ตอบกลับกระทู้
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

กระทู้: เปิดโผ 10 หุ้นจ๊าบน่าลงทุน

  1. #1
    S2M Gold Member รูปส่วนตัว Arsenal1983
    สมัครเมื่อ
    13 Jan 2010
    โพส
    240
    7
    รับคำขอบคุณ 0 ครั้ง




    Post เปิดโผ 10 หุ้นจ๊าบน่าลงทุน

    เปิดโผ 10 หุ้นน่าลงทุน Q4/52-Q1/53 TSTH TMT PS PTTAR SPALI GLOW CK TOP PS MAJOR ระบุเป็นหุ้นที่คาดจะมีผลงาน Q1/53 ที่โดดเด่นและเป็นกลุ่ม อุตสาหกรรมที่มีการฟื้นตัวโดดเด่นใน Q4/52 ท่ามกลางภาวะตลาดที่อึมครึม จากปัจจัยภายนอก-ภายใน กดดัน

    ชื่อ:  Untitled.jpg
ครั้ง: 2413
ขนาด:  19.3 กิโลไบต์

    หลังเข้าสู่ปี 2553 ขณะที่ภาพรวมดัชนีฯยังเคลื่อนไหวในแดนลบ หลังมีปัจจัยกดดันทั้งปัจจัยภายนอกและภายในโดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ที่ควบคุมการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่อสถาบันการเงิน รวมทั้งกรณีทางการจีน ออกมาประกาศมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์

    ขณะที่ยังมีปัจจัยการเมืองภายในประเทศถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล หลังวานนี้ที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่ขอร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 สวนทางพรรคร่วมรัฐบาล ที่เดินหน้ายื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในสัปดาห์หน้า ทั้งยังไม่รวมการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติหรือนปช. ที่จะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงวันที่ 26 ก.พ. 53 ซึ่งเป็นวันตัดสินคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร

    ทั้งยังไม่รวมกรณีแนวทางแก้ปัญหามาบตาพุดที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอีกเป็นระยะเวลา 1 ปี
    ส่งผลให้ ดัชนีฯ วานนี้ (26 ม.ค. 53 ) ปิดที่ 701.66 จุด ลดลง8.73 จุดหรือ -1.23% มูลค่าการซื้อขาย 18,261.16ล้านบาท

    ขณะที่สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่มวานนี้ พบว่า สถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 409.59 ล้านบาท , บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 538.19 ล้านบาท ,นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 1,721.04 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,849.65 ล้านบาท
    อย่างไรก็ตามนับตั้แต่วันที่ 1 ม.ค. -26 ม.ค. 53 พบว่า นักลงทุนต่างชาติ ยังคงสถานะขายสุทธิ 5,719.78 ล้านบาท ขณะที่ สถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 7,212.92 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 1,494.72 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 14,427.42 ล้านบาท

    ดังนั้นในภาวะตลาดที่มีปัจจัยลบรอบด้าน คนในวงการจึงแนะให้นักลงทุนหันไปลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการดี

    *SCRI มอง TSTH/ TMT/ PS / PTTAR / SPALI /GLOW / CK เป็นหุ้นที่ผลงานโดดเด่นใน Q1/53*

    ฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) ประเมินแนวโน้มผลประกอบการใน Q1/53F โดยคาดว่า กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตต่อเนื่อง qoq ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากกำลังซื้อที่ขยับขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มท่องเที่ยว/ กลุ่มยานยนต์/ กลุ่มพาณิชย์ นอกจากนี้ ราคาเฉลี่ยของสินค้าโภคภัณฑ์คาดจะยังทรงตัวในระดับสูง อันเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทั่วโลก ส่งผลให้ธุรกิจพลังงาน (ยกเว้นไฟฟ้า) ยังขยายตัวโดดเด่นรวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่คาดจะมีการเร่งโอนสินทรัพย์ก่อนที่มาตรการช่วยเหลือทางภาษีจะหมดลง

