ธนาคาร: อยู่รอดในยุคฟินเทคได้อย่างไร?

ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ธนาคาร: อยู่รอดในยุคฟินเทคได้อย่างไร?

 

ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาคำว่า​ “ฟินเทค” กลายเป็นคำพูดที่ติดหูที่สุดในแวดวงการเงินทั่วโลก​ จากเดิมที่คนเราคุ้นเคยกับการเดินทางไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร​ ตอนนี้การทำธุรกรรมที่ปลายนิ้วโดยไม่ต้องเจอใครเลยจากทุกที่บนโลก​ (และบางทีไม่ต้องผ่านตัวกลางใดๆ)​ กำลังจะกลายเป็น​ new normal สำหรับผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย

แม้ว่าธนาคารใหญ่ๆ​ หลายเจ้าจะเริ่มไหวตัวกันแล้วบ้าง​แล้ว​ เช่น เริ่ม digitize ข้อมูลและระบบเดิมมากขึ้นหรือเริ่มทำ​ mobile banking ​ ก็ยังถือว่าเป็นการปรับตัวที่เชื่องช้ามากเมื่อเทียบกับไอเดียและความคิดที่กำลังถูกปรุงแต่งโดยทีมสตาร์ต​อัพฟินเทคใหม่ๆ​

จึงเกิดคำถามขึ้นว่าธนาคารยุคเก่าที่เราคุ้นเคยกันจะอยู่รอดอย่างไร​ ท่ามกลางคลื่นลูกใหม่ที่กำลังรุกรานถิ่นเก่าการเงินนี้

 

1.เริ่มปรับตัวเป็นธนาคาร Hybrid

บริการและการอำนวยความสะดวกที่สตารตอัพ​ฟินเทคกำลังสร้างอยู่ในขณะนี้​ เมื่อสำเร็จแล้วส่วนใหญ่มักเหนือกว่าสิ่งที่ธนาคารยุคเก่าทำได้ทั้งสิ้น

 

ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนในการทำธุรกรรม​ (ทั้งสำหรับธนาคารเองและสำหรับลูกค้า) การเสริมคุณภาพบริการแนะนำการลงทุนแบบ​ robo​ advisor ไปจนถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์​ใหม่ๆ​ เช่น การรองรับเงินฝากเป็น cryptocurrency​ หรืออำนวยความสะดวกให้ลงทุนใน​ cryptofunds​ อย่างที่ธนาคารดิจิทัลดาวรุ่งอย่าง​ Bankera (www.bankera.com) พยายามจะทำ  ดูจากเทรนด์ AI กับเทรนด์ voice command ที่ไปไกลมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ มีโอกาสสูงที่จะเกิดบริการแนะนำทางการเงินหรือ personal finance assistant แบบเดียวกับที่ Alexa ช่วยลูกค้า Amazon ซื้อของ

ผู้เขียนมองว่าในอนาคตธนาคารยุคเก่า​ไม่มีทางเลือก​อื่นมากนักนอกจากค่อยๆ​ ปรับตัวให้กลายเป็นธนาคาร​ hybrid ที่มีทั้งบริการยุคเก่าและมีบริการยุคใหม่​  ควรรับทั้งเงินสกุลปกติและสกุลดิจิทัลเมื่อมีกฎหมายรองรับ เนื่องจากบริการใหม่ๆ​ ในยุคฟินเทคและเงินดิจิทัลมีจุดเด่นที่สามารถรุกรานจุดยืนของธนาคารยุคเก่าได้แทบทุกจุด​ มันขึ้นอยู่กับแค่เวลาและการเปิดรับของภาครัฐ

 

จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าธนาคารไหนจะปรับทิศทางอย่างไรและด้วยความเร็วแค่ไหน​ เพราะทุกวันนี้ระบบหลักในธนาคารจำนวนมากก็ยังคงมีรากลึกมาจากเทคโนโลยียุคก่อนอินเตอร์​เน็ต (pre-internet technology) การปรับตัวครั้งนี้จึงยังเป็นไปได้อย่างค่อนข้างล่าช้า

 

2.ใช้ประโยชน์​จากฐานลูกค้าเดิม

 

สองสิ่งที่ธนาคารยุคเก่ามีเหนือกว่าแบบเห็นๆ​ คือฐานลูกค้าที่กว้างและความเชื่อมั่นในแบรนด์​ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาหลายสิบปี

 

