้ายว่า ปัจจัยสำคัญที่จะต้องจับตามองในวันที่ 18 พ.ย. 52 คือการที่ศาลปกครองสูงสุดจะสรุปคำไต่สวนกรณีระงับ 76 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ก่อนที่จะตัดสินกันอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งจะส่งผลกระบต่อหุ้นในกลุ่ม บมจ. ปตท. (PTT) ซึ่งมีมูลค่าหุ้น (Market Cap) สูงถึง 30% ของตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยหากทิศทางไปในแง่ลบก็จะส่งผลกระทบไม่เพียงทั้งตลาดหุ้นไทยโดยรวมและยังรวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคต

    กวียังบอกอีกว่า เมื่อวันศุกร์ (13 พ.ย. 52) นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยไปไหนได้ไม่ไกล เพราะหุ้นใหญ่ยังคงถ่วงตลาดเอาไว้ ในขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจะได้รับความนิยมมากกว่า

    ในสัปดาห์นี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวในทางลบ และมีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับที่ 680 จุด แม้ว่าตัวเลขการส่งออกที่จะประกาศออกมาจะเป็นบวกก็ตาม เพราะความกังวลที่มีต่อการตัดสินของศาลปกครองดังกล่าว รวมไปถึงปัญหาระหว่างไทยกัมพูชาก็ส่งผลกับความรู้สึกของนักลงทุนไม่น้อย

    อย่างไรก็ตาม บล. กสิกรไทยยังเชื่อว่าผลการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดมีแนวโน้มที่จะออกมาในด้านบวกมากกว่าลบ และหากออกมาเช่นนั้นจริง แนวต้านของหุ้นไทยน่าจะอยู่ที่ระดับ 715 – 720 จุด โดยกวีมั่นใจว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นปีนี้จะยืนเหนือ 700 จุดได้อย่างแน่นอน

    กวียังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า หากนักลงทุนที่มีพอร์ตขนาดใหญ่และมีความกังวลอาจใช้วิธี Short สัญญาล่วงหน้าในตลาด TFEX เพื่อป้องกันความเสี่ยงร่วมด้วยก็ได้ หรือหากต้องการเก็งกำไรก็ควรลงทุนในหุ้นขนาดเล็กจะเหมาะสมกว่า

    จากการรวบรวมของ Money Channel บริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ให้กรอบการลงทุนทางด้านเทคนิคและหุ้นแนะนำในวันจันทร์ที่ 16 พ.ย. 52 ดังนี้

    บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้กรอบเคลื่อนไหวดัชนีไว้ที่ 690 – 705 จุด

    บล.คันทรี่กรุ๊ป ให้กรอบเคลื่อนไหวดัชนีไว้ที่ 692 – 706 จุด แนะลงทุนหุ้น บมจ. ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น (TWZ)

    บล. ยูโอบี เคย์เฮียน ให้กรอบเคลื่อนไหวดัชนีไว้ที่ 690/695 – 702 จุด แนะลงทุนหุ้น บมจ. ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น (TWZ) เช่นเดียวกับบล. คันทรี่กรุ๊ป

    บล.ไอร่า ให้กรอบเคลื่อนไหวดัชนีไว้ที่ 682 - 706 จุด แนะลงทุนหุ้น บมจ. บีอีซีเวิลด์ (BEC)





  4. #4
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน






  5. #5
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ลุ้นต่อกับทิศทาง Fund Flow ต่างชาติสัปดาห์นี้..

    ต่างชาติพลิกกลับมาขายสุทธิกว่า3,000ล้านบาทในวันพฤหัสฯ และต่อเนื่องอีกเกือบ700ล้านในวันศุกร์
    กดดันหุ้นไทยอีกสัปดาห์ แม้ช่วงต้นสีปดาห์จะซื้อสุทธิ 3 วันติด แต่ก็เป็นตัวเลขเล็กน้อยเท่านั้น

    ในวันส่งท้ายสัปดาห์ เห็นภาพ 3 ประสานของ กลุ่มกองทุน กลุ่มโบรกเกอร์ และ รายย่อย จับมือกันซื้อสุทธิ

    ซึ่งจากนี้ไปยังต้องติดตามทิศทาง Fund Flow และหุ้นโลก หุ้นไทยใน2เดือนส่งท้ายปี09 อย่างใกล้ชิดมากขึ้นเรื่อยๆ




    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

  6. #6
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ดาวโจนส์ปิดบวก 73 จุด หลังบริษัทเอกชนเผยผลประกอบการดีเกินคาด
    น้ำมันดิบร่วง 59 เซนต์



    สหรัฐ - ตัวเลขดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น และรายได้ของธุรกิจค่าปลีกที่น่าพอใจ
    ช่วยให้ดัชนีหุ้นสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบลดลงมาอยู่ที่ 76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐวันนี้ ดัชนีปรับเพิ่มจากรายงานล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ที่ระบุว่า
    ดุลการค้าของสหรัฐในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 18.2% ไปอยู่ที่ 36,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