    ทั้งนี้ SCRI ยังคงเลือกหุ้น TSTH/ TMT/ PS / PTTAR / SPALI /GLOW / CK เป็นหุ้นหลักที่คาดจะมีผลการดำเนินงานใน Q1/53F ที่โดดเด่นเหนือผู้ประกอบการอื่นในกลุ่ม
    ทั้งนี้จากการ ประเมินผลการดำเนินงานเบื้องต้นใน Q4/52 จำนวน 47 บริษัท ที่อยู่ภายใต้ SCRI Universe เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนเมื่อเทียบ yoy โดยปรับขึ้นจากผลขาดทุน -6.7หมื่นล้านบาทใน Q4/51 เป็นกำไรสุทธิ 5.8 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้บริษัทไม่ต้องบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินค้าคงคลังและจากการกำลังซื้อที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หากเทียบ qoq ผลประกอบการโดยรวมชะลอตัว14% qoq จาก 6.7 หมื่นล้านบาท เป็นผลมาจากช่วงของฤดูกาลและการชะลอการสั่งซื้อเพื่อรอดูทิศทางของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงต้นปี ทั้งนี้ SCRI สรุปรายละเอียดภาพรวมผลประกอบการได้ดังนี้

    อุตสาหกรรมที่มีการฟื้นตัวโดดเด่นใน Q4/52 ได้แก่ 1) กลุ่มน้ำมัน (ต้นน้ำ) 2) กลุ่มโรงกลั่น3) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง 4) กลุ่มที่อยู่อาศัย 5) กลุ่มสื่อสาร 6) กลุ่มอาหาร
    หุ้นที่ออกมาดีกว่าที่ SCRI ประมาณการและสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
    1) กลุ่มที่ SCRI ปรับประมาณการไปแล้ว อาทิ MAJOR (มีการรับรู้รายได้ค่าเช่าล่วงหน้าจากโครงการเอสพานาด)และ PS (รับรู้รายได้จาก Backlog มากเป็นประวัติการณ์)
    2) กลุ่มที่ SCRI มีแนวโน้มปรับประมาณการใน Q4/52 เพิ่มขึ้น ได้แก่ TOP (ราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น จะทำให้บริษัทอาจมีกำไรสต๊อคสูงกว่าคาด)
    หุ้นที่เติบโตโดดเด่นตามคาด (มีกำไรสุทธิเติบโตเกิน 100% yoy) แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ
    1) กลุ่มที่ผลประกอบการฟื้นตัวจากฐานต่ำเมื่อเทียบ yoy ได้แก่ หุ้น PTT/ SCC และBSBM ซึ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ช่วยหนุนให้กำไรเติบโต
    2) กลุ่มที่รับผลบวกจากการฟื้นของเศรษฐกิจ ได้แก่ ADVANC (929%) / SPALI (180%)และ TUF(130%) ที่การขยับขึ้นของกำลังซื้อ ผลักดันให้ผลการดำเนินงานขยายตัวสูงึ้น
    3) กลุ่มที่มีการขยายกำลังการผลิตหรือมีกำไรพิเศษ ได้แก่ CPN (434%) / GLOW (151%)
    สำหรับความเคลื่อนไหว 10 หุ้นวานนี้ ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง มีเพียง TMT ที่ยังบวกได้ โดย
    บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ปิดที่ 40.25 บาท ลดลง 0.75บาทหรือ -1.83% มูลค่าการซื้อขาย 243.60 ล้านบาท
    ,บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จากัด (มหาชน) หรือ PTTAR ปิดที่ 24.50บาท ลดลง 0.50 บาทหรือ-2.00 % มูลค่าการซื้อขาย 703.86ล้านบาท
    , บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) GLOW ปิดที่ 31.75บาท ลดลง 0.25บาทหรือ-0.78 % มูลค่าการซื้อขาย13.89 ล้านบาท
    ,บริษัท ค้าเหล็กไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMT ปิดที่ 5.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.05บาทหรือ 0.96% มูลค่าการซื้อขาย3.30 ล้านบาท
    ,บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศ ไทย) จำกัด (มหาชน) (TSTH) ปิดที่1.87 บาท ลดลง 0.05 บาทหรือ-2.60 % มูลค่าการซื้อขาย20.99 ล้านบาท
    , บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)(PS) ปิดที่ 17.20บาท ลดลง 0.80บาทหรือ -4.44% มูลค่าการซื้อขาย 56.93 ล้านบาท
    ,บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI ปิดที่ 6.05บาท ลดลง 0.05 บาทหรือ-0.82 % มูลค่าการซื้อขาย 31.09 ล้านบาท
    ,บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ปิดที่ 19.80บาท ลดลง0.40 บาทหรือ -1.98% มูลค่าการซื้อขาย 42.50 ล้านบาท
    ,บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJORปิดที่ 9.15บาท ลดลง 0.25บาทหรือ -2.66% มูลค่าการซื้อขาย 34.71 ล้านบาท
    และ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน)หรือCKปิดที่ 5.45 บาทลดลง 0.10 บาท หรือ -1.80% มูลค่าการซื้อขาย 21.50 ล้านบาท