บางสตาร์​ตอัพฟินเทคสามารถระดมทุนมหาศาลได้อย่างว่องไวก็จริง​ แต่สิ่งที่ท้าทายกว่ามากคือการสร้างฐานลูกค้า​ mainstream ที่แผ่กระจายไปทั่วประเทศ​อย่างที่ธนาคารยุคเก่าเคยทำสำเร็จ 

 

หลายไอเดียที่ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์​นี้​ แม้ฟังดูเหมือนว่าจะสามารถเข้า​ disrupt อุตสาหกรรม​การเงินได้​ ต้องยอมรับว่ามันยังอยู่ในช่วงพิสูจน์​ตัวเอง​ คนส่วนมากนอกวงการยังไม่รู้จักเทคโนโลยีใหม่ๆ​เหล่านี้​  Paypal​ ที่ทุกวันนี้เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางก็ยังต้องใช้เวลานานเกินสิบปีกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้  เงินดิจิทัลที่สร้างความฮือฮากันมากทุกวันนี้เองก็มีการคาดไว้ว่ามีผู้ใช้งานจริงๆ ไม่ถึง 4 ล้านรายทั่วโลก (http://www.cam.ac.uk/research/news/study-highlights-growing-significance-of-cryptocurrencies)

หากดูจากประสบการณ์​ของ​ Paypal​ จะทราบได้ว่าเทคโนโลยี​ดี​ โมเดลธุรกิจ​ดี​ ไม่พอในการผงาดในโลกการเงินต้องมีการสร้างแบรนด์ที่ผู้ใช้งานเชื่อมั่นด้วย​  กลับกัน​ธนาคารยุคเก่ามีทั้ง​ reach (ถึงแม้จะเป็​น​ reach ที่โลเทคกว่า)​ และมีทั้ง​แบรนด์

 

และการมีฐานลูกค้าที่ใหญ่กว่าแปลว่ายังมีโอกาสใช้ประโยชน์จาก Big Data ได้มากกว่าด้วย เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลได้ปริมาณและหลายมิติกว่ามาก

 

เราเริ่มเห็นการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ใน 3 ด้านใหญ่ๆแล้ว ก็คือ ในด้านของการตลาด ในด้านของการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และในด้านของการบริหารความเสี่ยง

 

ในด้านการตลาด นั้นข้อมูลที่ปกติธนาคารมีอยู่แล้วจะช่วยให้ธนาคารตอบโจทย์และมัดใจกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ดีขึ้น เปิดโอกาสรุกตลาดใหม่มากขึ้น ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานนั้นก็เริ่มมีการใช้ HR Analytics มาปรับปรุงความกระชับและความสามารถของแรงงานในธนาคาร หรือใช้ข้อมูลภายในดูว่าผลิตภัณฑ์ไหนก่อให้เกิดกำไรมากที่สุด 

แต่ที่ดูเหมือนจะใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ผู้เขียนคิดว่าคือการใช้ข้อมูลขนาดยักษ์เพื่อบริหารความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงในเชิงของสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคาร และความเสี่ยงที่มาจากการทุจริตหรือการหลอกลวงที่อาจคุกคามความปลอดภัยและความมั่นใจในแบรนด์ของลูกค้า

สุดท้ายนี้ผู้เขียนคิดว่าจริงอยู่ว่าธนาคารยุคเก่าจะยังปรับตัวเข้ากับยุคฟินเทคได้ค่อนข้างช้า เนื่องจากการปรับตัวมีความเสี่ยงและมันปรับตัวกันไม่ได้ง่ายๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าเขาออกตัวก่อนมานานมาก ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้จึงเป็นช่วงสำคัญที่น่าคอยจับตาดูว่าธนาคารไหนจะสามารถใช้ประโยชน์​จากการออกตัวก่อนนี้ได้มากที่สุดครับ


คุณชอบบทความนี้ใช่ไหมแอด
LINE : @stock2morrow
เพิ่มเพื่อน
หรือ กรอก E-mailเพื่อรับบทความ
ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ผู้เขียนเป็นเจ้าของเว็บไซต์ settakid.com ที่วิเคราะห์ประเด็นเปลี่ยนโลกผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์แบบเข้าใจง่ายๆ  คุณ ณภัทรจบปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลและจอนส์ ฮอปกินส์ เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดและธนาคารโลก ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า เป็นนักเขียนรับเชิญของ stock2morrow และเป็นคอลัมนิสต์ประจำสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า