    ขณะที่รายงานผลประกอบการของบริษัทเครื่องแต่งกายค้าปลีกอย่าง เอเบอร์ครอมบี และฟิตช์
    ก็ออกมาน่าพอใจ

    ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 59 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 76.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล



    ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเบาบาง ที่ราว 985 ล้านหุ้น
    มีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในอัตราส่วน 11 ต่อ 4
    ปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 1.90 พันล้านหุ้น

    ตลาดวอลล์สตรีทซึ่งถูกแรงเทขายกดร่วงลงถึง 94 จุดเมื่อวันพฤหัสบดี ได้กลับมาดีดตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์
    หลังจากที่บริษัทวอลท์ ดิสนีย์ บริษัทสื่อรายใหญ่สุดของโลกได้เปิดเผยผลกำไรไตรมาสสี่เพิ่มขึ้นเกินคาด 18%
    ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนเกี่ยวกับภาคเอกชน

    ด้านอะเบอร์ครอมบี แอนด์ ฟิทช์ ผู้ค้าปลีกเสื้อผ้า รายงานผลกำไรไตรมาสสามที่ 30 เซนต์ต่อหุ้น
    ขณะที่ เจ.ซี. เพนนี ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐ ยกระดับคาดการณ์ผลกำไร
    และยอดขายรายปี หลังจากผลประกอบการไตรมาสสามดีเหนือความคาดหมาย

    หุ้นดิสนีย์ บวก $1.39 หรือ 4.8% แตะ $30.44,
    อะเบอร์ครอมบี กระโดดขึ้น $3.92 หรือ 10.7% แตะ $40.68
    และ เจ.ซี. เพนนี บวก $1.82 หรือ 6.2% แตะ $31.21

    นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์ด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มวัตถุดิบ
    โดยวานนี้เงินดอลลาร์กลับมาร่วงลงอีกครั้งเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ
    เนื่องจากการขาดดุลการค้าของสหรัฐในเดือนก.ย.ได้พุ่งขึ้นสูงเกินคาดถึง 18.2%
    แตะ 3.65 หมื่นล้านดอลลาร์ มากสุดในรอบ 10 ปี
    และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ระดับ 3.17 หมื่นล้านดอลลาร์

    ทั้งนี้ ผลประกอบการที่ดีเหนือความคาดหมายของภาคเอกชนได้ช่วยบรรเทาความวิตกกังวลเกี่ยวกับ
    รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่น่าผิดหวังและตัวเลขขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นเกินคาด

    ตลาดร่วงลงในช่วงสั้นๆวานนี้ หลังจากที่มีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้น
    โดยรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนประจำเดือนพ.ย. ร่วงลงมาอยู่ที่ 66.0 จากระดับ 70.6 ในเดือนต.ค.
    ซึ่งได้จุดกระแสความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยนักลงทุนกังวลว่า
    ผู้บริโภคอาจยังไม่พร้อมที่จะใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในช่วงวันหยุดปลายปีนี้
    ขณะที่มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล อาทิ โครงการรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ เริ่มคลายมนต์ขลัง

    นักวิเคราะห์กล่าวว่า ข่าวเกี่ยวกับผู้บริโภคจะขับเคลื่อนการซื้อขาย โดยนักลงทุนจะรอดู
    รายงานเศรษฐกิจจากภาครัฐในสัปดาห์หน้า อาทิ ตัวเลขค้าปลีก
    รวมไปถึงรายงานผลประกอบการรายไตรมาสจาก Gap Inc., Home Depot Inc., Saks Inc.
    และ Target Corp



    ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 10,270.47 จุด เพิ่มขึ้น 73 จุด
    แนสแดคปิดที่ระดับ 2,167.88 จุด เพิ่มขึ้น 18.86 จุด
    และเอสแอนด์พีปิดที่ระดับ 1,093.48 จุด เพิ่มขึ้น 6.24 จุด








    สำนักข่าวไทย
    สำนักข่าวอินโฟเควสท์

  7. #7
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    World Markets:
    สรุปภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ




    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 พ.ย.) หลังจากที่รายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาดของวอลท์ ดิสนีย์และบริษัทค้าปลีก ได้ช่วยเพิ่มความหวังให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลงก็ช่วยดึงดูดให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นเช่นกัน

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 73.00 จุด หรือ 0.72% ปิดที่ 10,270.47 จุด ดัชนี S&P 500 ไต่ขึ้น 6.24 จุด หรือ 0.57% ปิดที่ 1, 093.48 จุด และดัชนี Nasdaq บวก 18.86 จุด หรือ 0.88% ปิดที่ 2,167.88 จุด

    -- สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กยังคงร่วงต่อเนื่องลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเดือนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเริ่มวิตกกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับดีมานด์น้ำมันและสต็อกน้ำมันสหรัฐที่เพิ่มสูงทำสถิติ

    สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 59 เซนต์ ปิดที่ 76.35 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยราคาได้ร่วงลงแตะระดับ 75.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.

