ลงทุนหุ้นแนวปัจจัยพื้นฐาน - COM7 JMART ได้ประโยชน์จากไอโฟน 10 ? / โดย ลงทุนแมน

ลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน

โดย Stock2morrow
5 ตุลาคม 2560    |    16,856 Views

 

COM7 JMART ได้ประโยชน์จากไอโฟน 10 ? / โดย ลงทุนแมน


วันนี้มาพูดถึงเรื่องหุ้นที่มีในตลาดหลักทรัพย์กันบ้าง


หลังจากที่ Apple ได้เปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ โดย iPhone 8 เปิดขายวันที่ 22 ก.ย. และ iPhone X เปิดขาย 3 พ.ย. แล้วร้านขายไอโฟนไหนในประเทศไทยที่ได้ประโยชน์บ้าง?

 

เวลาที่มีการเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ๆ นักลงทุนมักจะพูดถึงหุ้นที่ได้รับประโยชน์ จากยอดขายที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งคือผู้ที่ทำธุรกิจตัวแทนจำหน่ายมือถือ อย่าง COM7 และ JMART ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

 

ในไทยนั้นยังไม่มีกำหนดวางขายไอโฟน แต่คาดว่าน่าจะเป็นช่วงเดือน พ.ย. ซึ่งราคาเริ่มต้น น่าจะไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท

 

สองบริษัทนี้ขายแต่มือถืออย่างเดียวหรือเปล่า ?

 

บริษัท คอมเซเว่น หรือ COM7 ประกอบธุรกิจดังนี้

 

- ร้านค้าปลีก สินค้าไอที และมือถือ ได้แก่

ร้าน BaNANA ซึ่งขายคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอที มือถือ แท็บเล็ต มี 141 สาขา และขายสินค้าไอทีมือสองภายใต้ แบรนด์ BaNANA Sure (ขายหน้าร้าน BaNANA 60 สาขา)

ร้าน BaNANA Mobile และ BKK Shop ขายมือถือ และอุปกรณ์เสริม มี 22 และ 38 สาขา ตามลำดับ

ร้าน Studio7 ขายสินค้าแบรนด์ Apple มี 94 สาขา เป็นตัวแทนจำหน่าย Apple ที่มีสาขาเยอะสุดในไทย

ร้าน Samsung Shop ขายสินค้าแบรนด์ Samsung มี 10 สาขา

 

- บริการลูกค้า ได้แก่

ร้าน iCare ซ่อมและบริการสินค้าแบรนด์ Apple มี 19 สาขา เป็นตัวแทนที่สาขาเยอะสุดในไทย

ร้าน TRUE by Comseven ได้สิทธิ์ร่วมบริหาร ขายสินค้าและบริการในร้าน True Shop มี 44 สาขา

- บริการภาคธุรกิจ ภายใต้ชื่อ BaNANA Business ให้บริการจัดหาสินค้า บริการด้านไอที เขียนโปรแกรม โดยมุ่งเน้นไปที่ภาค SME

- ร้านค้าปลีกออนไลน์ ภายใต้ชื่อ BaNANA Store ขายสินค้าของบริษัททางออนไลน์

 

 

ส่วนบริษัท เจ มาร์ท หรือ JMART ประกอบธุรกิจดังนี้

 

- ขายมือถือ อุปกรณ์เสริม ของผู้ผลิตหลักทุกราย ขาย SIM และบัตรเติมเงิน ของผู้ให้บริการหลักทุกเครือข่าย มีร้านจำหน่าย 301 จุด

- ถือหุ้นบริษัท JMT (56%) และ บริษัท J Fintech (90%) ทำธุรกิจติดตามและบริหารหนี้ รวมทั้งให้บริการสินเชื่อลิสซิ่งและสินเชื่อรายย่อย

- ถือหุ้นบริษัท J (68%) ทำธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในส่วนของธุรกิจมือถือภายในศูนย์การค้า

- ขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทางออนไลน์ ภายใต้ชื่อ Smart Item

- ถือหุ้นบริษัท SINGER (25%) ซึ่งทำธุรกิจขายอุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

จะเห็นได้ว่า นอกจากขายมือถือแล้ว ทั้งสองบริษัท ยังมีธุรกิจอื่นๆ COM7 ขายสินค้าและให้บริการด้านไอที ส่วน JMART มีธุรกิจสินเชื่อและบริหารพื้นที่การขาย

 

สองบริษัทนี้ ผลประกอบการเทียบกันเป็นอย่างไร ?

