เปรียบเทียบการซื้อแฟรนไชส์ร้านกาแฟระดับประเทศกับซื้อหุ้น PTT


แนวคิดด้านการลงทุน

โดย stock2morrow
2 เมษายน 2561    |    437,994 Views

เชื่อว่าหลายๆท่านที่ไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะมีความฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองซักอย่างนึง

อยากเป็นเจ้านายตัวเองไม่ต้องเป็นลูกน้องใครให้ปวดหัว หนึ่งในธุรกิจยอดนิยมคือเปิดร้านกาแฟ

หลายๆคนอยากเปิดร้านกาแฟตั้งแต่ขนาดเล็กจึงระดับใหญ่ ทั้งทำร้านเองหรือซื้อแฟรนไชส์ แต่งร้านสวยๆเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ

ถ้าเราอยากทำเองเราก็ลงทุนทำเอง บริหารเอง ชงกาแฟเอง แต่ถ้าเราไม่ได้มีเวลาขนาดนั้นและไม่ค่อยชอบงานบริการเท่าไร ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการซื้อแฟรนไชส์

ตอนนี้แฟรนไชส์ร้านกาแฟระดับประเทศ ที่มีอยู่ในปั๊มเยอะที่สุดได้มีการทำการตลาด เชิญชวนผู้ลงทุนมาทำแฟรนไชส์มาหลายปีแล้ว พอมาลองนั่งอ่านเงื่อนไขการซื้อแฟรนไชส์ก็ลองมาวิเคราะห์ตัวเลขคร่าวๆ

วันนี้เราเลยจะมาลองเปรียบการซืื้อแฟรนไชส์ร้านกาแฟระดับประเทศ ที่มีอยู่ในปั๊มเยอะที่สุด เปรียบเทียบกับการลงทุนให้หุ้น อันไหนผลตอบแทน และความเสี่ยงดีกว่ากัน ?

ผมได้ทำการค้นหาข้อมูลการลงทุนในการซื้อแฟรนไชส์ร้านกาแฟระดับประเทศ ในเวบของเค้า ดังตารางข้างล่าง (ท่านใดสนใจลองหาใน google นะครับ ข้อมูลเปิดเผยในเวบของเค้า)

 

สมมติฐานในการเปรียบเทียการซื้อแฟรนไชส์คือ เรามีเงินสดในการซื้อแฟรนไชส์ตามข้อกำหนดเค้า และเรามีเงินเดือนจากงานประจำอยู่แล้วเดือนละ 50000 บาท

ในตารางสรุปค่าใช้จ่ายในการซื้อแฟรนไชส์ครั้งแรกเข้าเอาราคากลางๆ 2,700,000 บาท โดยจะทำร้านกาแฟเนื้อที่ 130 ตารางเมตร พอซื้อแฟรนไชส์เสร็จ ก็ทำการสร้างตกแต่งร้านจนเปิดขายได้

ระหว่างเปิดร้านขาย สมมติเฉลี่ยขายได้ 250 แก้วต่อวัน

เฉลี่ยแก้วละ 55 บาทจะได้รายได้ต่อวัน 13,750 บาท
เดือนนึงยอดขายก็ 412,500 บาท
ตีกำไรเลย 40% ของยอดขาย 165,000 บาท

แต่ช้าก่อน เค้ามีข้อกำหนดหลังจากซื้อแฟรนไชส์ที่ต้องจ่ายคืนให้บริษัทแม่ทุกๆเดือน (ลองค้นหาดูใน google นะครับ ) คือ


1.  ค่า Royalty Fee 3% จากยอดยอดขายคือ 412,500 บาท = 12,375 บาท
2.  ค่า Marketing Fee 3% จากยอดยอดขายคือ 412,500 บาท = 12,375 บาท

รวมที่ต้องจ่ายให้บริษัทแม่ 24,750 บาท

สองข้อด้านบนคือต้นทุนที่เราต้องจ่าย ขายดีจ่ายมากหน่อย ขายไม่ดีก็จ่ายน้อยลงหน่อย แต่สุดท้ายยังไงก็ต้องจ่าย

แต่อย่าลืมนะครับต้นทุนของเราไม่หมดแค่นี้ ยังมีอีก คือ


1. ค่าลูกน้อง 4 คนๆละ 10,000 ต่อเดือน ก็เท่ากับ 40,000 บาท
2. ค่าไฟและค่าน้ำเดือนละ 15,000 บาท 
3. ค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นอีก เดือนละ 10,000 บาท
4. ค่าภาษี ค่า VAT ตีเดือนละ 3000 บาท
5. ค่าเช่าที่ในกรณีที่เราไม่มีที่เป็นของตัวเองหรือเราอยากจะขายกาแฟในห้าง ตีราคาค่าเช่าต่อเดือน ขั้นต่ำ 50000 เพราะเนื้อที่ 130 ตารางเมตรในห้างราคาแบบถูกสุดๆในห้างต่างจังหวัด

ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนคือตัวเลขคร่าวๆคือ 118,000 บาท

 

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเดือน 24,750+118,000 =  142,750 บาท 


เหลือกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย 165,000-142,750 = 22,250 บาท ต่อเดือน
ระยะเวลาคืนทุน เท่ากับเงินต้น หารกำไร = 2,700,000 / 22,250 = 121.34 เดือน = 10 ปี!!!!!!!!