    -- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กกลับมาปิดดีดตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 พ.ย.) หลังจากที่ร่วงลงเป็นครั้งแรกในรอบ 8 วันทำการเมื่อวานนี้ โดยนักลงทุนได้แห่เข้าซื้อสัญญาทองคำหลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ

    บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.บวกขึ้น 10.10 ดอลลาร์ หรือ 0.9% ปิดที่ 1,116.70 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,101.20 - 1,117.40 ดอลลาร์

    -- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 พ.ย.) นำโดยหุ้นกลุ่มแบงก์และสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่บริติช แอร์เวย์ ก็ขยับขึ้นเช่นกัน หลังจากที่สายการบินสามารถตกลงเรื่องการควบกิจการกับสายการบินไอบีเรียของสเปนได้

    บลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี FTSE 100 ดีดขึ้น 19.88 จุด หรือ 0.4% ปิดที่ 5,296.38 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดในรอบ 14 เดือน

    -- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 พ.ย.) หลังจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรปรายงานว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรหลุดพ้นจากภาวะถดถอยในไตรมาสสาม ประกอบกับการเปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐที่พุ่งสูงเกินคาดในเดือนก.ย. กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า อาทิ สกุลเงินต่างประเทศ

    เงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.50% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ 1.4916 ดอลลาร์ จากระดับของวันพฤหัสบดีที่ ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์แข็งค่าขึ้น 0.61% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ที่ 1.6688 ดอลลาร์ จากระดับ 1.6586 ดอลลาร์

    ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลง 0.83% เมื่อเทียบกับเยนที่ 89.630 เยน จากระดับของวันพฤหัสบดีที่ 90.380 เยน และร่วงลง 0.57% เมื่อเทียบกับเงินฟรังก์สวิสที่ 1.0118 ฟรังก์ จากระดับ 1.0176 ฟรังก์


    อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์

  8. #8
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์นี้

    นักลงทุนยังจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้
    โดยวันจันทร์ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กจะเปิดเผยผลสำรวจภาคการผลิต (Empire State Index) เดือนพ.ย.

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนต.ค.และตัวเลขสต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย.

    วันอังคาร กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค.
    ขณะที่เฟดจะเปิดเผยตัวเลขการผลิตทางอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังผลิตเดือนต.ค.
    และสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) จะเปิดเผยดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ย.
    วันพุธ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค.
    และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค.

    วันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานสหรัฐจะจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
    และสำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ดจะเปิดเผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐเดือนต.ค.
    ส่วนวันศุกร์ไม่มีการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ

    ชื่อ:  S2M - 76.gif
ครั้ง: 5658
ขนาด:  27.1 กิโลไบต์

  9. #9
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    นักวิเคราะห์คาดตลาดหุ้นนิวยอร์กบวกต่อสัปดาห์นี้
    จากความหวังยอดค้าปลีกสหรัฐฟื้นตัว

    นักวิเคราะห์ในย่านวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่า ปัจจัยที่จะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นนิวยอร์กสัปดาห์นี้คือรายงานผลประกอบการของบริษัทเอกชนและข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ รวมถึงยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนต.ค.ซึ่งนักลงทุนจับตาดูมากที่สุด หลังจากตลาดปิดบวกเป็นส่วนใหญ่ในรอบสัปดาห์ที่แล้วเพราะได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่ดีเกินคาดของบริษัทสหรัฐ, ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของจีน และมติของที่ประชุม G20 ที่สนับสนุนการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ



    ไมค์ ไรอัน หัวหน้านักวิเคราะห์จากบริษัท UBS Financial Services Inc ในนิวยอร์กกล่าวว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในแดนบวกเพราะได้แรงหนุนจากยอดค้าปลีกประจำเดือนต.ค.ที่อาจจะดีดตัวขึ้นหลังจากบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่หลายแห่ง รวมถึงวอล-มาร์ท รายงานผลประกอบการที่ดีเกินคาด

    "ผลประกอบการที่ดีเกินคาดของวอล-มาร์ททำให้นักลงทุนส่วนใหญ่จับตาดูบริษัท โฮมดีโปท์, บริษัท ทาเก็ต กรุ๊ป และบริษัท เดลล์ อิงค์ ที่จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ คาดว่านักลงทุนจะจับตาดูทิศทางของสกุลเงินดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ หลังจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ในรอบสัปดาห์ที่แล้วช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งขึ้น"