    *เปิดโผ10 หุ้นที่แนวโน้มโตโดดเด่นช่วง Q4/52 และ Q1/53*

    ฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยนครหลวงไทย(SCRI)เปิดโผ10 หุ้นที่แนวโน้มเติบโตโดดเด่นช่วง Q4/52 และ Q1/53 ประกอบด้วย

    TOP โดยคาดว่า จะมีผลประกอบการ Q4/52 มีกำไร 652 ลบ. คาด YoY ดีขึ้นจาก Q4/51 ที่ขาดทุนสต็อกจำนวนสูง แต่ยังคงลดลง QoQ จาก GRM ธุรกิจโรงกลั่น และ P2f ธุรกิจอโรเมติกส์ที่ลดลง ทั้งนี้สัดส่วน ธุรกิจอะโรเมติกส์ของ TOP โดยเฉพาะในส่วนผลิตภัณฑ์ เบนซีนที่มีส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีมีน้อยกว่า PTTAR ทำให้คาดการ ลดลง QoQ สูงกว่า ทั้งนี้มองว่าราคาที่เหมาะสม ที่ 55 บาท

    PTTAR คาด YoY ดีขึ้นมากจาก Q4/51 ที่ขาดทุนสต็อกจำนวนสูง แต่ยังคงลดลงQoQ จาก GRM ธุรกิจโรงกลั่นและP2F ธุรกิจอะโรเมติกส์ที่ลดลง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม Q4/52 มีการ Reverse ขาดทุนสต็อกและบันทึกกำไรจาก LCM ค่อนข้างสูง ส่งผลให้กำไรลดลงจาก Q3/52 ไม่มาก ให้ราคาเหมาะสมที่ 27.76 บาท

    GLOW คาดกำไร YoY ฟื้นตัวขึ้นมากจาก Q4/51 ที่ยังคงมีผลกระทบจากการลด run ของลูกค้าอุตสาหกรรม และมี upplanned shutdown ของโรงไฟฟ้าถ่านหินใน Q4/51 สำหรับ QoQ กำไรปกติคาดทรงตัว โดยแนวโน้มในส่วนของปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้า ภาคอุตสาหกรรมยังคงทรงตัวได้ดีต่อเนื่องจาก

    Q3/52 ขณะที่มีอัตรากำไรขั้นต้นของการจำหน่าย ไฟฟ้าที่ดีขึ้นเป็นปัจจัยหนุน อย่างไรก็ตามในQ4/52 โรงไฟฟ้า IPP มีแผนหยุด Shutdown และคาดกำไรสุทธิลดลงจากการที่ Q3/52 มีการบันทึกกำไรจาก FX ให้ราคาเหมาะสม ที่ 37.00 บาท
    TMT โดยปริมาณขายใน Q4/52 ลดลง 20% QoQ และ 13% YoY เป็น 57,200 ตัน ประกอบกับ GPM ที่ลดลงตามต้นทุนที่ขยับขึ้น ส่งผลให้กำไรลดลง 35% YoY และ QoQ ให้ราคาเหมาะสมที่ 6.20 บาท

