ข่าวสารการลงทุน - 5 อัศวินผู้ครองโลก 2017 / โดย ลงทุนแมน

ลงทุนแมน

 

บริษัทที่ใหญ่ที่สุด 5 อันดับแรกของโลก (มูลค่าตามราคาตลาด)

 

 

อันดับที่ 5 Amazon.com Inc. มูลค่า 15.7 ล้านล้านบาท

Amazon เป็นบริษัทค้าปลีกบนอินเตอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นโดย Jeff Bezos เมื่อปี 1994 หรือ 23 ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ ก่อนที่จะค่อยๆ ขยายไปขายสินค้าอื่นๆ จนแทบจะมีขายทุกอย่างในปัจจุบัน

 

นอกเหนือจากธุรกิจ e-commerce แล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก เช่น Kindle (ที่อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์), Kindle Fire (แทบเล็ต), Fire TV (Media Player) และ Amazon Echo (ลำโพงอัจฉริยะ) รวมไปถึงสินค้าระดับล่างอย่างสาย USB ภายใต้แบรนด์ AmazonBasics

 

โครงสร้างรายได้ของ Amazon 

72% มาจากธุรกิจขายสินค้า (Amazon Products)
18% มาจากธุรกิจสื่อบันเทิง (Amazon Media)
9% มาจากธุรกิจ Cloud Computing (Amazon Web Services)
1% มาจากธุรกิจอื่นๆ

 

 

อันดับที่ 4 Facebook Inc. มูลค่า 16.5 ล้านล้านบาท

Facebook ผู้ให้บริการ social network ที่ใหญ่ที่สุดและมีคนใช้งานมากที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นโดย Mark Zuckerberg, Eduardo Saverin, Andrew McCollum, Dustin Moskovitz, และ Chris Hughes และเปิดให้ใช้บริการครั้งแรกในปี 2004 หรือ 13 ปีที่แล้ว เรียกได้ว่าเด็กที่สุดใน 5 อันดับ

 

เดิมทีถูกจำกัดให้ใช้แค่เฉพาะภายในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเท่านั้น ก่อนที่จะขยายไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในไอวีลีค และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และขยายออกไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เปิดให้ทุกคนที่อายุ 13 ปีขึ้นไปสามารถใช้ได้ในปี 2006

 

Facebook ยังเป็นเจ้าของบริษัทย่อยอื่นๆ อีก อย่างเช่น Instagram, WhatsApp, และ Oculus VR อีกด้วย

 

โครงสร้างรายได้ของ Facebook

 

97% มาจากค่าโฆษณา (Facebook Ads)
3% มาจากธุรกิจอื่นๆ

 

 

อันดับที่ 3 Microsoft Corp มูลค่า 19.6 ล้านล้านบาท

Microsoft บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกอย่าง Windows ก่อตั้งขึ้นโดย Bill Gates และ Paul Allen ตั้งแต่ปี 1975 หรือเมื่อ 42 ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากการเขียนโปรแกรมขาย (BASIC interpreters) ก่อนจะครองตลาดด้วยระบบปฏิบัติการ MS-DOS และตามมาด้วย Microsoft Windows ที่เราใช้กัน

 

นอกเหนือจาก Windows แล้ว ยังเป็นเจ้าของโปรแกรมอย่าง Microsoft Office, Outlook.com (E-mail), Bing (Search Engine), Skype, Azure (Cloud Computing), และ Linkedin (Social Network) รวมไปถึงฮาร์ดแวร์อย่าง Surface (แทบเล็ต) และ Xbox (เครื่องเล่นเกม)

 

โครงสร้างรายได้ของ Microsoft


28% มาจาก Microsoft Office
22% มาจาก Windows Server และ Microsoft Azure
11% มาจาก Xbox
9% มาจาก Windows
7% มาจากค่าโฆษณา (Bing, Microsoft Advertising)
5% มาจากแทบเล็ต Surface
18% ที่เหลือมาจากธุรกิจอื่นๆ

 

 

อันดับที่ 2 มูลค่า Alphabet Inc. 22.5 ล้านล้านบาท

Alphabet คือชื่อบริษัทแม่ของ Google หลังการปรับโครงสร้างบริษัทเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นผู้ให้บริการ Search Engine ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก มีที่มาจากการเป็นโปรเจคงานวิจัยปริญญาเอกของ Larry Page และ Sergey Brin ในปี 1996 หรือเมื่อ 21 ปีที่แล้ว ก่อนจะตั้งเป็นบริษัทในอีก 2 ปีต่อมา

 