    บลูมเบิร์กรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับปัจจัยบวกหลังจากที่ประชุม G20 ยืนยันว่าจะใช้มาตรกรกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างยั่งยืน รวมทั้งการที่จีนรายงานผลผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 16.1% จากปีที่แล้ว และยอดค้าปลีกประจำเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 16.2% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังจากรัฐบาลจีนใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของจีนจะขยายตัวมากกว่า 10% เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี


    อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช


    สำนักข่าวอินโฟเควสท์

  10. #10
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    แนวโน้มเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง


    กรุงเทพฯ - บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดแนวโน้มเงินบาทสัปดาห์หน้า แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ ทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค และสัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า เงินบาทในประเทศ (Onshore) ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-13 พ.ย.) ขยับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินบาทปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น เช่นเดียวกับทิศทางของสกุลเงินและตลาดหุ้นในภูมิภาค สวนทางกับการร่วงลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกกดดันในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่กลุ่มประเทศ G-20 ยืนยันที่จะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในเชิงผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ขณะที่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ไม่ได้เป็นประเด็นเฉพาะเจาะจงที่ถูกหารือในการประชุม G-20 ครั้งนี้

    นอกจากนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐยังถูกกดดันเพิ่มเติมในช่วงกลางสัปดาห์ จากกระแสการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะทรงตัวที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง กระนั้นก็ดี แรงขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ เป็นปัจจัยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทในระหว่างสัปดาห์ ก่อนที่เงินบาทจะฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับ 33.27 (ตลาดเอเชีย) ในวันศุกร์ เทียบกับระดับ 33.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (6 พฤศจิกายน)



    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังระบุด้วยว่า ทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ อาจขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ อาทิ ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพฤศจิกายน ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม อัตราการใช้กำลังผลิต ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน การอนุญาตก่อสร้าง ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนตุลาคม ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐ สตอกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนกันยายน นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีโอบามาในระหว่างวันที่ 15-18 พฤศจิกายน ซึ่งอาจจะมีการหารือประเด็นค่าเงินหยวนกับผู้นำจีนที่สหรัฐต้องการปล่อยให้ลอยตัวมากขึ้น


    สำนักข่าวไทย

  11. #11
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    SET in the City 2009 วันสุดท้ายสุดคึกคัก


    กรุงเทพฯ 15 พ.ย.-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจัดงาน มหกรรมการลงทุน "SET in the City 2009 "วันสุดท้าย ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอนสุดคึกคัก มีประชาชน นักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจมาร่วมงาน โดยการจัดงาน งาน "SET in the City" ครั้งนี้ เป็นการจัดงานครั้งที่ 6 ภายใต้ คอนเซ็ปต์ "มุ่งสู่ความสำเร็จทางการลงทุน" โดยเน้นสร้างผู้ลงทุนให้สามารถบริหารเงินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และภายในงานจะมีกิจกรรมต่าง ๆ จาก 96 องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนในธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุน ที่มาให้ใช้บริการเลือกลงทุน

    ซึ่งตลอด 4 วันของการจัดงาน นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เชื่อว่า งาน SET in the City 2009 จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ลงทุนได้มาก และคาดว่าจะมีการทำให้ธุรกรรมผ่านงานนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 รายการ จากปีก่อนที่อยู่ที่ 7,500 รายการ จำนวนผู้เข้าร่วมชมงานเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 คน จาก ปีก่อนที่ 70,000 คน


    สำนักข่าวไทย

  12. #12
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    คอลัมน์ เกาะติดหุ้นร้อน

    - ไฮไลต์สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกให้กับผลประกอบการไตรมาส 3/52 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น ที่ทำเอาราคาหุ้นสวนทางกับภาวะตลาดที่เกือบจะติดลบทั้งสัปดาห์ โดยบริษัท ปตท.มีกำไรสุทธิ 16,987 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 5% เนื่องจากไม่มีการรับรู้ขาดทุนสต๊อกน้ำมันทำให้ไตรมาสนี้ขาดทุนน้อยลง ส่งผลทำให้ราคาหุ้นจาก 228 บาท มาอยู่ที่ 250 บาท


    - หุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ราคาวิ่งฉิวจาก 9.3 บาท อยู่ที่ 10.2 บาท จากข่าวดีที่ดัชนี MSCI ได้เพิ่มหุ้น CPF เข้ามาในการคำนวณดัชนี Global Standard Indices ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.นี้เป็นต้นไป บวกกับผลประกอบการไตรมาส 3/52 ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ ที่ 4,100 ล้านบาท เติบโต 197% จากงวด ปีก่อน และ 29% จากไตรมาสก่อนหน้า