10 ปีคืนทุนทั้งหมดที่ลงไป แต่อย่าลืมนะครับ ข้อแม้คือ ต้องขายได้เฉลี่ยวันละ 250 แก้ว
จะลดเวลาจาก 10 ปีได้คืนทุนเร็วๆ ต้องไม่กู้แบงค์ ลดค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่มองไม่เห็น และมีที่ดินเป็นของตัวเอง เช่น เรามีปั๊มเป็นของตัวเอง เราต้องซื้อแฟรนไชส์มาดึงลูกค้าแวะปั๊มเรา ค่าใช้จ่ายในการเช่าที่เพื่อเปิดร้านกาแฟจะลดลงเป็น 0 จะคืนทุนได้ไวขึ้นมากครับ

และที่สำคัญมีข้อแม้  อายุสัญญา 6 ปี หมด 6 ปีต้องต่อสัญญาครั้งนึง และผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้อง Renovate ร้านทุกๆ 3 ปี ตามที่บริษัทกำหนด

แล้วลองคิดดู ค่า renovate เท่าไรละเนี่ยครับ เราต้องจ่ายค่าปรับปรุงร้านเองนะครับ ทำกำไรมาทุกวันให้เค้าหมดเลยนะครับเนี่ย.........

ขนาดผมนั่งคำนวณเล่นๆยังเหนื่อยมากเลยครับ

************การคำนวนค่าใช้จ่าย และการคืนทุน(Payback period) เป็นการคำนวนคร่าวๆนะครับ ประมาณจากยอดขายสมมติและค่าใช้จ่ายสมมติ บางทีเปิดร้านกาแฟแล้วยอดขายอาจจะมากกว่าที่คิดหรือน้อยกว่าที่คิดไว้มากๆนะครับ

 

คราวนี้เรามาลองดูอีกมุม ถ้าเรามีเงินทุนอยู่ 2,700,000 บ้าง เราไม่ทำร้านกาแฟ แต่เราอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองละ

หนทางที่น่าสนใจคือ หุ้น เพราะถ้าเราซื้อหุ้นเราก็เหมือนเป็นเจ้าของบริษัทนั้นไปแล้ว

เงิน 2.7 ล้าน สมมติเราไปลงทุนให้หุ้นตัวนึง เช่น ปตท (PTT) เลือกหุ้นนี้เพราะบริษัทมั่นคง รัฐถือหุ้นใหญ่ ไม่มีทางล้มหายตายจากไปได้

มาดูข้อมูลงบการเงิน ที่มา https://www.finnomena.com/stock/PTT

 

จะเห็นว่าผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 4% แบบคร่าวๆนะครับ

เงิน 2,700,000 บาท 4% ต่อปี ได้ผลตอบแทนต่อปี 108,000 บาท หรือเดือนละ 9000 บาท

แต่ถ้าเราซื้อ ตอนปี 2551 ที่ราคา 175 บาท มาขายตอนปี 2561 ที่ราคา 500 บาท 

เงิน 2,700,000 บาท เราจะกลายเป็น 7,700,000 บาท !!!!!!!!! คิดเป็น 285.7%ที่เพิ่มขึ้น

 

เห็นความแตกต่างกันไหมครับ ระหว่างซื้อแฟรนไชส์ร้านกาแฟกับซื้อหุ้น

1. กำไรต่อเดือนจากการเปิดร้านกาแฟอาจจะมากกว่าเงินปันผลในหุ้น แต่อย่าลืมถ้ายอดขายร้านกาแฟเราตกละ ทุกๆ 3 ปีเสียเงินค่าแต่งร้านอีก

2. ระหว่างเปิดร้านกาแฟ ปัญหาที่เราคาดไม่ถึงจะมารุมเร้า เช่นลูกน้องไม่พอ อยู่ดีดีก็ไม่มาทำงาน ท่อน้ำเสีย แอร์พัง สารพัดปัญหาที่จุกจิกเมื่อเทียบกับซื้อหุ้น

3. มูลค่าหุ้นถือยาว มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่ามูลค่าร้านกาแฟ วันดีคืนดีเจ้าของแฟรนไชส์อาจจะยกเลิกสัญญาเราได้ เงินที่ลงทุนไปนี่อาจจะหายไปหมดเลยก็ได้นะครับ

4. บางทีเราขายกาแฟดีมาก กำไรกำลังจะเริ่มคืนทุนได้ไว แต่บางทีวันดีคืนดี มีแฟรนไชส์เจ้าเดิม มาเปิดร้านใกล้ๆเรา ชิงส่วนแบ่งเรา เราจะทำยังไงดี

5. ปัญหามีมากมายเลยครับในการทำธุรกิจเอง เล่าสามสี่วันก็ไม่จบ

 

ถ้าซื้อหุ้นแล้วถือไปเรื่อยๆ เงินปันผลที่ได้มาก็นำไปลงทุนให้หุ้นต่อ ทยอยซื้อไปเรื่อยๆ มันน่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจนะครับ

 

บทความนี้ไม่ได้เชื้อเชิญในการซื้อขายหุ้นนะครับ แต่แบ่งปันประสบการณ์มุมมองการทำธุรกิจเทียบกับหุ้น การซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลต้องพิจารณาละเอียดรอบคอบกันอีกทีนะครับ

------------------------------

บทความจากโครงการ Stock Writer เขียนโดย  MerchantETrader

https://goo.gl/Nq58sq 

 

  Shared

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 


ดูบทความทั้งหมด

10 การเปลี่ยนแปลงในตลาดหุ้นที่น่าเรียนรู้ !!

ภาววิทย์  กลิ่นประทุม

แนวคิดด้านการลงทุน

18 กันยายน 2561
2,490 Views

ปรัชญาของการลงทุน / ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

17 กันยายน 2561
9,469 Views

ลงทุน ถูกที่ ถูกเวลา สุดท้ายคือปลอดภัย

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

17 กันยายน 2561
5,632 Views