    TSTH จากการชะลอตัวชั่วคราวของกำลังซื้อ ภายหลังจากที่มีการสะสมสินค้าคงคลังต่อเนื่อง ในช่วงไตรมาสก่อน ประกอบกับราคาเหล็กในตลาดโลกที่มีการปรับลงเป็นบางช่วง ทำให้บริษัท GPM ปรับลดลง นอกจากนี้ บริษัทเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายจากโรงถลุงเหล็กขนาดย่อม จึงทำให้กำไรใน Q3/52 (ต.ค.-ธ.ค. ) ปรับลดลงทั้ง YoY และ QoQ ให้ราคาเหมาะสมที่ 2.61 บาท
    PS จากรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ ที่ 7,596 ล้านบาท เติบโต 79.4% YoY และ 98.5% QoQ ขณะที่ GPM ที่ 40% สุงกว่า 9 เดือนในปี 52 ที่ 36.1% จากการปรับต้นทุนทำให้มีอัตราการทำกำไรขั้นต้นสูงกว่า ปกติ ส่งผลให้กำไรสุทธิใน Q4/52 เติบโต 92% YoY และ 15.5% QoQ ให้ราคาเหมาะสม 22.10 บาท

    SPALI Presale ใน Q4/52 เติบโตถึง 6,170 ล้านบาท ขณะที่การเริ่มโอนกรรมสิทธิ์จาก Backlog โครงการ คอนโดมิเนียม City home รัชดา-ปิ่นเกล้า และ Casa Riva Vista 2 บวกกับโครงการแนวราบ สะท้อนระดับการเติบโตที่ 180% YoY และ 2%QoQ ให้ราคาเหมาะสมที่ 7.30 บาท
    CPN กำไรจากการขยายสิทธิการเช่า เช็นทรัล ปิ่นเกล้า ให้กับ กองทุน CPNRF จะถูกบันทึกใน Q4/52 โดย SCRI คาดกำไรพิเศษหลังจากการหักภาษีที่ประมาณ 2,000 - 2,200 ล้านบาท ให้ราคาเหมาะสมที่ 27.75 บาท
    MAJOR ราคาเหมาะสม 11.50 บาท กำไรสุทธิคาดว่าจะเพิ่มสูง QoQ และ YoY จาก 1 .การฟื้นตัวของธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่มีหนังหลายเรื่องที่ทำรายได้สูงกวา 10ล้านบาท ประกอบการปรับขึ้นค่าตั๋วหนัง ทำให้ราคาตั๋วเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2. มีรายได้ค่าเช่าพื้นที่รับล่วงหน้าจากสัญญาเช่าระยะยาวของสาขา Esplanade แคราย และ 3. รับรู้ผลกำไรจากบริษัทร่วมทุนดีขึ้น
    CK ราคาเหมาะสม ที่ 7.10 บาท คาดรายได้ใน Q4/52 ใกล้เคียงกับ Q3/52 ที่ 1,600 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างเตรียมงานก่อสร้างงานใหม่ ขณะที่งานจากรัฐออกมาไม่มากนัก ทำให้คาดบริษัทมีผลขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรจากการขายหุ้นน้ำประปาไทย หลังหักภาษีที่ 450 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีกำไรใน Q4/52 ประมาณ 250 ล้านบาท

    *โบรกฯมอง TSTH -TMT รับอานิสงส์ ไทยเข้มแข็ง *

    เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าแนะนำนักลงทุนรอซื้อหุ้นของ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TSTH เมื่ออ่อนตัว เนื่องจากโรงถลุงเหล็กยังมีความล่าช้า ประกอบกับผลประกอบการในไตรมาส 3/2553 น่าผิดหวัง จึงได้ปรับประมาณการกำไรในปี 2553 (สิ้นสุดเม.ย. 2552 - มี.ค. 2553) ลง
    แต่ยังประเมินว่า TSTH เป็นหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาวจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจะทำให้ความต้องการใช้เหล็กขยายตัวและยังเป็นผู้ผลิตเหล็กเส้นรายใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีทั้งเตาหลอม และโรงถลุงเหล็กขนาดย่อม (Mini Blast Furnace) ขณะที่ประเมินกำไรสุทธิในปีนี้ของ TSTH ไว้ที่ 496 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่ทำได้ 81 ล้านบาท ส่วนราคาเป้าหมายให้ไว้ที่ 2.3 บาท/หุ้น

    ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูไนเต็ด ระบุว่าได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้น บริษัท ค้าเหล็กไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMT โดยประเมินว่าในปีนี้ภาวะตลาดเหล็กในไทยจะได้รับแรงผลักดันจากโครงการก่อสร้างของภาครัฐและเอกชน ทำให้มีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังคาดว่าผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 8-9 % แต่สถานการณ์ด้านการเมืองที่ยังไม่มีเสถียรภาพประเมินอย่างระมัดระวัง

