อยากเป็น VI ต้องทำอย่างไร ? / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน

โดย stock2morrow
5 มีนาคม 2561    |    220,999 Views

คนที่กำลังจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจังหรือคนที่ลงทุนอยู่แล้วแต่ยังใช้วิธีหรือกลยุทธ์อื่น  ถ้าอยากเป็น “นักลงทุนแบบ VI” จะต้องทำอย่างไร?

ก่อนอื่นจะต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือ Value Investment หรือ “VI”  เพราะถ้ายังไม่ชัดเจนก็จะทำให้เราทำผิดหรือเชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและนำไปสู่วิธีการที่ผิด

หลักการของ VI ที่สำคัญจริง ๆ  ก็คือการลงทุนที่เราต้องศึกษาและวิเคราะห์หา “มูลค่าที่แท้จริง”ของ  “ธุรกิจ”  ซึ่งก็คือกระแสเงินสดทั้งหมดที่เราจะได้รับจากเงินปันผลหรือผลตอบแทนอื่น ๆ ในอนาคตของบริษัทตลอดไป  โดยปันผลทั้งหมดนั้นจะต้องถูกลดค่าโดยต้นทุนของเงินที่เราลงทุน  ยิ่งกระแสเงินได้รับมาช้า  การคิดลดก็จะสูง  เช่น  ปันผลในปีหน้าอาจจะถูกลดค่าลง 10%  ปันผลปีที่สองก็จะถูกคิดลด  21% และปีที่ 3 ก็ถูกคิดลด 33% เป็นต้น    

เมื่อหามูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจได้แล้ว  เราก็เอามาเปรียบเทียบกับ  “ราคา” หุ้นของบริษัทนั้น  ถ้าราคาของหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ  เช่น  30% ซึ่งเราเรียกว่า Margin of Safety สูง  เราก็ซื้อหุ้นตัวนั้น  และถ้าหุ้นตัวนั้นมีราคาปรับตัวขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง  เราก็จะขาย

จากหลักการดังกล่าวก็จะพบว่าสิ่งที่คนอยากเป็น VI จะต้องทำก็คือ ข้อแรก  เขาจะต้องเรียนรู้เรื่องของ “ธุรกิจ” หรือบริษัทว่าเป็นอย่างไร  อยู่ในอุตสาหกรรมอะไร  มียอดขายเท่าไร  กำไรเท่าไร  และจ่ายปันผลหรือสามารถจ่ายปันผลเท่าไรหลังจากสิ้นปี 

นอกจากนั้น  เขาจะต้องรู้ว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่สม่ำเสมอแน่นอนหรือไม่  ซึ่งจะทำอย่างนั้นได้  ตัวอุตสาหกรรมจะต้องไม่ตกต่ำลง  และบริษัทก็จะต้องมีความสามารถในการรักษาลูกค้าและสามารถกำหนดมาร์จิ้นหรืออัตราการทำกำไรต่อยอดขายได้   ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องมีความสามารถในด้านการตลาดที่เหนือกว่าหรือไม่แพ้คู่แข่ง  ทั้งหมดนี้ผมเรียกมันว่า  “ความแข็งแกร่งของบริษัท”

เรื่องต่อมาที่จะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมก็คือ  การ “เติบโต” ของกิจการเพื่อที่จะมองว่า “กระแสเงินสด”  หรือกำไรและปันผลในอนาคตจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนและอีกยาวนานเท่าไร   นี่ก็เช่นเดียวกัน  เราจะต้องรู้ว่าอุตสาหกรรมนั้นจะโตต่อไปอีกนานแค่ไหน  เช่นเดียวกัน  บริษัทจะโตต่อไปได้อีกมากน้อยแค่ไหน  ถ้าอุตสาหกรรมยังโตได้อีกมาก  การเติบโตก็จะง่าย   และถ้าบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าคู่แข่งมากขึ้นเรื่อย ๆ  การเติบโตโดยการกินส่วนแบ่งทางการตลาดจากคู่แข่งก็จะทำได้มากขึ้นเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม  การเติบโตของบริษัทในระยะยาวเป็นสิบ ๆ  ปีแล้ว  ส่วนใหญ่ก็จะทำได้ไม่สูงมาก  บริษัทที่เป็นสุดยอดของการเติบโตก็มักจะมีการเติบโตแบบทบต้นโดยเฉลี่ยต่อปีไม่เกิน 15-20%  ยกเว้นก็เฉพาะบริษัทขนาดเล็กในอุตสาหกรรมไฮเทคที่อาจจะโตได้สูงกว่านั้น

