เสือ สิงห์ กระทิง เม่า / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


แนวคิดด้านการลงทุน

โดย stock2morrow
4 ธันวาคม 2560    |    252,151 Views

นักลงทุนหรือคนที่ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น  ถูกจัดให้อยู่ใน 4 กลุ่มคือ  กลุ่มนักลงทุนสถาบัน, กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์,  กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ,  และกลุ่มนักลงทุนส่วนบุคคล   ในการซื้อขายหุ้นแต่ละวันนั้น  ตลาดหลักทรัพย์ก็จะรายงานว่ากลุ่มไหนซื้อและขายคิดเป็นเงินกี่บาทและสรุปยอดซื้อขายสุทธิของแต่ละกลุ่มด้วย  สถิติการซื้อขายในช่วงหลัง ๆ 

 

นี้บอกว่ากลุ่มนักลงทุนสถาบันและพอร์ตของบริษัทหลักทรัพย์มีการซื้อขายประมาณกลุ่มละ 10% กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ 30% และกลุ่มนักลงทุนส่วนบุคคลประมาณ 50%   นี่ก็เป็นสถิติที่บอกถึงแนวโน้มที่ลดลงของนักลงทุนส่วนบุคคลที่เคยมีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 70% ในอดีต 

โดยกลุ่มที่เพิ่มขึ้นมากก็คือกลุ่มนักลงทุนสถาบันและพอร์ตของโบรกเกอร์  ในขณะที่นักลงทุนต่างประเทศดูเหมือนจะทรงที่ประมาณ 30% มายาวนาน  มาดูกันว่านักลงทุนแต่ละกลุ่มนั้นเป็นอย่างไร  มีพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นอย่างไร  บางทีการที่เข้าใจพวกเขาจะทำให้เราสามารถลงทุนได้ดีขึ้นบ้าง  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  นักลงทุนทั้งหลายในตลาดเองนั้น  ต่างก็  “แข่งขัน”  กันที่จะ “เอาชนะ” หรือสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกว่าคนอื่น

 

กลุ่มนักลงทุนกลุ่มแรกก็คือนักลงทุนสถาบันนั้น  ประกอบด้วยกองทุนรวมต่าง ๆ  ที่บริหารเงินของผู้ที่ถือหน่วยลงทุน  กองทุนของหน่วยงานใหญ่ ๆ  เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  กองทุนประกันสังคม  และพอร์ตลงทุนของบริษัทประกันภัยและประกันชีวิตต่าง ๆ  ซึ่งนับวันก็จะมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เนื่องจากมันมักจะเป็นเงินที่ผู้ถือหน่วยลงทุนเก็บเงินสะสมไว้เพื่อการเกษียณและส่วนใหญ่เป็นเงินที่กฎหมายบังคับหรือให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนซึ่งทำให้เงินในส่วนนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  แม้ในยามที่ตลาดหุ้นไม่ดี  และนี่คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนในกลุ่มนี้โตขึ้นเรื่อย ๆ และมีอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อย ๆ  ในตลาดหลักทรัพย์

 

โดยปกติ  นักลงทุนกลุ่มนี้จะถือหุ้นยาวกว่ากลุ่มอื่น  การเลือกหุ้นลงทุนก็จะเน้นทางด้านขนาดและคุณภาพของหุ้น  นั่นก็คือ  พวกเขาจะเน้นถือหุ้นขนาดใหญ่ประเภท “บลูชิพ” เป็นหลัก  โดยที่จะซื้อหุ้นขนาดกลางที่มีคุณภาพดีและอาจจะโตเร็วเป็นตัวเสริมเพื่อที่จะสร้าง “ผลงาน” การลงทุนให้สูงขึ้น  ส่วนหุ้นตัวเล็กและหุ้นที่อาจจะมีภาพว่าเป็นหุ้นปั่นหรือหุ้นเก็งกำไรสูงนั้นส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็จะหลีกเลี่ยง  เหตุผลก็คือ  คนที่บริหารเงินนั้นมักจะเป็น  “มืออาชีพ”  ที่ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรมากนักถ้าบริหารได้ดีมีผลตอบแทนการลงทุนสูง  แต่ถ้ากองทุนเสียหายหรือผลตอบแทนตกต่ำ  พวกเขาจะลำบาก  อาจจะต้องตกงานถ้าไปลงทุนในหุ้นที่  “มีปัญหา”

 

นักลงทุนสถาบันเองนั้น  มักจะเรียนมาจากตำราเดียวกันและมีพื้นฐานทางสังคมและความคิดใกล้เคียงกันด้วย  นอกจากนั้น  พวกเขาก็มักจะได้รับข้อมูลแทบจะชุดเดียวกันนั่นก็คือ  พวกเขาไปฟังผู้บริหารบริษัทบรรยายและให้ข้อมูลแบบเดียวกัน  เขาอ่านบทวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์คนเดียวกัน  ดังนั้น  การคิดและตัดสินใจลงทุนในหุ้นก็อาจจะคล้าย ๆ  กัน   ผลก็คือ  บ่อยครั้งพวกเขาจะซื้อหรือขายหุ้นในทิศทางเดียวกัน  ผมเองสังเกตดูในระยะหลัง ๆ  นั้นพบว่า   วันไหนที่นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิมาก  ๆ  ดัชนีหุ้นมักจะขึ้น  ตรงกันข้าม  ถ้าพวกเขาขาย  ดัชนีก็มักจะตกลงมา  ทฤษฎีของผมก็คือ  พวกเขาซื้อหรือขายหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลต่อดัชนีมากในทิศทางเดียวกัน 