    ส่วนผลประกอบการในไตรมาส 4/2552 คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 1,325 ล้านบาท ลดลง 30% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และมีกำไรประมาณ 44 ล้านบาท ลดลง 36% ขณะที่ทั้งปี 2552 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 249 ล้านบาท ลดลง 63% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม TMT มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีการจ่ายเงินปันผลในระดับ 0.4-0.45 บาท/หุ้น และมีโอกาสที่กำไรในปี 2553 จะเติบโต 13% จึงแนะนำถือ เพื่อรอประกาศจ่ายเงินปันผล โดยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 5.20 บาท/หุ้น

    *วงการ เชียร์เก็งกำไร CK, PS กำไรโดดเด่นปี 53 ส่วน SPALI จ่ายปันผลงาม*

    นักวิเคราะห์ บล.คันทรี่กรุ๊ป กล่าวว่าคาดการณ์ผลประกอบการ CK ในไตรมาส 4/52 จะมีกำไร ฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาส 3 /52 ที่ขาดทุน 185.07 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 4 CK จะมีการรับรู้รายได้จากการขายหุ้น TTW มูลค่าประมาณ 200-300 ล้านบาท

    ทั้งนี้ คาดการณ์รายได้ปี 53 จะใกล้เคียงกับปี 52 โดย CK มี Blacklog อยู่ประมาณ 1.5 หมื่นล้านที่รอรับรู้รายได้ ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 53 ประมาณ 1.5-2 พันล้านบาท โดยจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/53 ขณะที่คาดการร์กำไรในปี53 จะอยู่ที่ประมาณ 293 ล้านบาท เติบโตจากปี 52 ที่มีกำไรไม่รวมการขายหุ้น TTW อยูที่ 156 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดีกลุ่มรับเหมาก่อสร้างยังคงมีความเสี่ยงจากความล่าช้าของโครงการลงทุนภาครัฐ เช่นโครงการประมูลจะถูกเลื่อนไปจากแผนงานหรือไม่ เพราะคาดการณ์ในปีนี้ปริมาณงานภาครัฐจะมีเพิ่มสูงขึ้น

    ดังนั้นจึงแนะนำเก็งกำไร CK ประเมินราคาเป้าหมาย 8.58 บาท

    นักวิเคราะห์บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการธุรกิจอสังหาฯในไตรมาส 4/52 คาดจะออกมาดีกว่าไตรมาส 3/52 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้นจึงทำให้ยอดขายในไตรมาสดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น
    ขณะที่แนวโน้มธุรกิจในปี 53 คาดการณ์จะออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะ PS คาดว่าในปี 53 จะมีกำไรเติบโตสูงสุดในกลุ่ม โดยคาดการณ์จะเติบโตประมาณ 19% จากปี 52 สูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาฯ คาดการณ์ จะมีกำไรเติบโตประมาณ 8% สาเหตุที่ทำให้ในปี 53 PS จะมีกำไรที่โดดเด่นสุดเพราะ PS มียอดขายที่ค้างมาจากปี 52 เป็นจำนวนมาก และจะรับรู้รายได้ในปี 53 ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ในปี 53 PS ยังเตรียมที่จะเปิดโครงการเพิ่มอีกจำนวนหลายโครงการ ดังนั้นแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 22.20 บาท

    ส่วน SPALI มองว่ามีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายปันผลในอัตราสูง โดยคาดการณ์ในปี 53 จะจ่ายปันผลสูงถึง 9.4% ขณะที่ P/E ยังอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก คาดการณ์ประมาณ 4.8 เท่า ดังนั้นจึงแนะนำซื้อ ประเมินราคาเหมาะสม 7.65 บาท

