ไขรหัส FACTSHEET ความมหัศจรรย์ในการคัดกรองหุ้น (ตอนที่ 2)


มือใหม่เริ่มลงทุน

โดย stock2morrow
20 เมษายน 2561    |    448,637 Views

Factsheet (สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน) เป็นสิ่งแรกๆ ที่ผมมักจะดู หลังจากหัวข้อ "งบการเงินและผลประกอบการ" ในการใช้ช่วยคัดกรองหุ้นที่จะเข้าไปลงทุน สิ่งที่กำลังจะเขียนต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ผมพยายามรวบรวมตลอดเส้นทางการลงทุนของผม และอยากแบ่งปันสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ให้กับเพื่อนๆ นักลงทุนได้อ่านกันครับ

หัวข้อที่ผมจะประเมินเวลาอ่าน factsheet

(1.) โครงสร้างทางการเงิน

(2.) กิจกรรมการดำเนินงาน

(3.) ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

(4.) กระแสเงินสดของบริษัท

(5.) ความสามารถในการทำกำไร

ติดตามอ่านข้อ 1-3 จากบทความตอน 1 ได้ที่ https://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=1493 
 

(4.) กระแสเงินสดของบริษัท

(4.1) CFO ควรจะมีค่าเป็น (+) และมากกว่า NP การที่ CFO เป็น (-) อาจบ่งว่าบริษัทนั้นขาดสภาพคล่อง อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าการมี CFO เป็น (-) จะไม่ดีเสมอไป เพราะหลายๆ ครั้งบริษัททำกำไรได้ NP เป็น (+) แต่ CFO กลับเป็น (-) เพราะเงินไปจมกับสินค้าคงเหลือ (เช่น ต้องซื้อตุนเอาไว้ก่อน เดี๋ยวจะราคาแพง) หรือเอาไปจ่ายคืนเจ้าหนี้การค้า ซึ่งดูได้จาก "ระยะเวลาขายสินค้า" ที่เพิ่มขึ้น และ "ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้การค้า" ที่ลดลงตามลำดับ ทุกครั้งที่เห็น CFO เป็น (-) หรือน้อยกว่า NP ควรจะต้องถามตัวเองเสมอว่าบริษัทเอาเงินไปทำอะไร?

(4.2) CFI ควรมีค่าเป็น (-) หมายถึงบริษัทมีการลงทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง ควรจะเข้าไปดูในไส้ในด้วยว่าบริษัทเอาเงินไปลงทุนอย่างไร หากลงทุนขยายกิจการ ควรเอาเงินไปลงใน "ที่ดินอาคารและอุปกรณ์" (หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจ) มากกว่าพวกพันธบัตรหรือหุ้นกู้ ซึ่งเป็นเพียงแค่การพักเงินเท่านั้น โดยนักลงทุนสามารถติดตามผลงานการลงทุนของบริษัทใน assets เหล่านี้ได้จากค่า return on assets (ROA) และค่า asset turnover (AT) ซึ่งทั้งสองค่านี้ ควรจะมีค่าคงที่สม่ำเสมอ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามยอดขายและผลกำไรที่ได้จากการลงทุนนั้น  [Note: ROA = OM x AT]

(4.3) CFF ควรมีค่าเป็น (-) แสดงว่านำเงินไปชำระหนี้ หรือจ่ายมาเป็นปันผลให้ผู้ถือหุ้น ค่า CFF จะเป็น (+) ในกรณีที่ไปกู้ธนาคาร หรือสถาบันการเงินมา โดยนักลงทุนสามารถติดตามการบริหารจัดการแหล่งเงินทุนนี้ได้จากค่า return on equity (ROE) และสัดส่วนของหนี้สิ้น (debt) ของบริษัท [Note: ROE = NPM x AT x (1 + D/E)] จะสังเกตว่าการที่ ROE สูงไม่ได้หมายความว่าดีเสมอไป เพราะหากไปกู้เงินมาจำนวนมากทำให้ส่วนของเจ้าของ (equity) ลดลง แม้กำไรจะเท่าเดิม แต่ก็อาจทำให้ ROE เพิ่มขึ้นเนื่องจากตัวหาร (E) น้อยลงนั่นเอง (ไม่ได้เพิ่มจาก NPM หรือ AT) จึงจำเป็นต้องดู D/E ratio ร่วมด้วยทุกครั้งในการประเมิน ROE

