กลยุทธ์การเทรดที่ดี วัดกันที่ตรงไหน ? (ตอนที่ 2)


แนวคิดด้านการลงทุน

โดย ผศ.ดร. ศุภวัฒน์  สุภัควงศ์
28 พฤศจิกายน 2560    |    48,365 Views

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

 

สองสิ่งที่มาด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในรูปแบบไหน คือ อัตราผลตอบแทน กับ ความเสี่ยง คนที่ทำอะไรโดยจ้องมองแต่ผลตอบแทนที่สูง มักมีโอกาสล้มสูง ในขณะที่คนที่มัวแต่กังวลเรื่องความเสี่ยง เงินเก็บสะสมก็ไม่มีวันจะเติบโต ซ้ำร้าย อาจจะถูกกลืนกินด้วยอัตราเงินเฟ้อที่โหดร้าย

   

ในบทความที่แล้ว เราพูดถึงการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกลยุทธ์ผ่านกระบวนการทางสถิติ โดยพิจารณาในส่วนของอัตราผลตอบแทนเป็นหลัก  ในบทความนี้ ขอพูดในส่วนของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

 

ขอให้ท่านลองพิจารณากราฟในภาพข้างล่างนี้ ซึ่งเรียกว่า Equity Curve แสดงถึง การเติบโตของเงินลงทุนของท่านตั้งแต่เริ่มลงทุนมาจนถึงปัจจุบัน 

 

 

 

Equity curve ถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการศึกษาประสิทธิภาพของกลยุทธ์ อาทิ เช่น วิเคราะห์อัตราการเติบโตของเงินในพอร์ตว่าเป็นอย่างไร  การเติบโตเป็นแบบสม่ำเสมอมั้ย รวมถึง เรายังสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยง ในรูปของ Maximum Drawdown จาก equity curve ได้ด้วยเช่นกัน

 

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า drawdown คืออะไร ?

 

พอเราเริ่มลงทุน ซื้อขายได้ผลกำไร เงินในพอร์ตของเราก็โตขึ้นเรื่อยๆ (สมมุติว่าโตขึ้นจนจำนวนเงินเท่ากับ X บาท) เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง อาจเริ่มมีการซื้อขายที่ขาดทุนเข้ามา ทำให้เงินในพอร์ตเราลดลง  ส่วนต่างระหว่างเงินในพอร์ต ณ ปัจจุบัน เทียบกับเงินที่เคยสูงสุดตั้งแต่ซื้อขายมา เรียกว่า drawdown 

 

แล้ว Maximum Drawdown ล่ะ คืออะไร ?

 

Maximum Drawdown คือ drawdown ที่ติดลบมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา แสดงถึงช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดของการเทรดด้วยระบบนั้นๆ ดังแสดงในภาพด้านล่าง ถือเป็นค่าทางสถิติที่นิยมใช้ในการตรวจสอบความเสี่ยงของระบบ

 

 

จากตัวอย่างในบทความที่แล้ว เราพูดถึงกลยุทธ์ที่จุดซื้อและจุดขายพิจารณาจากการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยสองเส้น คือ EMA 5 วัน และ EMA 20 วัน พบว่า maximum drawdown อยู่ที่ -32%  (ดังแสดงในรูป)

 

หมายความว่าอะไรครับ???  

 

หากคุณเลือกเทรดด้วยระบบนี้ ขอให้ทำใจว่า อาจมีช่วงใดช่วงหนึ่งในอนาคต ที่เงินในพอร์ตของคุณจะลดจากปริมาณสูงสุดที่เคยมีมา ลงไป 32% หรือมากกว่า

 

คำถามคือ คุณจะรับได้กับการทนนั่งมองเงินลดลงไปกว่า 30% ได้มั้ยครับ?? หากไม่ได้ ก็คงต้องลองมองหากลยุทธ์อื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า

 

(ในการเทรดจริง แนะนำให้ maximum drawdown อยู่ไม่เกิน 20% ครับ น่าจะเหมาะสมกับการซื้อขายมากกว่า)

 

แล้วคุณล่ะครับ เคยวัดประสิทธิภาพของกลยุทธ์ที่คุณใช้เทรดแล้วหรือยัง ?  ไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติชั้นสูงหรอกครับ เพียงแค่คุณจดบันทึกการซื้อขายของคุณแต่ละครั้ง monitor ระบบอย่างสม่ำเสมอ  แล้วสรุปลงโปรแกรมอย่าง Excel ก็ถือว่าเกินพอแล้วครับ  ได้ equity ของระบบนั้นๆ ขึ้นมา ก็หา maximum drawdown ได้

 

อย่าลืมนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยง เฉพาะคนที่พร้อมกว่า พยายามมากกว่า และมีวินัยสูงกว่า จึงจะเป็นผู้ชนะในเกม

 

โชคดีในการเทรดครับ

อาจารย์ Nine

 

บทความโดย ผศ. ดร.ศุภวัฒน์  สุภัควงศ์ (อาจารย์ Nine) 

.

 

กองทุนส่วนบุคคล Blue-Marlin Waldo (BMW) 

กองทุนโรบอท A.I. งานวิจัยของ Think Algo  

------------------------------------------------------
สอบถามข้อมูลการลงทุนรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ :
โทร : 02-017-7411
Email : marketing.info@think-algo.com 
Line@ : https://line.me/R/ti/p/%40dzc4379v

  Shared

ผศ.ดร. ศุภวัฒน์  สุภัควงศ์

ผศ. ดร.ศุภวัฒน์  สุภัควงศ์ (อาจารย์ Nine) - อดีตนักเรียนทุนรัฐบาล ศึกษาระดับปริญญาตรี-โท ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาเอกที่ Imperial College London ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  อาจารย์เน้นงานวิจัยด้านการประมวลผลสัญญาณ time-series ประเภทต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ การศึกษาพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์  มีความสนใจและเป็นนักพัฒนา algorithms ต่างๆ ในแนวทางการลงทุนแบบ algorithmic and systematic trading


ดูบทความทั้งหมด

“9 คำแนะนำลงทุนต้องรู้” ของปิเตอร์ ลินซ์ แก่คนรุ่นใหม่

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

18 พฤษภาคม 2561
33,818 Views

ความเสี่ยงและโอกาสการลงทุนในภาวะ Trade War

ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

แนวคิดด้านการลงทุน

18 พฤษภาคม 2561
14,322 Views