    *บล.เคจีไอ มอง TOP แนะนำ ‘ซื้อ’ ราคาเป้าหมายที่ 56.50 บาท*

    บทวิเคราะห์ บล. เคจีไอ. คาดว่า TOP จะรายงานกำไรสุทธิใน 4Q/52 ที่ 1.9 พันล้านบาท ลดลง 4.6% QoQ แต่พลิกจากที่เคยขาดทุนสุทธิ 8.4 พันล้านบาทใน Q4/51 เมื่อหักกำไรจากอัตรการแลกเปลี่ยน คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.2% QoQ และพลิกจากที่เคยขาดทุนจากการดำเนินงาน 8.9 พันล้านบาท เราคาดว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในระหว่างไตรมาส และทำให้เกิดกำไรจากสินค้าคงคลัง (รวม LCM) ที่ 2.9 เหรียญต่อบาร์เรล (จาก 0.7 เหรียญต่อบาร์เรลใน 3Q09) จะมากพอที่จะหักกลบกับค่าการกลั่นในตลาดที่ลดลง –0.9 เหรียญต่อบาร์เรล (จาก 0.7 เหรียญต่อบาร์เรลใน 3Q09) ส่วนแบ่งกำไรจาก TPX จะลดลงเล็กน้อย เนื่องจากส่วนต่างราคาพาราไซลีนลดลงในขณะที่ส่วนต่าง 500SN-HSFO ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยผลักส่วนแบ่งกำไรจาก TLB

    ทั้งนี้คาดว่ากำไรสุทธิในปี 2552 ของ TOP จะอยู่ที่ 12.3 พันล้านบาท (เพิ่ม 12.0%จากประมาณการเดิม) หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 6.21 บาทต่อหุ้น เพิ่มจาก 224 ล้านบาท หรือ 0.11 บาทต่อหุ้นในปี 2551 จากแผนการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบัน คาดว่า TOP จะจ่ายเงินปันผลในระดับที่น่าสนใจที่ 3.0 บาทต่อหุ้น ในปี 2552 คิดเป็นอัตราการการจ่ายเงินปันผลที่ 48.3% ซึ่งหมายถึงว่าเงินปันผลสำหรับผลประกอบการใน 2H09 จะอยู่ที่ 1.95 ต่อหุ้น หรือคิดเป็นผลตอบแทนในรูปเงินปันผลที่ 4.8% ในปี 2553 คาดว่าธุรกิจโรงกลั่นที่ดีขึ้นจะช่วยชดเชยกำไรจากการสินค้าคงคลังที่มีเป็นจำนวนมากในปี 25512 ในขณะที่เราคาดว่าส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์จะยังทรงตัว คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานในปี 2553 จะอยู่ที่ 11.0 พันล้านบาท เพิ่มเล็กน้อยจาก 10.9 พันล้านบาทในปี 2552คงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 56.50 บาท

    * บล.บัวหลวง มอง PTTAR แนะนำซื้อ เป้าหมายพื้นฐาน 34.00 บาท*

    บทวิเคราะห์ บล. บัวหลวง วิเคราะห์ PTTAR โดยระบุว่าแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/53 และแนวโน้มการควบรวมบริษัทในกลุ่ม PTT (PTTAR น่าจะเป็นหนึ่งในบริษัทหลักในแผนควบรวม) จะเป็นปัจจัยหลักผลักดันราคาหุ้นในระยะสั้น นอกจากนี้ คิดว่าบริษัทซึ่งมีสัดส่วนธุรกิจอะโรเมติคส์มากที่สุดในกลุ่มหุ้นโรงกลั่น จะสามารถรักษาราคาหุ้นไว้ได้แข็งแกร่งในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนเหมือนว่าจะฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อแนวโน้มอะโรเมติคส์ นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่กำไรจะปรับตัวขึ้น จากกำไร

    จากสต็อกน้ำมัน และผลประโยชน์จาก Synergy ปัจจุบัน PTTAR ซื้อขายที่ PBV ปี 2553 ที่ 1.0 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 1.5 เท่าและค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.6
    เท่า คิดว่าการซื้อที่มูลค่าต่ำไม่เหมาะสม เนื่องจากมีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่ง และ ROE สูงที่ 18.7% ในปี 2553 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 14.9%

    คาดกำไรไตรมาส 4/52 จะอ่อนตัวลงเล็กน้อย QoQ: คาดว่า PTTAR จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/52 ที่ 1,573 ล้านบาท กลับจากเดิมที่ขาดทุน 10,679
    ล้านบาทในไตรมาส 4/51 แต่ลดลง 8% QoQ หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรปกติจะอยู่ที่ 504 ล้านบาท ลดลง 70% YoY และ 68% QoQ จากส่วนต่างอะโรเมติคส์ลดลง
    แม้ว่าค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