ความแข็งแกร่งและการเติบโตของบริษัทนั้น  เมื่อเอามาประกอบกันก็จะกลายเป็นเรื่องของ  “คุณภาพ”  ของกิจการ  บริษัทที่แข็งแกร่งมากและโตเร็วมากผมก็จะเรียกว่าเป็น “Great Company” หรือบริษัทที่ “ยิ่งใหญ่”  บริษัทที่แข็งแกร่งมาก แต่ไม่โตก็อาจจะเป็น “Good Company” หรือบริษัทที่ “ดี”   บริษัทที่ไม่แข็งแกร่งแต่โตเร็ว  อาจจะเนื่องจากบริษัทยังเล็กมากก็อาจจะเรียกว่า Growth Company หรือบริษัทที่ “โตเร็ว” เป็นต้น  

โดยทั่วไปแล้ว  บริษัทที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่แล้วในอุตสาหกรรมจะโตเร็วมากไม่ค่อยได้แม้ว่าในช่วงสั้น ๆ  ปีสองปีอาจจะดูว่าโตเร็วเนื่องจากเหตุผลพิเศษก็ตาม   VI จำเป็นที่จะต้องเข้าใจในประเด็นเหล่านี้และแยกแยะได้ว่าบริษัทที่เราวิเคราะห์อยู่นั้นเป็นบริษัทแบบไหน

การเรียนรู้ในด้านของธุรกิจนั้น  ต้องใช้เวลาและประสบการณ์สะสมไปเรื่อย ๆ   คนที่ทำธุรกิจอยู่แล้วก็จะเข้าใจได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เคยทำธุรกิจเพราะเขารู้จักเรื่องของการตลาดและการแข่งขัน  น่าเสียดายที่นักธุรกิจบางคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นโดยที่เขาคิดว่าหุ้นกับธุรกิจเป็นคนละเรื่อง  ดังนั้น  เขาจึงใช้  “ศาสตร์ของการเล่นหุ้น”  ที่มักเน้นเรื่องของการจับจังหวะและการเก็งกำไรจากเรื่องราวต่าง ๆ  มาใช้ในการลงทุน  ซึ่งทำให้เขาไม่ได้เปรียบคนอื่นในตลาดหุ้น  ส่วนคนที่ไม่เคยทำธุรกิจหรือไม่ได้สัมผัสกับธุรกิจ เช่น  อาจจะเป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตลาดหรือการขายหรือในด้านของบัญชีก็อาจจะเสียเปรียบและจะต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ  กลยุทธ์การตลาด  การแข่งขัน  และอื่น ๆ   นอกจากนั้น  ก็จะต้องคอยติดตามกลยุทธ์และการดำเนินงานของบริษัทอย่างสม่ำเสมอรวมถึงการสังเกตหรือสำรวจตลาด “ในสนาม”  เพื่อให้รู้ว่าบริษัทแข็งแกร่งหรือเติบโตมากน้อยแค่ไหน

ในกระบวนการเรียนรู้เรื่องของกิจการนั้น  ประเด็นสำคัญก็คือ  เราจะต้องเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้องและ “ไม่ลำเอียง”  เพราะในตลาดหุ้นนั้น  มักจะมี “อวิชชา” และ “ข่าวลวง” หรือเรื่องที่เกิดจากความ  “ลำเอียง” ของคนที่ถูกปล่อยออกมาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจเป็นจำนวนมาก  มากเสียยิ่งกว่าเรื่องจริงและความรู้ที่ถูกต้อง  การรับข้อมูลโดยไม่แยกแยะหรือตั้งคำถามนั้น  ในที่สุดก็จะทำให้เราเป็น VI “พันธุ์ทาง”  หรือแม้แต่เป็นเหยื่อความคิดแบบ VI   วิธีแก้ก็คือการดูว่า  “ใครคือคนพูด”  เขาน่าเชื่อถือไหม  เขามีแรงจูงใจอะไร  และเขามี Conflict of Interest หรือมีผลประโยชน์ซ่อนเร้นหรือไม่  เป็นต้น  การที่จะเป็น VI ที่ดีได้จริง ๆ  นั้น  ผมคิดว่าคุณสมบัติที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือ  เขาต้องไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ  และต้องตั้งคำถามเสมอ