 

แน่นอน  เขาคงไม่ได้คุยกัน  แต่คนที่มีหลักการเดียวกัน  มีพื้นฐานและการฝึกฝนคล้ายคลึงกัน  เข้าถึงข้อมูลแบบเดียวกัน  ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะคิดและทำแตกต่างกันได้มาก  ผลงานการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนสถาบันจึงไม่ต่างกันมากนัก  และนั่นก็เป็นปัญหาที่ทำให้คนที่  “เลือกได้”  จึงไม่สนใจลงทุนกับกองทุนรวมหุ้นมากนัก

 

แต่การแข่งขันกันรุนแรงในธุรกิจจัดการการลงทุนก็ทำให้ในระยะหลังเองก็มีกองทุนรวมที่สร้างความแตกต่างจากสิ่งที่เคยทำ  บางบริษัทก็เริ่มลงทุนแบบกล้าเสี่ยงมากขึ้น  จากการลงทุนที่เน้นแต่หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ก็เริ่มหันมาลงทุนในหุ้นขนาดเล็กลงมาที่  “โตเร็ว”  

 

จากวิธีการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงมากก็หันมา Focus หรือเน้นหุ้นน้อยตัวลง  การฟังการแถลงผลประกอบการและแผนงานพร้อมกับนักวิเคราะห์ก็กลายเป็นการเข้าพบผู้บริหารเป็นส่วนตัว  หลักการลงทุนก็อาจจะเปลี่ยนแนวเป็นแบบ  “VI”  กล่าวโดยสรุปก็คือ  การลงทุนของกองทุนเหล่านี้บางแห่งก็ทำคล้าย ๆ  กับ “นักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่”  ที่การลงทุนหรือซื้อหุ้นของตนเองนั้นส่งผลต่อราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ  บ่อยครั้งกองทุนถือหุ้นในบริษัทเกินกว่า 5% ของบริษัทที่มักจะมีหุ้น Free Float ต่ำอยู่แล้ว  ซึ่งมักส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงมากและทำให้ผลงานการลงทุนของกองทุนโดดเด่นขึ้นอย่างชัดเจน  และดังนั้น  กองทุนรวมก็คงไม่ใช่นักลงทุนที่คนจะมองข้ามได้  ผมเองอยากจะเรียกพวกเขาว่าเป็น  “เสือ” ในยุทธจักรหุ้น

 

นักลงทุนกลุ่มที่สองก็คือ  โบรกเกอร์ ซึ่งก็หันมา “เล่นหุ้น” มากขึ้นเรื่อย ๆ  ค่าที่ว่าซื้อขายหุ้นโดยไม่เสียค่าคอมมิชชั่นและมีเงินสดที่แทบไม่ได้ดอกเบี้ยเลยจำนวนมาก  นอกจากนั้น  พวกเขาก็ยังมีข้อมูลและบทวิเคราะห์ที่ลึกและล่าสุดเทียบกับนักลงทุนกลุ่มอื่น  ด้วยเหตุดังกล่าว  โบรกเกอร์จึงหันมาหารายได้หรือทำเงินจากการซื้อ ๆ  ขาย ๆ หุ้น  พวกเขาคิดว่าไม่ต้องทำผลตอบแทนมากก็คุ้มเมื่อเทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยแค่  1%  ต่อปีของเม็ดเงินที่มีอยู่  

 

นอกจากนั้น  การซื้อ ๆ  ขาย ๆ หุ้นสำหรับโบรกเกอร์หลายแห่งก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นและเสริมกับบริการหรือผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ใหม่ ๆ  ที่บริษัทออกมาในช่วงหลัง ๆ  อย่างไรก็ตาม  พอร์ตโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ไม่น่าจะเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อหวังผลตอบแทนระยะยาว  พวกเขาน่าจะแค่ซื้อ ๆ  ขาย ๆ  ซึ่งแปลว่าเมื่อพวกเขาซื้อหุ้นสุทธิสะสมมาก ๆ  แล้วหลังจากนั้นก็จะถึงเวลาขาย  วิธีการลงทุนของโบรกเกอร์นั้น  ผมเองคิดว่าส่วนใหญ่น่าจะมองระยะสั้น ๆ  โดยเน้นภาวะตลาดหุ้นและเรื่องราวของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก  การดูเรื่องของโมเมนตัมและเทคนิคน่าจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการซื้อขายหุ้น  ถ้าจะให้นิยามโบรกเกอร์  ผมจะเรียกว่าเป็น  “สิงห์” ในสนามหุ้น