    นอกจากคาดว่าค่าการกลั่นจะดีขึ้นในไตรมาส 1/53...คาดว่ากำไรของ PTTAR จะฟื้นตัวทั้ง YoY และ QoQ ในไตรมาส 1/53 เนื่องจากค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น
    และส่วนต่างอะโรเมติคส์สูงขึ้น ค่าการกลั่นในไตรมาส 1/53 คาดว่าจะฟื้นตัวเนื่องจาก 1) อุปสงค์ต่อ distillate ฟื้นตัว และ 2) ผู้ประกอบการหลายรายปรับลดอัตราการใช้
    กำลังการกลั่น แต่อย่างไรก็ตามระดับสต็อกที่สูงจะจำกัดไม่ให้ค่าการกลั่นปรับตัวขึ้นมากนัก
    …ยังคาดว่าส่วนต่างอะโรเมติคส์จะปรับตัวขึ้นเช่นกัน: ส่วนต่างอะโรเมติคส์ทั้งพาราไซลีนและเบนซีน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/53 จากปัจจัยฤดูกาลก่อนช่วง
    ตรุษจีน และการขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากการลดปริมาณการผลิต ผู้บริหารคาดว่าส่วนต่างอะโรเมติคส์จะทรงตัวที่ระดับสูง (ใกล้เคียงกับในปี 2552) เนื่องจากคาดว่า
    อุปสงค์จะขยายตัวตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ขณะที่มีกำลังการผลิตใหม่เพียงแห่งเดียวที่จะเริ่มดำเนินงานในปีนี้ (และยังไม่เริ่มดำเนินงานจนกว่าจะถึงไตรมาส 4/53)
    แนะนำซื้อ เป้าหมายพื้นฐาน 34.00 บาท

