SET ทุบสถิติ ทำ All Time High จุดสูงสุดในประวัติการณ์


ข่าวสารการลงทุน

โดย stock2morrow
4 มกราคม 2561    |    673,790 Views
ตลาดหุ้นไทยเปิดเช้าพุ่งทำ All Time High ทำลายสถิติสูงสุดเดิมเมื่อเดือนมกราคม 2537 ที่ 1,789.16 จุด จากแรงซื้อนำในหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มพลังงานและแบงก์
 
SET ล่าสุด 10.09 น. อยู่ที่ 1,786.27 จุด บวก  7.74 จุด หรือ 0.44% โดยเปิดเช้านี้ขึ้นไปทำลายสถิติที่ 1,789.91 จุด บวก 11.38 จุด
 
 
แบบไม่ทันให้ตั้งตัว ตั้งแต่ตลาดเปิดซื้อขายในวันทำการแรกของปี 2561 และจัดหนักตลอดทั้งวัน แม้กระทั่งช่วงปิดตลาดที่ SET index สามารถยังยืนหยัดใกล้ High ของวันที่ 1,779 จุด (ปิดตลาดพุธ 3 ม.ค. ที่ 1,778.53, +24.82 จุด, +1.42%) บรรยากาศทั้งวันสร้างสีสันให้กับนักลงทุน ปริมาณซื้อขายทะลุขึ้นไปถึงกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท กระจายอยู่ในหุ้นบิ๊กแคบหลายอุตสาหกรรม และพบว่าหุ้นหลายตัวทำสถิติสูงสุดใหม่กันแบบต่อเนื่อง นำโดย GULF, AOT, PTT, IVL, IRPC, CPALL และ KBANK เป็นต้น  
 
SET index บวกสอดคล้องกับดัชนีตลาดกลุ่ม TIP อื่นอย่างฟิลิปปินส์ ที่บวก 1.9% ยกเว้นอินโดนีเซียที่ร่วง 1.3%  
 
"ประกิต สิริวัฒนเกตุ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย ยอมรับว่าบรรยากาศซื้อขายตลาดหุ้นไทยเปิดทำการวันแรกของปี 2561 ปรับตัวขึ้นเกินคาดไปมาก แรงซื้อเข้ามาหนาแน่นในหุ้นบิ๊กแคบทำให้ดัชนี SET ทะลุเพดานเป้าหมายเดิมที่คาดต้นปีจะแตะ 1,760 จุด ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าในไตรมาสแรกนี้ ดัชนีฯ มีลุ้นแตะ 1,800 จุด หรือขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ จากที่เคยทำไว้เมื่อเดือนมกราคม ปี 2537 ที่ระดับ 1,789 จุด 
 
สำหรับแรงซื้อที่เข้ามานั้น ในเบื้องต้นอาจเป็นผลจากเม็ดเงินกองทุน LTF ที่ทยอยเข้ามาซื้อในวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีจำนวนมากกว่าที่คิด สะท้อนว่าผู้ลงทุนมีมุมมองที่ดีกับ SET index ในปี 2561 มองข้ามประเด็นโอกาสการไถ่ถอน LTF และผลกระทบที่จะมีต่อภาวะตลาดอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้น เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติได้ทยอยกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแล้ว สะท้อนได้จากปริมาณซื้อขายหนาแน่นกว่าปกติเมื่อเทียบกับช่วงเดือนธ.ค.  
 
คุณประกิตบอกว่าถ้าวิเคราะห์เซนติเมนต์สนับสนุน ก็คือภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ดูดีขึ้นแทบทุกส่วน ยกเว้นรายได้เกษตรกรที่ยังไม่ฟื้น ปัจจัยการเติบโตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เป็นแรงผลักดันส่งออกไทยให้กลับมาเป็นตัวแปรสำคัญขับเคลื่อนจีดีพีในไตรมาส 4/60 ซึ่งมีโอกาสจะออกมาดีเกินคาด  
 
อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์ค่ายกสิกรไทยยังไม่ปรับประมาณการ แต่ยังอิงกับ P/E ในกรอบ 15.5-16.0 เท่า ซึ่งจะได้เป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2561 อยู่ที่ 1,765 จุด และ 1,822 จุด อิงกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) 113.90 บาท/หุ้น เติบโต 14%  
 
คุณประกิตเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยไม่น่าจะเทรด P/E ที่เกินกว่า 16 เท่าได้ในปี 2561 เพราะมีความเสี่ยงต้องระมัดระวังคือ นโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ  ที่เปลี่ยนประธานเฟดคนใหม่มาเป็น "เจอโรม พาวเวล" ซึ่งอาจจะมีคำแถลงการณ์ที่อาจจะกระทบเซนติเมนต์ตลาดได้ ไม่เหมือนกับ "เจเน็ต เยลเลน" ประธานเฟดคนเก่าที่ระมัดระวังคำพูด ส่งสัญญาณเชิงนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป  
 
นอกจากนี้ ยังแนะว่าต้องติดตามการเมืองในประเทศ ที่จะมีการเลือกตั้งในปลายปี 2561 รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศและกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/2561 ว่าจะออกมาดีตามที่ตลาดคาดหวังกันไว้ได้จริงหรือไม่?  
 
ค่ายกสิกรไทยแนะหุ้นเด่นน่าลงทุนคือกลุ่มธนาคาร ได้แก่ BBL, TISCO กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ TICON, AMATA, WHA กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ STEC, PYLON และกลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPALL, ROBINS  
 
"ภรณี ทองเย็น" รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส บอกกับ Money Channel สำหรับเป้าหมาย SET index ในปี 2561 อยู่ที่ 1,815 จุด อิงค่า P/E ที่ 16 เท่า ซึ่งเป็นระดับ P/E สมเหตุสมผลกับอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนคาดอยู่ที่ 1.11 ล้านล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 113.57 บาท เติบโต 14.50% สูงกว่าในปี 2560 ที่คาดเติบโต 4.7%  
 
เหตุผลที่สนับสนุนอัพไซด์ของดัชนีฯ มาจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยขยายตัวชัดเจน จีดีพีคาดเติบโต 4.2% เทียบกับ 3.8% ในปี 2560 แรงขับเคลื่อนสำคัญเกิดจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทย  
 
อีกตัวแปรที่คุณภรณีพูดถึงคือการลงทุนเอกชนที่ส่งสัญญาณเป็นบวก ซึ่งหากโครงการ EEC มีความชัดเจนมากกว่านี้ เชื่อว่าน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แม้ว่าการลงทุนภาครัฐชะลอตัวไปในครึ่งหลังของปี 2560 แต่เกิดจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ แต่เชื่อมั่นว่าในปี 2561 ภาครัฐจะทยอยเปิดประมูลโครงการค้างท่ออยู่อีกจำนวนมาก หรือราวๆ 9 แสนล้านบาท ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ตามแผนที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2561 
 
ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเอเซียพลัสคาดว่าไทยยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไปจนถึงช่วงกลางปี 2561 ตามทิศทางอัตราเงินเฟ้อในระดับไม่สูง เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศแถบเอเชีย ยกเว้นฝั่งประเทศพัฒนาแล้วที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกในปี 2561 เช่น สหรัฐฯ  และอังกฤษ เป็นต้น 
 
ในส่วนปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมองว่าอยู่ที่ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ ที่เชื่อว่าจะไหลเข้ามาในบางไตรมาส หลังจากที่ขายสุทธิมาตั้งแต่ปี 2557 แม้จะมีการซื้อสุทธิในปี 2559 ราว 7 หมื่นล้านบาท แต่ในปี 2560 ยังมียอดขายสุทธิไปเกือบ 2 หมื่นล้านบาท  
 
ข้อมูลจากเอเซียพลัสระบุว่าปัจจุบันต่างชาติมีฐานะการถือครองหุ้นไทยเพียง 31.24% เท่านั้น ใกล้ระดับต่ำสุดที่ 28.53% จึงมีโอกาสกลับมาซื้อรอบใหม่ ตามสถิติย้อนหลัง 10ปี ที่พบว่าจะกลับมาซื้อในช่วงไตรมาสแรกเสมอ  
 
