เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย


ลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน

โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ
9 มกราคม 2557    |    828,459 Views

ปีนี้เปิดมาตลาดหลักทรัพย์ดูไม่สดใส วันแรกที่มีการซื้อขายก็ลงแบบถล่มทลาย เหมือนกับอัดอั้นกันมานาน ลงวันเดียวเกือบ 70 จุด นับว่าเป็นการลงมากสุดภายในวันเดียวในรอบปีเลย พอมาดูว่าใครกันเป็นคนขาย กลับกลายเป็นว่าตัวการคือ สถาบันภายในประเทศ ขณะที่ฝรั่งกลับเป็นฝ่ายซื้อ ตั้งแต่ต้นปีมาจะเห็นได้ว่า สถาบันภายในประเทศเป็นผู้ขายหลัก ในขณะที่ฝรั่งเป็นผู้ซื้อ เรามาดูกันนะครับว่าสาเหตุที่สถาบันขายหุ้น น่าจะมาจากแรงขายของผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุน LTF ที่ถือมาครบ 5 ปีปฏิทิน ซึ่งก็ยังได้กำไรประมาณ 20% ถ้าเขาซื้อหน่วยลงทุนเมื่อปลายปี 2553 รวมทั้งผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุน RMF ที่ถือมาครบ 5 ปี และมีอายุเกิน 55 ปี และผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนอื่นๆ ที่มีความไม่มั่นใจในสถาการณ์ การเมืองในประเทศที่กำลังร้อนระอุอยู่ และผลกระทบจากเหตุการณ์ Bangkok Shutdown ว่าจะเป็นอย่างไร จนทำให้ราคาหุ้นตกลงมาค่อนข้างมาก ทำให้หุ้นไทยดูมีความน่าลงทุนมากขึ้นในสายตานักลงทุนระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นของเพื่อนบ้าน กอรปกับค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงมาอย่างรวดเร็วลงไปต่ำกว่า 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแล้วทำให้ต่างชาติใช้เงินดอลลาร์น้อยลงในการแลกเงินบาท บวกกับราคาหุ้นที่ถูกลงมามากแล้ว

เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดที่เกือบ 1,650 จุดเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว นับว่าลงมาประมาณ 445 จุดแล้ว (ถ้าเทียบกับจุดต่ำสุดที่ 1,205.44 จุดเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา) งานนี้ฝรั่งกำไร 2 เด้งจริงๆ ขายไปตอน 1,600 จุดแล้วมารับกลับแถว 1,200 จุด ช่วงที่ขายหุ้นเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ช่วงที่กลับมาช้อนซื้อเงินบาทอยู่แถว 33 บาท กำไรหุ้นประมาณ 25% +ค่าเงินอีกเกือบ 10% นับว่าเป็นผลตอบแทนที่ช่างน่าอภิรมย์จริงๆ จริงอยู่แม้ฝรั่งทยอยขายลงมาเรื่อยๆ และคงจะทยอยซื้อไปเรื่อยๆ รวมทั้งค่าเงินบาทที่ทยอยอ่อนตัวลงมาตั้งตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่ากำไรถั่วเฉลี่ยของต่างชาติรอบนี้จากทั้งราคาหุ้นและค่าเงินน่าจะอยู่ที่ 20-25% การ Rebound รอบนี้ อยากให้ท่านนักลงทุนสำนึกไว้ในใจนะครับ เป็นการเด้งขึ้นมาเพราะภาวะ Oversold บวกกับราคาหุ้นบ้านเราดูแล้วถูกกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นของตลาดเพื่อนบ้าน ไม่ใช่เพราะว่าพื้นฐานประเทศเราดี อย่าโกหกตัวเองเลยครับ