Google ตั้งต้นด้วยเงินทุนที่ได้รับจากคน 4 คน ซึ่ง 1 ในนั้นคือผู้ก่อตั้ง Amazon.com อย่าง Jeff Bezos และยังเคยเสนอขายธุรกิจให้กับบริษัท Excite ในราคา 1 ล้านเหรียญ และ 750,000 เหรียญ แต่ก็ถูกปฏิเสธไป

 

ผลิตภัณฑ์และบริการของ Google ที่เราคุ้นเคยกันก็ไล่ตั้งแต่ตัวเวป Google (Search Engine), Chrome (เวปบราวเซอร์), Google Map (แผนที่), Picasa (โปรแกรมรูปภาพ), Gmail (E-mail), YouTube ไปจนถึงระบบปฏิบัติการ Android และโทรศัพท์มือถือ Pixel Phone

 

โครงสร้างรายได้ของ Alphabet


88% มาจากค่าโฆษณา (Google Adwords, YouTube)
11% มาจาก Android, Google play, และ Pixel
1% ที่เหลือมาจากธุรกิจอื่นๆ

 

 

อันดับที่ 1 Apple Inc. มูลค่า 26.8 ล้านล้านบาท

Apple ครองตำแหน่งบริษัทที่มูลค่ามากที่สุดในโลก โดยเป็นผู้พัฒนาและจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก่อตั้งขึ้นโดย Steve Jobs, Steve Wozniak, และ Ronald Wayne เมื่อปี 1976 หรือเมื่อ 41 ปีที่แล้ว

 

เส้นทางความสำเร็จของ Apple เรียกไม่ได้ว่าสวยหรูมาโดยตลอด ซึ่งก็เคยย่ำแย่และมีปัญหาภายในถึงขนาดที่ Steve Jobs ลาออกจากบริษัทไปตั้งบริษัทใหม่ (NeXT) ในปี 1985 ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งประธานบริหารอีกครั้งในปี 1997 หลังการควบรวมของ Apple และ NeXt

 

ปัจจุบันมีสินค้าและบริการที่ติดตลาดมากมาย ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์อย่าง iPhone, iMac (คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ), MacBook (โน๊ตบุ๊ค), iPad (แทบเล็ต) ,iPod (เครื่องฟังเพลงพกพา), Apple Watch (นาฬิกาอัจฉริยะ) ไปจนถึงซอฟท์แวร์อย่างระบบปฏิบัติการ macOS และ iOS, iWork (ง่ายๆ คือ Office ของแมค), App Store (แพลทฟอร์มขายแอพลิเคชั่น), และ iTunes (โปรแกรมบริหารจัดการเพลง)

 

โครงสร้างรายได้ของ Apple


63% มาจาก iPhone
11% มาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ (Mac)
11% มาจากบริการ (Services - App Store, iCloud, etc.)
10% มาจาก iPad
5% ที่เหลือมาจากธุรกิจอื่นๆ

 

 

ทั้ง 5 บริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ มีรายได้รวมกันปีที่แล้วกว่า 18 ล้านล้านบาท เป็นกำไรรวมกัน 3 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าตามราคาตลาดรวมกัน 98.8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 6 เท่าของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

เรื่องนี้ขอจบแบบนี้โดยไม่มีข้อคิดอะไร เพราะว่าไม่ต้องมีอะไรมาบรรยายแล้ว ทุกคนไม่มีใครไม่รู้จัก 5 บริษัทนี้ อย่างน้อยตอนนี้เราก็อ่านบทความนี้ใน Facebook หลายคนคงอ่านจากในไอโฟนของ Apple แต่ก็มีบางคนอ่านจากมือถือยี่ห้ออื่นที่ใช้ระบบ Android ของ Google

 

ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุน เราควรเลือกที่จะลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้ชนะ

 

เราไม่มีทางเลยที่จะหลีกเลี่ยงสินค้าของ 5 บริษัทนี้ได้ ไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่คนอีกพันล้านคนบนโลกนี้กำลังเป็นแบบเรา คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่า ตอนนี้ มนุษยชาติกำลังอยู่ในกำมือของ 5 อัศวินผู้ครองโลก..

 


คุณชอบบทความนี้ใช่ไหมแอด
LINE : @stock2morrow
เพิ่มเพื่อน
หรือ กรอก E-mailเพื่อรับบทความ
ลงทุนแมน

 

เล่าเรื่องการลงทุน

แบบเข้าใจได้ง่ายๆ

ติดตามเพจลงทุนแมนได้ที่ 

https://www.facebook.com/longtunman/