อีกปัจจัยที่สร้างแรงจูงใจฟันด์โฟลว์ไหลให้ไหลกลับเข้ามานั้น คุณภรณีมองว่าคือกำไรปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึง 14.50% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศอื่นในแถบเอเชียที่เติบโต 12-13% เท่านั้น และเป็นรองเพียงแค่อินเดียที่กำไรเติบโตสูงถึง 28%  
 
คุณภรณีได้เตือนให้นักลงทุนคงต้องระมัดระวังกับความผันผวนระหว่างทางด้วย เพราะอัพไซด์ของ SET index เหลือไม่มากแล้ว เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2559-60) ดัชนีฯ ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 30% โดยตามสถิติแล้วในปีถัดไปจะไม่ร้อนแรงเช่นเดิม และที่สำคัญอัตราการเติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียน ยังไม่สามารถซื้อขายบน P/E ที่สูงกว่า 16-17 เท่าได้ เพราะปัจจัยพื้นฐานยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบชัดเจน มีเพียงการเติบโตจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมาเท่านั้น ขณะที่ประเด็นทางการเมืองก็ยังมีคำถามว่าถ้ามีการเลือกตั้งจริง สถานการณ์บ้านเมืองจะยังมีความสงบเรียบร้อยเหมือนเช่นปัจจุบันหรือไม่? 
 
กลยุทธ์ของเอเซียพลัส ชูการอิงกับ 3 ธีมหลัก คือ :
 
*หุ้นที่คาดหวังเงินปันผลสูง แต่มี P/E ไม่สูงมาก และมีแนวโน้มผลการดำเนินงานเติบโต คือ PTTEP, INTUCH  
 
*หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนรอบใหม่ คือ STEC, SEAFCO, WHA, TK  
 
*หุ้นที่เกาะกระแสไลฟ์สไตล์สังคมเมืองที่นิยมใช้เวลาอยู่นอกบ้านมากขึ้น คือ PLANB, RS 
 
 
Money Channel ได้รวบรวมเป้าหมาย SET index ในปี 2561 จากหลายโบรกเกอร์และผู้จัดการกองทุน ดังนี้ : 
 
บล.กสิกรไทย เป้าหมาย SET INDEX 1,800 จุด  
 
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เป้าหมาย SET INDEX 1,837 จุด 
 
บล.เออีซี เป้าหมาย SET INDEX 1,950 จุด 
 
บล.ไทยพาณิชย์ เป้าหมาย SET INDEX 1,900 จุด 
 
บล.ทิสโก้ เป้าหมาย SET INDEX 1,900 จุด     
 
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เป้าหมาย SET INDEX 1,870 จุด  
 
บล.บัวหลวง เป้าหมาย SET INDEX 1,860 จุด  
 
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เป้าหมาย SET INDEX 1,850 จุด  
 
บล.เคจีไอ เป้าหมาย SET INDEX 1,840 จุด  
 
บล.เอเซีย พลัส เป้าหมาย SET INDEX 1,815 จุด  
 
บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เป้าหมาย SET INDEX 1,800 จุด  
 
บล.กรุงศรี เป้าหมาย SET INDEX 1,800 จุด  
 
บลจ.ธนชาต เป้าหมาย SET INDEX 1,900 จุด  
 
บลจ.กรุงศรี เป้าหมาย SET INDEX 1,815 จุด  
 
บลจ.วรรณ เป้าหมาย SET INDEX 1,800 จุด  
 
บลจ.บัวหลวง เป้าหมาย SET INDEX 1,800 จุด  
 
บลจ.ยูโอบี เป้าหมาย SET INDEX 1,800 จุด 
 
******************************** 
ขอบคุณข้อมูลจาก : ทีม Business&Finance, Money Channel 
  Shared

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่

www.stock2morrow.com 

FB: stock2morrow 

LINE@stock2morrow


ดูบทความทั้งหมด

ตลาดหมีกลับมาเยือน “ตลาดน้ำมัน” อีกครั้ง ?

stock2morrow

ข่าวสารการลงทุน

11 ธันวาคม 2561
22,141 Views

กรณีศึกษา วิกฤตราชาเงินทุน เป็นอย่างไร ?

stock2morrow

ข่าวสารการลงทุน

3 ธันวาคม 2561
45,426 Views