การเรียนรู้เรื่องต่อมาถ้าอยากจะเป็น VI ก็คือเรื่องของราคาหุ้น  การวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงตามทฤษฎีให้ถูกต้องนั้นค่อนข้างยาก  นักวิเคราะห์มักจะต้องตั้งสมมุติฐานที่มักจะห่างจากความเป็นจริงมาก  ดังนั้น  ถ้าเราใช้วิธีแบบนั้นโอกาสผิดก็จะสูงมาก  อาจจะเรียกว่า “Precisely Wrong”   ในทางปฏิบัติเราจึงมองภาพใหญ่ ๆ  และหาค่าประมาณที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือเรียกว่า  “Approximately Right” โดยใช้ค่า PE  ค่า PB  Dividend Yield และ Market Cap. เป็นต้น   ซึ่งด้วยวิธีการเหล่านี้  เราอาจจะไม่จำเป็นต้องรู้มูลค่าที่แท้จริงว่าเป็นเท่าไรแน่  แต่เรารู้ว่าราคามันแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น ๆ  ในตลาดโดยเฉลี่ย  เช่น  ในภาวะปัจจุบัน  หุ้นที่มีค่า PE ไม่เกิน 17 เท่าอาจจะถือว่าไม่แพงและถ้าต่ำกว่า 10 เท่าก็อาจจะถือว่าถูก  ส่วนหุ้นที่มีค่า PE เกิน 17 เท่าก็ถือว่าแพงและหุ้นที่มี PE 30-40 เท่าขึ้นไปก็ต้องถือว่าแพงมาก  เป็นต้น

การที่จะเป็น VI นั้น  ไม่ใช่ว่าจะต้องซื้อแต่หุ้นถูก   เราจะต้องเปรียบเทียบคุณภาพกับความถูกความแพงของหุ้น  หุ้นที่ทั้งแข็งแกร่งและเติบโตดีเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้น  อาจจะแพงกว่าหุ้นอื่นทั่ว ๆ  ไปได้  เช่น  อาจจะมีค่า PE ถึง 30 เท่าก็ไม่ถือว่าแพง  แต่ถ้าหุ้นมีราคาคิดเป็นค่า PE ถึง 50-100 เท่า โดยที่ไม่ได้เป็นหุ้นตัวเล็กจิ๋ว  แบบนี้ก็ถือว่าไม่คุ้มและคนที่เป็น VI ก็มักจะไม่สนใจซื้อ  ตรงกันข้าม  หุ้นที่มีค่า PE เพียง 10 เท่าที่ถือว่ามีราคาถูกมากนั้น  ก็อาจจะไม่คุ้มที่จะซื้อถ้าคุณภาพของกิจการ “แย่มาก”  เพราะไม่แข็งแกร่งและกำลังถดถอย  เป็นต้น

ความสามารถของ VI นั้น  จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ตลอดเวลาและสะสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ  สิ่งที่จะบอกว่ามีความก้าวหน้าก็คือ  ความสามารถในการวิเคราะห์ตัวกิจการหรือบริษัทได้ถูกต้อง  นั่นคือ  ความแข็งแกร่งและการเติบโตของบริษัท—ในระยะยาว   ความสามารถประการที่สองก็คือ  การซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริงมากพอ  นั่นก็คือ  ซื้อในราคาที่มีค่า PE หรือมาตรวัดอื่น ๆ  ที่เหมาะสมหรือถูกมาก   และนี่ก็คือศิลปะของ VI แต่ละคน  และก็มักจะกลายเป็น “สไตล์” ที่แตกต่างกัน   แต่ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ไหน  จำไว้ว่า VI ที่แท้จริงนั้น  จะไม่ซื้อหุ้นที่แพงเกินคุณภาพโดยเด็ดขาด   

ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูว่าในชีวิตของวอเร็น บัฟเฟตต์นั้น  เขาจะไม่ซื้อหุ้นที่แพงเกินไปเลย  เขาอาจจะซื้อหุ้นไฮเท็คแบบ แอปเปิลหรือ IBM แต่ก็ซื้อในยามที่มันไม่แพง  เขาอาจจะซื้อหุ้นบริษัทรถไฟที่อาจจะไม่โตหรือกำลังถดถอย  แต่มันก็ไม่แพง  บางครั้งเขาก็เล่นพวก Derivative  ถ้ามันไม่แพง  พูดง่าย ๆ  VI สามารถและก็ลงทุนได้ทุกอย่าง  บางครั้งก็ลงทุนสั้น ๆ  ด้วยก็ได้  สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่ VI  สิ่งเดียวที่จะแสดงว่าเขาอาจจะไม่ใช่ VI ก็คือ  เขาลงทุนในหุ้นที่ “แพงจัด” หรือแพงเกินไปอยู่บ่อย ๆ

 

บทความโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

  Shared

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 


ดูบทความทั้งหมด

GPSC ซื้อ GLOW ใครได้ใครเสีย ?

stock2morrow

ลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน

22 มิถุนายน 2561
1,206 Views

เจาะโมเดลธุรกิจ VIBHA โรงพยาบาลเกรดบีโตแบบกลยุทธ์เครือข่าย

stock2morrow

ลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน

21 มิถุนายน 2561
1,351 Views

Banpu เทิร์น-อราว ได้จริงหรือ ?

stock2morrow

ลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน

18 มิถุนายน 2561
8,778 Views