    * บล.เอเซียพลัส มอง MAJOR แนะนำ ซื้อ Fair Value 11.50 บาท *

    บทวิเคราะห์ บล. เอเซียพลัส วิเคราะห์ MAJOR ว่า นอกจากธุรกิจโรงภาพยนตร์ของ MAJOR จะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของ
    เศรษฐกิจและช่วงฤดูกาลแล้ว และการเปิดแกรนด์โอเพ่นนิ้งโรงภาพยนตร์ 16 โรงที่เอสพลานาด รัตนาธิเบศน์ (งามวงศ์วาน-แคลาย) ตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว
    ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในงวด 4Q52 ยังประสบผลสำเร็จอย่างมากถึง 3 เรื่องด้วยกัน โดยมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้ Box Office เกิน 200 ล้านบาทถึง 2 เรื่องคือ อวตาร และ
    2012 และมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้ 150 ล้านบาท 1 เรื่อง คือรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ส่งผลให้คาดว่า รายได้จากการขายตั๋วภาพยนตร์และขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มจะเติบ
    โตสูงเกิน 20% qoq และคาดว่ารายได้ค่าโฆษณาและสนับสนุนการตลาดจะเพิ่มขึ้นราว 6% qoq รวมทั้งคาดว่าจะรับรู้รายได้ค่าเซ้งพื้นที่เช่าคอมเพล็กซ์เอสพลานาด รัต
    นาธิเบศน์ในงวด 4Q52 ราว 100 ล้านบาท นอกจากนี้ MPIC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ MAJOR ยังประสบผลสำเร็จจากการจัดจำหน่าย VCD และ DVD ทำให้คาดว่ารายได้
    ในส่วนนี้จะเติบโต 12% qoq ส่งผลให้คาดว่ารายได้ค่าบริการโดยรวมจะเติบโต 25% qoq และคาดว่าจะหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมขยับขึ้นจาก 29.3% ในงวด 3Q52
    เป็น 32.4% ส่งผลให้คาดว่าในงวด 4Q52 จะมีกำไรสุทธิ 132 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวด 3Q52 อย่างไรก็ตามหากไม่นับรวมกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ในงวด
    3Q52 ราว 82 ล้านบาท คาดกำไรปกติงวด 4Q52 จะเติบโตจากงวด 3Q52 ถึง 1.4 เท่าตัว
    ด้วยผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่งวด 4Q52 ประกอบกับในปี 2553 มีหนังฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายจำนวนมาก อาทิ นเรศวรภาค 3 องค์บาก 3 แฮร์รี่
    พอตเตอร์ภาคใหม่ และในงวด 1Q53 แม้เป็นช่วง Low Season แต่คาดว่าผลการดำเนินงานของ MAJOR ยังฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้ส่วนที่เหลือของ
    ภาพยนตร์ อวตาร และยังรับรู้รายได้จากภาพยนตร์ไทยเรื่อง “32 ธันวา” ที่สามารถทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท โดยภาพยนตร์ดังกล่าวสร้างโดยกลุ่ม MPIC ทำให้
    MAJOR ยังสามารถรับรู้กำไรจากภาพยนตร์ดังกล่าวด้วย ดังนั้นจึงคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2553 จะเติบโตจากปี 2552 เกิน 50% และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องอีก 20% ในปี
    2554 จากบริษัทร่วม SF ที่จะรับรู้รายได้โครงการขนาดยักษ์ที่ร่วมทุนกับ IKEA ที่บางนาในปี 2554 นอกจากนี้ MAJOR มีแผนที่จะนำโครงการรัชโยธินอเวนิว ซึ่งเป็น
    โครงการพื้นที่เช่าที่ร่วมทุนกับ SF มาขายเข้ากองทุนเมเจอร์พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ภายในปีนี้ โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะมีมูลค่าราว 1.5 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้
    MAJOR สามารถรับรู้กำไรพิเศษเข้ามาเพิ่มเติมอีกซึ่งฝ่ายวิจัยยังไม่รวมในประมาณการ ด้วยประเด็นบวกดังกล่าวฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานของ MAJOR ซึ่ง
    คำนวณด้วยวิธี DCF โดยปรับเพิ่ม Terminal Growth Rate จาก 4% เป็น 5% ได้ Fair Value ใหม่ที่ 11.50 บาท ซึ่งมี Upside จากราคาปัจจุบัน 22.3% ดังนั้นฝ่ายวิจัย
    จึงขอปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ”

    โผหุ้นที่มีแนวโมเติบโตโดดเด่นในช่วง Q4/52 และ Q1/53
    Stock Fair Price (Bt) Net Profit 4Q09F % yoy
    TOP 55 652 n.m.
    PTTAR 28.65 1,478 n.m.
    GLOW 37 842 151%
    TMT 6.20 46 -33%
    TSTH* 2.61 75 -103%
    PS 22.10 1,663 92%
    SPALI 7.30 600 180%
    CPN 28 2,547 434%
    MAJOR 11.50 148 244%
    CK 7.1 250 n.m.
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Arsenal1983 : 27th-January-2010 เมื่อ 04:13

  2. #2
    S2M Platinum Member รูปส่วนตัว Turbo
    สมัครเมื่อ
    13 Sep 2008
    โพส
    12,487
    1
    รับคำขอบคุณ 353 ครั้ง

    มาตรฐาน

    ขอบพระคุณครับ

ตอบกลับกระทู้

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด
สมาชิก สัมมนาหุ้น บริการของเรา รายการทีวี ติดต่อเรา ติดต่อทีมงาน
วิธีการสมัครสมาชิก
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
จองคอร์สสัมมนา
ตรวจสอบรายชื่อ
แจ้งการชำระเงิน
S2M Café
สั่งซื้อหนังสือ
กล่องสนทนา
E-Newletter
StockRadars
ดูข้อมูลหุ้นไทยรายวัน
ดูกราฟหุ้นไทยรายตัว
ค้นหาข่าวหุ้นรายตัว
แกะรอยหุ้น
เม่าปีกเหล็ก
แกะรอยหยักสมอง
GEN-I
โฆษณา
ร่วมงานกับเรา
การเดินทาง
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 18:05.
ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin™ รุ่น 4.0.6 | ภาษาไทยโดย iCafeZone.Net
Copyright © 2014 vBulletin Solutions, Inc. All rights reserved.
หุ้น โดย S2M Team ติดต่อ admin@stock2morrow.com