 

 

กลุ่มที่สามคือ  นักลงทุนต่างประเทศ  นี่คือกลุ่มนักลงทุนที่  “ลงทุนระยะกลาง”  โดยเน้นที่พื้นฐานของกิจการเช่นเดียวกับภาวะเศรษฐกิจของไทยและตลาดหุ้น  “ทั่วโลก”  โดยเฉพาะที่เป็นตลาดกำลังพัฒนา  พวกเขาจะเปรียบเทียบตลาดหุ้นไทยกับตลาดกำลังพัฒนาอื่นตลอดเวลา  เงินของพวกเขามักจะเข้าออกตลาดหุ้นไทยเป็นรอบ ๆ   ยามที่ตลาดหุ้นไทยถูกและพื้นฐานเศรษฐกิจดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่น  พวกเขาก็จะนำเงินเข้ามาลงทุน  เป็น ผู้ซื้อสุทธิ  ตรงกันข้าม  ช่วงที่พื้นฐานไม่สดใสและหรือหุ้นแพง  พวกเขาก็จะขายสุทธิ  นักลงทุนต่างประเทศน่าจะ 80-90% ขึ้นไปมักจะลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 

 

อย่างไรก็ตาม  ก็อาจจะมีนักลงทุนต่างประเทศบางกลุ่มเช่นที่เป็นเฮ็ดจ์ฟันด์ที่ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและใช้วิธีแบบนักลงทุน “ขาใหญ่” ในตลาดหุ้นไทยและลงทุนอย่างค่อนข้างหวือหวาเพื่อทำกำไรมากและเร็วด้วย  สำหรับชื่อของนักลงทุนกลุ่มต่างประเทศนั้น  ผมอยากจะเรียกว่าเป็น  “กระทิง

 

 

นักลงทุนกลุ่มสุดท้ายก็คือนักลงทุนส่วนบุคคลที่ผมจะใช้คำว่า “เม่า” หรือแมลงเม่าที่มักชอบตามแห่หรือตามแสงไฟคล้าย ๆ  แมลงเม่า  นี่คือนักลงทุนส่วนบุคคลที่ชอบเล่นหุ้นรายวันหรือในเวลาสั้น ๆ  เป็นเดือนหรืออย่างมากก็ไม่กี่เดือน  พวกเขาจะเข้าซื้อหุ้นที่มีราคาวิ่งขึ้นแรงและขายหุ้นที่กำลังตกลงมาแรง  หุ้นเหล่านี้จะมีปริมาณการซื้อขายสูงลิ่ว  บ่อยครั้งติดอันดับ 1 ใน 10 หรืออย่างน้อยก็ 1 ใน 20 อันดับ  หุ้นที่ซื้อขายเหล่านั้นมักจะต้องเป็นหุ้นที่มี  Story หรือเรื่องราวน่าสนใจและมี  “เจ้ามือ” หรือ “คนดูแลหุ้น”  ที่พร้อมเข้ามาเชียร์และซื้อขายหุ้นที่จะทำให้หุ้นเคลื่อนไหวหวือหวา  นักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยนั้นมักจะไม่สนใจพื้นฐานของกิจการเช่นเดียวกับความถูกแพงของหุ้น  พวกเขามักซื้อขายหุ้นคล้าย ๆ  กับการเล่นการพนันที่มีเจ้ามือและมีการได้เสียเป็นรอบ ๆ

 

 

ในส่วนของนักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่เองนั้น  ผมไม่คิดว่าพวกเขาเป็นเม่าอย่างแน่นอน  เพราะเม็ดเงินที่มากและวิธีการลงทุนของพวกเขาเองนั้นไม่ได้แพ้นักลงทุนทั้งที่เป็นเสือ  สิงห์หรือกระทิง  ว่าที่จริงนักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ของไทยเองนั้นก็มีแนวทางหลากหลาย  เขาอาจจะเป็นเสือหรือสิงห์หรือกระทิงก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขามีกลยุทธ์อย่างไรเป็นการเฉพาะ  ในส่วนของผมเองนั้น  ผมเรียกตัวเองว่า  “เต่า” ที่เน้นการลงทุนแบบปลอดภัยและอาศัยเวลายาวนานในการสร้างผลตอบแทน  หรือพูดง่าย ๆ  ลงทุนแบบ “ช้าแต่ชัวร์” เหมือนเต่า

 

แหล่งที่มา ThaiVI โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

  Shared

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 


ดูบทความทั้งหมด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เขา(ไม่)กระจายความเสี่ยง

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

14 สิงหาคม 2561
7,300 Views

กรณีศึกษา นักบาส NBA ที่ "เฉียดรวย" จากหุ้น !!

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

10 สิงหาคม 2561
20,293 Views

ทำ Big Data และ AI อย่างไรให้รุ่ง (ตอนที่ 2)

ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

แนวคิดด้านการลงทุน

7 สิงหาคม 2561
13,468 Views