    - บล.กรุงศรีอยุธยายังคาดการณ์กำไร PTT ปี"52 อยู่ที่ 62,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน โดยเป็นการขยายตัวจากไตรมาส 4/52 ที่จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น ที่คาดว่าจะมีค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นตามปัจจัยบวกทางฤดูกาลจากการเข้าสู่ฤดูหนาวในสหรัฐ รวมถึงคาดว่าจะมี กำไรจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" มูลค่าพื้นฐาน 325 บาท ส่วนความเสี่ยงจากกรณีปัญหามาบตาพุดและเหตุเพลิงไหม้บริษัทลูก จะยังไม่กระทบอัตราการเติบโตปี"53


    - ราคา หุ้น บริษัท ไทย เอ็น ดี ที (TNDT) สะวิงขึ้นแรง จากราคา 3.86 บาท อยู่ที่ 4.28 บาท หลังผู้บริหารปรับธุรกิจ บุกงานในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อขยับฐานรายได้ บล.คันทรี่ กรุ๊ป ให้สัญญาณทางเทคนิคยังคงมีทิศทางที่ดี แต่แนะนำ นักลงทุนรอซื้อเมื่อราคาหุ้น อ่อนตัว ให้แนวรับไว้ที่ 4.36 บาท แนวต้าน 4.84 บาท




  13. #13
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    คาดผลประกอบการ SCC Q4/52 ยังพุ่งต่อ
    รับราคาปูนทะยาน-ดีมานด์สดใส

    กำไรปกติของ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ในไตรมาส 3/52 อยู่ที่ 759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/51 และเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/52 เกิดจากค่าใช้จ่ายการขายและบริหารที่ลดลง 19.7% และส่วนแบ่งกำไรจากบมจ. ลานนารีซอร์สเซส (LANNA) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก 116.8% แม้ว่าอัตราส่วนกำไรขั้นต้นลดลงก็ตาม

    บล. ทิสโก้ - คาดว่าจะเห็นผลประกอบการไตรมาส 4/52 ที่ดีขึ้น จากราคาปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้น และยังมีความต้องการสูงขึ้นจากการกระตุ้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ของรัฐบาล และการประหยัดต้นทุนจากการระบบการนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่ (Waste-Heat Recovery) ซึ่งจะหนุนผลประกอบการในปี 2553 ต่อไป จึงแนะนำ "ซื้อ" ให้ราคา 274 บาท

    บล. เอเซียพลัส - ประเมินว่าแนวโน้มผลประกอบการในงวดไตรมาส 4/52 ของ SCC ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณการบริโภคปูนซีเมนต์ที่ปรับขึ้นเร็วกว่าคาด หลังมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐเริ่มส่งผล รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้บล. เอเซียพลัสได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี2552 ขึ้น 2.4% เป็น 3,012 ล้านบาท และปรับกำไรปี 2553 ขึ้น 6% เป็น 3,378ล้านบาท แต่ให้คำแนะนำ “ถือ” เนื่องจากมองว่า ปรับเพิ่มจากราคาปัจจุบันได้ไม่มากนัก แต่ยังถือเพื่อรับเงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายอีก 6 บาท ใน งวดครึ่งปีหลัง คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทั้งปีที่ 5.48% ให้ราคา 235 บาท

    บล. ธนชาต และ บล. กิมเอ็ง แนะนำ "ซื้อ" ให้ราคา 290 บาท และ 250 บาท ตามลำดับ






  14. #14
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    http://www.bangkokbiznews.com/2009/1...ws_id=29833584

    ฟินันซ่าโชว์ผลขาดทุน136ล.เหตุขายลูกหนี้ลดทรัพย์เสี่ยง

    นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฟินันซ่า แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2552 ว่า ขาดทุนสุทธิ 135.90 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีผลขาดทุนสุทธิ 96.02 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมียอดขาดทุนสุทธิ 353 .54 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมียอดขาดทุนสุทธิ 249.37 ล้านบาท


    สาเหตุเพราะขายลูกหนี้ และทรัพย์สินรอการขายบริษัทย่อย จากการดําเนินการตามแผนการลดสินทรัพย์เสี่ยง 104.8 ล้านบาท ตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญของลูกหนี้ธุรกิจเงินทุน 48.6 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่บันทึกผลขาดทุนสุทธิที่ 96.0 ล้านบาท
    บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 41 ล้านบาท ขาดทุนจากการขาย/ด้อยค่าเงินลงทุนลดลง 48.0 ล้านบาท แต่บันทึกขาดทุนจากการขายลูกหนี้และทรัพย์สินรอการขายของบริษัทย่อย 104.8 ล้านบาท และตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 23.4 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 39.9 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 41.5%

    งวด 9 เดือนขาดทุนสุทธิ 353.5 ล้านบาท ซึ่ง 55% ของขาดทุนสุทธิมาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้ธุรกิจเงินทุน 193.8 ล้านบาท 30% ของผลขาดทุนสุทธิเกิดจากขาดทุนจากการขายลูกหนี้และทรัพย์สินรอการขาย 104.8 ล้านบาท และ 8% ของผลขาดทุนสุทธิมาจากขาดทุนจากการดำเนินงานขั้นต้น 28.7 ล้านบาท

    เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ สำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 171.1 ล้านบาท ขาดทุนจากการขายลูกหนี้และทรัพย์สินรอการขายเพิ่มขึ้น 104.8 ล้านบาท ขาดทุนจากการขาย/ด้อยค่าเงินลงทุนลดลง 102.8 ล้านบาท ขาดทุนจากการดำเนินงานขั้นต้นลดลง 2.6 ล้านบาท เพราะบริษัทและบริษัทย่อยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลง ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 59.5 ล้านบาท




  15. #15
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    มองหุ้นจากเซียน..
    หุ้นวันจันทร์ 16-11-09






  16. #16
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน






  17. #17
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    สรุปและดาคการณ์หุ้นในรอบสัปดาห์
    by..looking



    เป็นอีกวีคที่ขอเอาคำเดิมๆมาใช้..

    สั้นๆง่ายๆ ย้ำๆ กับทิศทางหุ้น...
    ให้เกาะติด Fund Flow !!

    รอบใหญ่ๆรอบนี้ขึ้นและลงโดยเงินต่างชาติล้วนๆ เป็นไปตามที่เราเกาะติดมาตั้งแต่ต้นปี
    หุ้นจะไม่ขึ้นแรงหากต่างชาติขาย
    และหุ้นจะไม่ลงแรงหากต่างชาติซื้อ

    เทรนด์นี้ยังใช้ได้ดีกับหุ้นไทยในปีนี้...

    ...

  18. #18
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    การ์ตูน ชัย ราชวัตร 12/10/52


    การ์ตูน ชัย ราชวัตร



    การ์ตูนเซีย 12/10/52

    การ์ตุนเซีย





  19. #19
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    เทอร์รี่คุยโวสิงโตไม่กลัวทุกทีมในโลก


    จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมชาติอังกฤษ โวสนั่น ทัพลูกหนัง "สิงโตคำราม" ไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น ในการแย่งชิงแชมป์โลกที่แอฟริกาใต้ แม้เพิ่งแพ้ บราซิล 0-1 เมื่อวันเสาร์ คุยฟุ้งทัพ "เซเลเซา" เก่งก็จริง แต่ก็ไม่ได้เหนือไปกว่า "ทรี ไลอ้อนส์" ชุดที่มีพ่อค้าแข้งตัวหลักครบสมบูรณ์แม้แต่น้อย


    จอห์น เทอร์รี่ เซนเตอร์ฮาล์ฟจอมแกร่ง แสดงความมั่นใจว่า ทีมชาติอังกฤษ จะเดินทางไปฟาดแข้งในศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ กลางปีหน้า พร้อมพกความมั่นใจเต็มกระเป๋าว่า พวกเขาสามารถคว้าชัยชนะเหนือทีมใดก็ได้ทั้งนั้น หลังโชว์ผลงานยอดเยี่ยม คว้าชัย 9 จาก 10 เกม ในศึกเวิลด์ คัพ รอบแบ่งกลุ่ม ที่ผ่านมา


    ความคาดหวังต่อผลงานของ "สิงโตคำราม" มีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพิจารณาจากผลการแข่งขันที่ผ่านมา และแม้ว่าฟอร์มการเล่นในเกมอุ่นเครื่องกับ ฝรั่งเศส, สเปน, ฮอลแลนด์ รวมถึงความพ่ายแพ้ต่อ บราซิล 0-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากแฟนบอลอังกฤษมากนัก


    ฟาบิโอ คาเปลโล่ จำเป็นต้องส่งนักเตะชุดสำรองเกือบทั้งทีม ในเกมพ่าย "เซเลเซา" เนื่องจากพ่อค้าแข้งตัวหลักต่างพกพาอาการบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ขณะที่สภาพอาการร้อนระอุในกาตาร์ ก็เป็นปัญหาสำคัญสำหรับทั้ง 2 ทีมเช่นเดียวกัน


    ขณะเดียวกัน เทอร์รี่ ที่ไม่ได้ลงสนามเมื่อวันเสาร์ เนื่องจากมีอาการเจ็บข้อเท้า มองว่า ทีมลูกหนังแซมบ้า ไม่ได้ดีเด่ไปกว่าทีมชาติอังกฤษชุดที่แข็งแกร่งที่สุดแม้แต่นิดเดียว "ผมคิดว่า พวกเขามีความสามารถเฉพาะตัวในสถานการณ์แบบ 1-1 ที่สร้างความหวาดกลัวให้ได้กับทุกทีม นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลกในเวลานี้ พวกเราทำได้ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และนักเตะอย่าง โจ โคล และ เวน์ย รูนี่ย์ สามารถเปลี่ยนเกมได้เหมือนอย่างพวกเขา"