ลองมาดูปัจจัยลบภายในปีนี้ว่ามีอะไรกันบ้าง ผมพยายามทบทวนและรวบรวมความคิดได้เป็นดังนี้ครับ
1). ความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองในประเทศ ซึ่งไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้เลยว่าจะจบอย่างไร จะมีเลือกตั้งไหม จากการพยายามขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งของกปปส. ด้วยวิธีการต่างๆ ถ้าสำเร็จผล ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ แต่นายกรัฐมนตรีรักษาการไม่ยอมลาออก นั่งเก้าอี้ลากยาวต่อไปเรื่อยๆ จะทำอย่างไร เพราะว่าตามมารยาทนายกรักษาการจะไม่สามารถออกนโยบายใหม่ๆ อะไรได้ คงได้แต่สานนโยบายเดิม และใช้เงินงบประมาณบริหารประเทศไปวันๆ หรือมีการเลือกตั้ง แต่ได้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเหมือนเดิม การประท้วงของกปปส. ก็คงจะยังดำเนินต่อไป และอาจจะเข้มข้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังต้องลุ้นระทึกการตัดสินของปปช. และศาลรัฐธรรมนูญภายในเดือนมกราคม ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร จะมีผลต่อนายกและรัฐมนตรีท่านอื่นๆ รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วยว่าจะเป็นอย่างไร ช่วงนี้คนเสื้อแดงก็ยังเงียบๆ อยู่ ยังไม่มีการรวมตัวประท้วงกันเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าวันใด 2 กลุ่มนี้ (กปปส.กับคนเสื้อแดง) ปะทะกันจริงๆ อย่างที่หลายโหรทำนาย อะไรจะเกิดขึ้น ทหารจะต้องออกมาหรือไม่ เป็นเหตุการณ์ที่คาดการณ์ได้ยาก แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าความวุ่นวายเหล่านี้น่าจะจบภายในไตรมาส 1 ปีนี้
2). สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยเราขึ้นมาที่ระดับเกิน 80% แล้ว ทำให้ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนไม่สามารถจะโตได้มากมายนักและจากนโยบายรถคันแรกเป็นการดึงกำลังซื้อของอนาคตมาใช้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้สินเชื่อเช่าซื้อรถด้วยแล้ว ต้องมืภาระผ่อนอีกหลายปีจะดึงกำลังซื้อของกลุ่มคนนี้ไป คงได้แต่หวังว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะเริ่มฟื้นตัวอย่างจริงจัง โดยตัวเลขเศรษฐกิจทางฝั่งสหรัฐก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EU ก็เริ่มฟื้นตัว จีนก็น่าจะเติบโตในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว น่าจะทำให้กลุ่มส่งออกของเราดีขึ้น ยิ่งค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว น่าจะทำให้สินค้าไทยดูมีราคาถูกลง อย่างไรก็ตามค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าของเราในสินค้าบางประเภทก็อ่อนตัวลงเช่นกัน โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ค่าเงินรูเปียะห์อ่อนค่าลงค่อนข้างมาก
3). การปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของนักวิเคราะห์ทั้งหลาย น่าจะปรับลงจากครั้งก่อน ซึ่งจะทำให้ต้องมีการปรับราคาเป้าหมายของหุ้นแต่ละตัว โดยปกติยิ่งมีการเติบโตของกำไรยิ่งสูงค่าตัวคูณ P/E ที่นักวิเคราะห์ให้กับหุ้นนั้นๆ ก็จะสูง ในทางกลับกันถ้ามีอัตราเติบโตของกำไรในระดับต่ำ ค่า P/E ที่ให้ก็จะยิ่งต่ำลง ทำให้ราคาเป้าหมายของหุ้นจะแตกต่างกันยิ่งมาก ถ้าอัตราการเติบโตต่างกันมาก
4). พรบ. 2 ล้านล้านบาทที่ตกไปและการที่รัฐบาลรักษาการซึ่งเปรียบเสมือนกับเป็ดง่อย จะทำให้ไม่มีเงินหรือนโยบายที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตเกิน 4% ในปีนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย คงต้องหวังภาคส่งออกเป็นหลักส่วนภาคท่องเที่ยวปีที่แล้วเป็นปีทองปีหนึ่ง แต่ปีนี้ไตรมาส 1 ซึ่งเป็นช่วง High Season คงได้รับผลกระทบจากการประท้วงแน่ๆ ที่เห็นชัดๆ คือ การยกเลิกทัวร์ของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน
เนื้อที่หมดแล้ว เอาไว้คุยต่อในวันพุธหน้าและผมจะพูดถึงธุรกิจเด่นและดับในปี 2557 ในสายตาผมครับ

 

  Shared

กิติชัย เตชะงามเลิศ

เจ้าของหนังสือ Best Seller  “จาก 1 ล้าน เป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร” และยังเป็นนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่มีชื่อเสียง และเป็นที่สนใจของสื่อกระแสหลักอย่างมาก  ทำให้นอกจากคุณกิ๊ดจะทำบริษัทของตนเอง ก็ยังได้รับเชิญเป็นแขกรับเชิญ และเป็นผู้ดำเนินรายการ อาทิเช่น ในรายการถอดรหัสหุ้น และยังเป็นนักเขียนให้ โพสทูเดย์, นิตยสารคนรวยหุ้น, Condo Guide, Stock Review, Me (Market Evolution), Glow และ Lisa เป็นต้น


ดูบทความทั้งหมด

SCC ในวันที่หลุด 400 บาท ยังน่าสนใจอยู่ไหม ?

Stock Vitamins - วิตามินหุ้น

ลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน

11 ตุลาคม 2562
8,788 Views
สอบถามข้อมูล