 

(ภาพข้อมูล : SET)

 

COM7 ปัจจุบัน Market Cap ประมาณ 16,440 ล้านบาท

 

ปี 2558 รายได้ 14,992 ล้านบาท กำไร 268 ล้านบาท คิดเป็น Net Profit Margin 1.79%

ปี 2559 รายได้ 17,212 ล้านบาท กำไร 407 ล้านบาท คิดเป็น Net Profit Margin 2.36%

 

โดยรายได้จากมือถือคิดเป็น 56% สินค้าไอที 27%

 

 

JMART ปัจจุบัน Market Cap ประมาณ 12,335 ล้านบาท

 

ปี 2558 รายได้ 9,972 ล้านบาท กำไร 323 ล้านบาท คิดเป็น Net Profit Margin 3.24%
ปี 2559 รายได้ 11,232 ล้านบาท กำไร 438 ล้านบาท คิดเป็น Net Profit Margin 3.90%

 

โดยรายได้จากมือถือคิดเป็น 81%

 

 

จากข้อมูล เราจะเห็นว่า COM7 มียอดขาย และมูลค่าบริษัทที่ใหญ่กว่า แต่ JMART มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่า แต่ตัวเลขก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก เรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกัน

 

โดยปกติธุรกิจค้าปลีกไอที จะมีอัตรากำไรที่ต่ำ เมื่อเทียบกับสินค้าประเภทอื่น เช่น BEAUTY ที่ขายสินค้าเพื่อความงาม มี อัตรากำไร 25-30% หรือ HMPRO ที่ขายสินค้าเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย มีอัตรากำไร 6-7%

 

เนื่องจากมีการออกกลยุทธ์ด้านราคามาแข่งขัน เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นการบริหารจัดการต้นทุนในการดำเนินงาน จึงเป็นส่วนสำคัญของการสร้างกำไร

 

ก็ต้องมาลุ้นกันว่า iPhone รุ่นใหม่เปิดตัว จะมีผลกระทบสองบริษัทนี้อย่างไร แต่ที่น่าสนใจคือ Apple ได้มีแผนที่จะมาเปิด Apple Store แห่งแรกในเมืองไทยแล้ว โดยมีการคาดการณ์กันว่าจะเปิดในโครงการ ไอคอนสยาม ที่เจริญนคร ของเครือสยามพิวรรธน์ผู้เป็นเจ้าของห้างชื่อดังอย่างพารากอน

 

สรุปแล้วตลาดนี้น่าจะเป็นตลาด red ocean หรือตลาดที่มีการแข่งขันโดยสมบูรณ์แบบ ทั้งร้านค้าปลีกที่เป็นเชนขนาดใหญ่ ร้านค้าปลีกรายย่อยตามตู้มือถือ คนที่หิ้วมาขาย รวมถึงผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออย่าง AIS DTAC TRUE ก็ขายเครื่องลดราคาพ่วงแพคเกจ และนี่เจ้าของแบรนด์อย่าง Apple เข้ามาเปิดร้านขายเองอีก

 

มาร์จินก็เลยบางอย่างที่เห็น net profit margin 2% ถ้าพูดให้เห็นภาพ ถ้าไอโฟนราคา 30,000 บาท ตลาดนี้จะเอากำไรแค่ 600 บาท..

 

หมายเหตุ การลงทุนมีความเสี่ยง บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำให้ซื้อหุ้นที่กล่าวถึง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

credit: Annual Report COM7 2016, Annual Report JMART 2016

  Shared
Subscribe

ลงทุนแมน

 

เล่าเรื่องการลงทุน

แบบเข้าใจได้ง่ายๆ

ติดตามเพจลงทุนแมนได้ที่ 

https://www.facebook.com/longtunman/ 

 

 


ดูบทความทั้งหมด

Stock2morrow


Line Official


@Stock2morrow