แก้ว 3 ดวงของบัฟเฟตต์ / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


แนวคิดด้านการลงทุน

โดย stock2morrow
12 กุมภาพันธ์. 2561    |    240,746 Views

การปรับตัวของตลาดหุ้นสหรัฐและอีกหลายตลาดทั่วโลก (ยกเว้นตลาดหุ้นไทย) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นต้องถือว่ารุนแรงและน่ากลัว เนื่องจากดัชนีหุ้นดาวโจนส์ได้ปรับตัวลงมาถึง 2,326 จุดหรือลดลง 8.88% ในเวลาทำการเพียง 6 วัน จากวันที่ 2 ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2018  แต่ถ้านับย้อนหลังไปถึงวันที่ 26 มกราคม 2018 ที่ดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 26,617  จุด  การปรับตัวลงมารอบนี้ก็ลดลงมาถึง 10% ในเวลาอันสั้น 

เหตุผลที่ทำให้หุ้นตกนั้นน่าจะเกิดจากการที่อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่ต่ำมากที่ดำรงมาประมาณ 10 ปีหลังจากวิกฤติซับไพร์มของอเมริกานั้นดูเหมือนว่าจะเริ่ม “กลับทิศ” ซึ่งทำให้นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นหวั่นเกรงว่าการปรับตัวของหุ้นที่ขึ้นต่อเนื่องมา 10 ปีอย่างรวดเร็วและมั่นคงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์นั้นอาจจะถึงเวลาสิ้นสุดลง   นักลงทุนซึ่งรวมถึงหุ่นยนต์เทรดหุ้นทั้งหลายจึงเทขายหุ้นกันอย่างหนัก

 

แต่นักลงทุนคนหนึ่งที่ผมคิดว่าไม่ได้ขายหุ้นและ “เจ็บตัว” มากที่สุดคนหนึ่งก็คือ วอเร็น บัฟเฟตต์   ความเสียหายของเขาตกอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นเงินบาทก็ประมาณไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาท ในเวลาเพียง 5-6 วันทำการ 

อย่างไรก็ตาม  ความมั่งคั่งของเขาก็ยังอยู่ที่ประมาณ 84,000 ล้านเหรียญ ใกล้จุดสูงสุดในชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์  ดังนั้น  เขาคงไม่สะเทือนอะไรนัก  น่าจะเรียกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้  นอกจากนั้น  ผมเองคิดว่าบัฟเฟตต์เองก็ไม่ได้เสียใจอะไรนัก  เพราะนี่ไม่ใช่การ “ขาดทุนจริง”  มันเป็นเพียง “ตัวเลข” ที่ลดลงซึ่งในที่สุดถ้าบริษัทที่เขาลงทุนยังดีเหมือนเดิม  ราคาหุ้นก็จะกลับขึ้นมาเอง   ว่าที่จริงบัฟเฟตต์อาจจะดีใจด้วยซ้ำ  เพราะเขามีเงินสดเหลืออยู่มาก  เพราะฉะนั้น  เขาก็จะสามารถเข้าไปซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลงซึ่งจะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

 

ในฐานะที่เป็นนักลงทุนระยะยาวที่ลงทุน  “ตลอดชีวิต”  การที่หุ้นมีการปรับตัวขึ้นลงนั้นเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องรับกับมันให้ได้เป็นอย่างดี  เราไม่ต้องดีใจหรือเสียใจเพราะมันมักไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนไปจากความเป็นจริงที่ว่า  ในเรื่องของการลงทุนนั้น  สำหรับแต่ละคนจะมีความมั่งคั่งมากน้อยเท่าไรในชีวิตนั้น  ย่อมขึ้นอยู่กับ  “ความสว่างไสวของดวงแก้ว 3 ดวงของแต่ละคน”  นั่นคือ  1)  จำนวนเงินต้นจากแหล่งอื่นที่นำมาลงทุน  2)  ผลตอบแทนระยะยาวแบบทบต้นของการลงทุนแต่ละปี  และ 3)  ระยะเวลาที่ลงทุน  ใครมีเงินต้นมาก  ได้ผลตอบแทนแบบทบต้นต่อปีสูง  และมีระยะเวลาการลงทุนนานเท่าไร  เขาก็จะรวยหรือมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น

ผมลองตรวจสอบแบบหยาบ ๆ  จากข้อมูลการลงทุนของบัฟเฟตต์แล้วก็พบความจริงที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