(5.) ความสามารถในการทำกำไร

ในส่วนนี้ต้องขอทบทวนความรู้เก่าเล็กน้อยครับ

Sales - Cost of Goods Sold = Gross Profit

Total Revenues - Total Expenses = EBIT = Gross Profit - SG&A

EBIT + DA = EBITDA;    EBIT - IT = Earnings = Net Profit

ผมชอบเห็น GPM, OM (EBIT margin) และ NPM คงที่ไม่ผันผวน ค่อยๆ โตขึ้นไปพร้อมกับการเติบโตของบริษัท ลองมาดูในรายละเอียดแต่ละตัวกันครับ

Gross Profit (GP) หรือกำไรขั้นต้นนั้น จริงๆ แล้วบอกอะไรเราได้หลายอย่าง เช่น

# ความสามารถในการควบคุมต้นทุน

# อำนาจต่อรองของบริษัทกับ supplier หรือลูกค้า

# แม้กระทั่ง ... ความรุนแรงของการแข่งขัน ในธุรกิจที่เป็น red ocean มีคู่แข่งเยอะ อาจต้องจัด promotion ลดแลกแจกแถมเพื่อดึงลูกค้าเข้ามา อาจส่งผลให้ GPM ลดลงได้ เป็นต้น

หมายเหตุ : GPM ในแต่ละ sector มักมีรายละเอียดแตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องดูที่มาที่ไปของตัวเลขด้วย เช่น ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อาจมีการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ในอดีต หรือบริษัทอาจทยอยซื้อที่ดินมาเรื่อยๆ แต่พัฒนาไปทีละ phase ในขณะที่มูลค่าปัจจุบันของที่ดินอาจสูงกว่า book value มากแล้ว และยังไม่ได้มีการประเมินซ้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ GPM สูงผิดปกติได้ เป็นต้น

Selling, General & Administrative Expense (SG&A) โดยดูว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารนี้สอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ หลายบริษัทที่มีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ดี ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ SG&A ลดลง ก็ทำให้ OM เพิ่มขึ้น (ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมากจาก economy of scale และ brand loyalty ด้วย) โดย ratio ที่ผมใช้คือ SG&A/total revenues ซึ่งจากประสบการณ์ของผมสามารถบอกความสามารถในการแข่งขัน และ "ความติดตลาด" ของ brand ได้ดีทีเดียว โดยถ้าค่านี้ยิ่งลดลงยิ่งดี แสดงถึงการที่บริษัทไม่จำเป็นต้องทุ่มงบค่าการตลาดและค่าโฆษณามาก แต่ก็สามารถเพิ่มยอดขายได้ต่อเนื่อง เพราะติดตลาดแล้วนั่นเอง

Earnings Before Interest & Tax (EBIT) เป็นอีกตัวหนึ่งที่ผมชอบดู จากสมการข้างต้นจะเห็นว่า EBIT คำนวณได้จาก total revenues - total expenses นั่นทำให้ "กำไร(ขาดทุน)พิเศษ" หรือ one-time P/L อาจถูกคิดรวมเข้ามาด้วย กำไร(ขาดทุน)พิเศษเหล่านี้ เช่น

# ส่วนแบ่งกำไร

# กำไรจากการต่อรองราคาซื้อกิจการ

# กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้

# กำไรจากการขายสินทรัพย์

# กำไรจากการขายเงินลงทุน เป็นต้น

** ดังนั้น ก่อนประเมิน EBIT (หรือคำนวณ operating margin) ของบริษัท จึงควรปรับปรุงเอารายการกำไร(ขาดทุน)พิเศษเหล่านี้ออกไปด้วยเสมอ **

หมายเหตุ : ใน 56-1 อาจดูกำไร(ขาดทุน)พิเศษ ได้จากงบกระแสเงินสดจากกิจการดำเนินงาน โดยดูใต้จากหัวข้อ "ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย" หากต้องการทราบรายละเอียด หรืออีกวิธีหนึ่งที่ง่ายกว่าคือการดูค่า CFO ซึ่งจะปรับปรุงเอากำไร(ขาดทุน)พิเศษออกไปแล้ว