    "พวกเราให้เครดิตกับพวกเขาเป็นอย่างมากในการเอาชนะพวกเราได้ แต่เกมนี้ก็เป็นเพียงการกระชับมิตรตั้งแต่เริ่มต้นเกมแล้ว แม้ว่าระหว่างการฝึกซ้อมในวันพฤหัสฯ และวันศุกร์ ผู้จัดการทีมจะเน้นย้ำว่า เขาต้องการให้เราเข้าบีบเกมมากกว่าเดิม และพวกนักเตะก็บอกเป็นเสียงเดียวกันช่วงพักครึ่งว่า "เราก็อยากทำแบบนั้นนะ แต่มันยากจริงๆ" เพราะสภาพอากาศทำให้เหนื่อยง่ายกว่าเดิมเล็กน้อย"


    "พวกนักเตะพูดกันหลังจากนั้นอีกว่า มันเป็นเรื่องยากที่จะทำการบีบพื้นที่ให้หนักเข้าไว้ และผมคิดว่าหากเป็นในสภาพอากาศที่แตกต่างออกไป ผลการแข่งขันมันก็อาจต่างไปจากนี้เช่นกัน แต่ผมไม่คิดว่า บราซิล มีอะไรที่ต้องเป็นกังวลจริงๆ แต่พวกเขาเป็นทีมที่เก่งมากๆ นะ ผมไม่ได้บอกว่าพวกเขาไม่เก่ง เราต้องมองดูความแข็งแกร่ง และฝีเท้าของตัวเอง ซึ่งผมคิดว่า เราสามารถรวบรวมมันเข้าเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลกได้ แต่ฟังนะ พวกเขามีจุดอ่อน ซึ่งพวกเราก็มีเหมือนกัน" ปราการหลังจอมบู๊ ร่ายยาว



    World Cup qual. - Play-Off
    November 14
    FTNew Zealand1 - 0Bahrain
    FTRussia2 - 1Slovenia
    FTGreece0 - 0Ukraine
    FTIreland0 - 1France
    FTPortugal1 - 0Bosnia-Herzegovina
    02:37November 15
    FTCosta Rica0 - 1Uruguay

  20. #20
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    เซ็กซี่มีระดับ "เมย์" สะกดทุกสายตา






  21. #21
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    สาวๆ ''America''s Next Top Model''


  22. #22
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน






    กราฟค่าระวางเรือเทียบกับราคาน้ำมันโลก

  23. #23
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ภาวะตลาดน้ำมัน NYMEX:
    น้ำมันดิบปิดร่วงต่อ
    เนื่องจากความกังวลเรื่องดีมานด์พลังงาน

    สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กยังคงร่วงต่อเนื่องลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเดือนเมื่อคืนวันศุกร์ (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเริ่มวิตกกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับดีมานด์น้ำมันและสต็อกน้ำมันสหรัฐที่เพิ่มสูงทำสถิติ




    สัญญาน้ำมันดิบตลาด NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 59 เซนต์ ปิดที่ 76.35 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยราคาได้ร่วงลงแตะระดับ 75.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.

    ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 2.49 เซนต์ ปิดที่ 1.9661 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินส่งมอบเดือนธ.ค.ลดลง 2.43 เซนต์ ปิดที่ 1.9162 ดอลลาร์/แกลลอน

    ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนธ.ค.ปรับตัวลง 47 เซนต์ ปิดที่ 75.55 ดอลลาร์/บาร์เรล

    บลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบร่วงลง 0.8% หลังจากที่รอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนพ.ย.ที่ร่วงลงมาอยู่ที่ 66.0 จากระดับ 70.6 ในเดือนต.ค. ซึ่งได้จุดกระแสความกังวลว่าอุปสงค์น้ำมันจะปรับตัวลดลง

    ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันยังคงได้รับแรงกดดันจากรายงานปริมาณน้ำมันสำรองของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสต็อกน้ำมันดิบและเบนซินของสหรัฐเพิ่มขึ้นสูงเกินคาด

    อีไอเอในสังกัดกระทรวงพลังงานสหรัฐได้รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 6 พ.ย.พุ่งขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล แตะที่ 337.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 600,000 บาร์เรล

    ขณะที่สต็อกน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 2.5 ล้านบาร์เรล แตะที่ 210.8 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่คาดว่าจะทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ และสต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 300,000 บาร์เรล แตะที่ 167.7 ล้านบาร์เรล น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 700,000 บาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 0.7% แตะที่ 79.9%

    นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับปัจจัยลบจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ซึ่งทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อในสกุลเงินอื่น โดยเมื่อวันศุกร์ ดอลลาร์เคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 1.4922 ดอลลาร์ต่อยูโร จากระดับ 1.485 ดอลลาร์ในวันก่อน

    เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าได้หนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนซื้อวัตถุดิบเพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุน โดยเกือบตลอดทั้งปีนี้ ราคาน้ำมันได้ทะยานขึ้น เนื่องจากนักลงทุนได้แห่เข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบเพื่อปกป้องตนเองจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง นอกจากนี้ นักลงทุนเลือกที่จะเสี่ยงลงทุนในน้ำมันเพื่อเก็งกำไร เนื่องจากคาดว่าดีมานด์พลังงานจะเพิ่มขึ้นในปีหน้า

    อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วงเดือนมีนาคมถึงตุลาคม ผู้บริโภคและธุรกิจต่างๆจึงใช้น้ำมันเบนซีนและดีเซลน้อยลง ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงบริษัทผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่น โดยข้อมูลจากอีไอเอในสัปดาห์นี้เผยให้เห็นว่า โรงกลั่นหลายแห่งดำเนินการผลิตที่ระดับต่ำสุด

    ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์จาก พีเอจีเบสท์ กล่าวว่า นี่ถือเป็นสัญญาณปลุก นักลงทุนเริ่มตระหนักว่า บางทีน้ำมันอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในการลงทุนเพื่อเก็งกำไร ด้าน เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอ็กซอนโมบิล กล่าวว่า ราคาน้ำมันอาจต่ำกว่านี้อีก ถ้าราคาขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องดีมานด์-ซัพพลายเพียงปัจจัยเดียว

    จีน แมคกิลเลียน นักวิเคราะห์และโบรกเกอร์จากแทรดิชั่น เอนเนอร์จี กล่าวว่า ในช่วง 4-6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจในเชิงบวก แต่ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ว่าดีมานด์พลังงานจะเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับอดัม ไซเอมมินสกี จากดอยช์แบงก์ ที่กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่ดีมานด์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลับยังไม่ค่อยฟื้นตัวมากนัก ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองกลับสูงมาก โดยเฉพาะดีเซลและฮีทติ้งออยล์




    อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย ปนัยดา ปัทมโกวิท




  24. #24
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก:
    ทองคำพุ่งปิดที่ $1,116.70 หลังดอลลาร์อ่อนค่า

    สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กกลับมาปิดดีดตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อคืนนี้ (13 พ.ย.) หลังจากที่ร่วงลงเป็นครั้งแรกในรอบ 8 วันทำการเมื่อวานนี้ โดยนักลงทุนได้แห่เข้าซื้อสัญญาทองคำหลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ



    บลูมเบิร์กรายงานว่า สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค.บวกขึ้น 10.10 ดอลลาร์ หรือ 0.9% ปิดที่ 1,116.70 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 1,101.20 - 1,117.40 ดอลลาร์

    ขณะที่สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 11.5 เซนต์ ปิดที่ 17.38 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 2.50 เซนต์ ปิดที่ 2.9725 ดอลลาร์/ปอนด์

    ส่วนสัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนธ.ค. กระโดดขึ้น 25.50 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 1,388.70 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมเดือนธ.ค.ปิดที่ 356.75 ดอลลาร์/ออนซ์ บวกขึ้น 5.85 ดอลลาร์

    เมื่อวานนี้ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐในเดือนก.ย.ได้พุ่งขึ้นสูงเกินคาดถึง 18.2% แตะ 3.65 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่ง มากกว่าระดับ 3.08 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนส.ค., มากสุดในรอบ 10 ปี และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ระดับ 3.17 หมื่นล้านดอลลาร์

    ข้อมูลนี้ได้ส่งผลกดดันให้เงินดอลลาร์ร่วงลง โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นมาตรวัดมูลค่าสกุลเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ร่วงลงมากกว่า 0.6% สู่ระดับต่ำสุดในการซื้อขายระหว่างวันที่ 75.225 ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนที่ตลาดทองคำจะปิดทำการซื้อขาย ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองเพื่อเก็งกำไร

    ราคาทองคำไต่ระดับขึ้นทำลายสถิติต่อเนื่องในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนมองหาทางเลือกในการลงทุนเพื่อเก็งกำไรจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งปี






  25. #25
    ซื้อเป็น ก็ขายเป็น รูปส่วนตัว looking
    สมัครเมื่อ
    29 Jun 2008
    โพส
    45,531
    28
    รับคำขอบคุณ 1,011 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ตลาดหลักเอเชียเช้าวันจันทร์...

    ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดบวกในวันนี้
    หลังจากทางการญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ขยายตัวเกินคาด
    ซึ่งช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากการแข็งค่าของเงินเยนและข้อมูลในด้านลบของบริษัทญี่ปุ่น

    จีดีพีไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งเกินคาดช่วยชดเชยผลกระทบของสกุลเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น
    และข่าวการะดมทุนของบริษัท มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป


    Japan : Nikkei



    Korea : KOSPI



    Singapore : Straits Times



    Hong Kong : Hang Seng



    China : Shanghai

  26. #26
ตอบกลับกระทู้

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 11:14.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com