บัฟเฟตต์เองน่าจะมีแก้วดวงแรกที่สว่างพอสมควรแต่ก็ไม่ได้สว่างมาก  จริงอยู่  ครอบครัวของบัฟเฟตต์ในช่วงที่เขาเริ่มลงทุนนั้นน่าจะเป็นคนมีฐานะพอสมควร  เพราะพ่อของเขานั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอเมริกาหลายสมัยและยังเป็นเจ้าของธุรกิจคือเป็นโบรกเกอร์ซื้อขายหลักทรัพย์ด้วย  แต่บัฟเฟตต์ก็ไม่เคยได้เงินจากพ่อ  เขาหาเงินเองมาตั้งแต่เด็กโดยการทำงานสารพัดรวมถึงการลงทุนทำธุรกิจเล็ก ๆ  หลายอย่าง    หลังจากเข้ามาลงทุนเป็นอาชีพโดยการรับบริหารเงินกองทุนนั้น  เขาก็ได้ส่วนแบ่งกำไรเป็นกอบเป็นกำเนื่องจากทำผลงานได้ดี  โดยสรุป  ผมประมาณว่าเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของบัฟเฟตต์นั้นน่าจะอยู่ประมาณล้านเหรียญเศษ ๆ  ซึ่งในความคิดผมก็คือมากพอสมควรในยุค 60 ปีก่อน  พูดง่าย ๆ  ดวงแก้วดวงแรกของบัฟเฟตต์นั้น  ไม่ได้สว่างมากแต่ก็ไม่เลวทีเดียว  คนทั่วไปที่มีความสามารถสูงและประหยัดอดออมก็น่าจะสามารถทำได้

 

ดวงแก้วดวงที่สองหรือผลตอบแทนทบต้นต่อปีของการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นต้องถือว่าสว่างไสว “สุดยอด”  หาคนเทียบได้ยาก  อย่างไรก็ตามมีข้อน่าสังเกตที่ผมพบว่าเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ของการลงทุนนั่นก็คือ  ความสว่างไสวนั้นจะค่อย ๆ  ลดลงเมื่อพอร์ตหรือเม็ดเงินลงทุนโตขึ้น  สถิติผลตอบแทนการลงทุนในช่วงแรกของบัฟเฟตต์คือช่วงที่กองทุนยังจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์ตั้งแต่ปี 1957-1969 เป็นเวลา 13 ปีนั้น  บัฟเฟตต์ทำผลงานได้ถึงปีละ 29.5% แบบทบต้นซึ่งถือว่าเป็นผลงาน “สุดยอด”  อย่างไรก็ตาม  สถิตินี้ผมคิดว่า VI ไทยจำนวนไม่น้อยสามารถทำได้ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

 

ตั้งแต่ปี 1970-1989 เป็นเวลา 20 ปีนั้น  เครื่องมือที่ใช้ในการลงทุนของบัฟเฟตต์ก็คือบริษัทเบิร์กไชร์แฮทเธอเวย์  บัฟเฟตต์สามารถลงทุนทั้งแบบเทคโอเวอร์ธุรกิจและซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และทำผลตอบแทน  “ยอดเยี่ยม”  ถึงปีละประมาณ 22% แบบทบต้น  นี่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานและด้วยเม็ดเงินจำนวนมากซึ่งผมคิดว่าจะหาคนที่สามารถทำได้ยากมาก  และในช่วงปลายยุคนี้ทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็น  “ซุปตาร์” ของวงการลงทุน  เป็นทั้งเซียนและคนที่รวยติดอันดับต้น ๆ ของประเทศและของโลก

 

ตั้งแต่ปี 1990 ถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 28 ปีนั้น  บัฟเฟตต์มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลและกลายเป็น “เซเล็บ”  ในแวดวงการลงทุนและในหมู่ประชาชนทั่วไปไม่มีใครไม่รู้จักบัฟเฟตต์  การเคลื่อนไหวต่าง ๆ  ของบัฟเฟตต์เป็นที่จับตามองของสื่อ  บทบาทของบัฟเฟตต์ก็คือการเป็น  “ผู้นำมากบารมีของนักธุรกิจและนักลงทุน”  