EBITDA/DA ratio เป็นตัวที่ผมใช้ในการประเมินเบื้องต้นว่าบริษัทใช้ทรัพย์สินได้คุ้มค่าเพียงใด โดยค่านี้ยิ่งมาก แปลว่ากำไรมากกว่าค่าเสื่อมมาก น่าจะยิ่งดี [ค่าเสื่อม (depreciation) และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (amortization) จัดเป็นต้นทุนคงที่ โดยเป็นผลจากการลงทุนในอดีต] อย่างไรก็ตามการตัดค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่ายมีหลายวิธี หากต้องการทราบในรายละเอียดคงต้องไปดูในหลักเกณฑ์ที่บริษัทใช้ นอกจากนี้บางบริษัทยังอาจใช้วิธี "เช่า" เครื่องจักรมาใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งส่งผลต่อการตัดค่าเสื่อมของบริษัทได้ จึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ด้วย

Net Profit (NP) หรือ "กำไรสุทธิ" เป็นอีกตัวที่หลายๆ ท่านชอบดูเพราะเป็นเหมือนกำไรสุดท้ายที่จะบอกความสามารถในการทำกำไรของบริษัทนั้นๆ อย่างไรก็ตาม NP นั้นได้นับรวมเอา "ค่าใช้จ่ายทางบัญชี" เข้าไปด้วย ทั้งที่จริงแล้วบริษัทไม่ได้จ่าย "เงิน" นั้นออกไป [เพราะงบกำไรขาดทุนจะใช้เกณฑ์คงค้าง (accrual basis) ตามหลักบัญชี ต่างกับงบกระแสเงินสดที่ใช้เกณฑ์เงินสด (cash basis)] ดังนั้นควรดู NP เทียบกับ CFO ด้วยเสมอว่า "กำไรทางบัญชี" ได้ไหลเข้ามาเป็น "กระแสเงินสด" ได้จริงๆ มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้โดยทั่วไป CFO ควรจะมีค่า "มากกว่า" NP เพราะ CFO ต้องบวกกลับพวกค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่ายกลับเข้าไปด้วย (เพราะไม่ได้จ่ายเป็นเงินออกไปจริงๆ) นั่นเอง

 

"... การอ่านงบการเงินหรือ factsheet เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการช่วยคัดกรองหุ้นเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดเราจำเป็นต้องเข้าใจตัวธุรกิจอย่างถ่องแท้ว่า เขาทำอะไร มีรายได้จากช่องทางไหนบ้าง ความแข็งแกร่งของธุรกิจเป็นอย่างไร มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ใน factsheet ... ที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องรู้จัก "ตัวเรา" เอง ว่าสามารถที่จะมีความอดทนเป็น "หุ้นส่วนทางธุรกิจ" ในระยะยาวกับบริษัทที่เราวิเคราะห์มาอย่างดีได้หรือไม่ เพราะอย่างน้อยที่สุดเราก็ต้องให้เวลากับผู้บริหารในการสร้างผลงานด้วย ..."

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ นักลงทุนไม่มากก็น้อยนะครับ หากมีข้อเสนอแนะใดๆ หรืออยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์การอ่าน factsheet สามารถ comment ในด้านล่างได้เลยครับ


(source: https://aecbusiness.com/using-four-metrics-to-analyze-performance-of-a-professional-services-firm

บทความจากโครงการ Stock Writer เขียนโดย  Invisible 

  Shared

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 


ดูบทความทั้งหมด

5 ข้อคิดมือใหม่ ในวันที่ตลาดหุ้นตกหนัก !

Just Invest - เริ่มลงทุน

มือใหม่เริ่มลงทุน

11 ตุลาคม 2561
52,219 Views

ลงทุนอย่างไรให้เหมือนซื้อหวยแต่ถูกชัวร์ ?

รุ่งโรจน์ แก้วกาญจนา

มือใหม่เริ่มลงทุน

9 ตุลาคม 2561
45,104 Views