อย่างไรก็ตามเขาก็ยังลงทุน “เต็มร้อย” แม้ด้วยวัยที่สูงถึง 85 ปีแล้ว  สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ  ผลงานของบัฟเฟตต์ก็ยังดีเยี่ยมที่ประมาณ 14.6%  ต่อปีแบบทบต้น  ตัวเลขนี้หลายคนโดยเฉพาะนักลงทุนรายเล็กของเมืองไทยอาจจะมองว่าไม่สูง  แต่ความจริงก็คือมันสูงมากถ้ามองว่าเป็นผลตอบแทนระยะยาวเกือบ 30 ปีและด้วยพอร์ตขนาดมหึมา

 

ถ้ามองการเติบโตของเม็ดเงินในแต่ละช่วงของกองทุนของบัฟเฟตต์โดยคิดว่าเขามีเงินเริ่มต้น 1 ล้านเหรียญ  ในช่วงแรกความมั่งคั่งของเขาก็จะกลายเป็น 28.8 ล้าน  พอสิ้นสุดช่วงที่สอง  ก็จะกลายเป็น 1537.2 ล้าน  จนถึงปัจจุบันที่อยู่ในช่วงที่ 3 ก็กลายเป็น ประมาณ 70,000 ล้านเหรียญ   ถ้าคิดผลตอบแทนตลอดทั้ง 3 ช่วงเป็นเวลาประมาณ 61 ปี  ผลตอบแทนที่บัฟเฟตต์ทำได้ก็อยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปีแบบทบต้น โดยที่ความผันผวนปีต่อปีที่รวมถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้นแทบจะไม่มีผลอะไรต่อผลตอบแทนระยะยาวและความมั่งคั่งของบัฟเฟตต์เลย

 

สิ่งสำคัญที่แทบจะไม่แพ้ผลตอบแทนต่อปีของการลงทุนหรือแก้วดวงที่ 2 ก็คือแก้วดวงที่ 3 หรือระยะเวลาของการลงทุน  บัฟเฟตต์ลงทุนต่อเนื่องมา 61 ปี  โดยที่มีช่วงสั้น ๆ  ประมาณ 2-3 ปีเท่านั้นที่เขา  “ออกจากตลาด” ไปเนื่องจากความกังวลเรื่อง  “ฟองสบู่” ของตลาดหุ้นและคิดว่าตนเองรวยพอแล้วและ “อาจจะมีสิ่งอื่นในชีวิตที่น่าทำกว่า”  ก็ต้องถือว่าบัฟเฟตต์นั้นมีแก้วดวงที่ 3 ที่สุกสว่างมากไม่แพ้แก้วดวงที่ 2  และด้วยแก้ว 3 ดวงที่สว่างไสวมากนี้เองที่ทำให้บัฟเฟตต์ร่ำรวยติดอันดับต้น ๆ  ของโลกมายาวนานกลายเป็น  ตำนานที่ยังมีชีวิตของนักลงทุนเอกของโลก

ประสบการณ์และชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น  สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้  แน่นอน  เราคงไม่รวยเท่าเขา  แต่ถ้าเรามีความตั้งใจ  ปรับแก้วทุกดวงของเราให้สว่างพอ แม้แต่เพียงเศษเสี้ยวของบัฟเฟตต์แล้ว  ความสำเร็จและความมั่งคั่งก็รอเราอยู่  แม้ว่ามันจะต้องใช้เวลาแต่ถ้ามันเป็นเวลาที่มีความสุขเราก็ไม่ต้องเดือดร้อนกระวนกระวายแม้ว่าบางช่วงบางตอนหุ้นจะ  “ตกลงมาอย่างหนัก”  และทั้งหมดนี้ผมก็พูดเพื่อปลอบและเตือนใจให้ทุกคนทำตัวให้สบายในกรณีที่หุ้นตกหนัก  จำไว้ว่า  “แล้วมันก็จะผ่านไป”

บทความ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 

  Shared

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 


ดูบทความทั้งหมด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เขา(ไม่)กระจายความเสี่ยง

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

14 สิงหาคม 2561
7,300 Views

กรณีศึกษา นักบาส NBA ที่ "เฉียดรวย" จากหุ้น !!

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

10 สิงหาคม 2561
20,293 Views

ทำ Big Data และ AI อย่างไรให้รุ่ง (ตอนที่ 2)

ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

แนวคิดด้านการลงทุน

7 สิงหาคม 2561
13,468 Views