เสริมลงทุนให้แกร่ง ด้วยเครื่องมือทางเทคนิค? (ตอนที่ 1)


ลงทุนแนวเทคนิคอล

โดย stock2morrow
21 มิถุนายน 2561    |    211,495 Views

หลายคนคงเคยสงสัยว่าการเล่นหุ้นแนวเทคนิคคอลจะเวิร์คจริงๆไหม สำหรับใครที่เล่นแนวปัจจัยพื้นฐานมาตลอด อาจจะไม่เชื่อว่าเทคนิคคอลจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในการลงทุน ในความเข้าใจของคนที่ไม่เคยสัมผัสการเล่นแนวเทคนิคคอล คงรู้สึกว่าการเล่นแนวนี้เป็นเพียงการเก็งกำไรแบบฉาบฉวย ซึ่งมันก็เป็นความจริง แต่เพียงบางส่วนเท่านั้น หากศึกษาแนวทางแบบเทคนิคคอลให้ลึกซึ้งและถูกต้องแล้ว วิธีการนี้จะช่วยให้เราได้ผลลัพธ์จาการลงทุนที่เกินความคาดหมายอย่างแน่นอน คนที่ฟันดาบมือเดียวคงจะสู้คนที่ใช้ดาบเป็นทั้ง 2 มือไม่ได้ ความรู้พื้นฐานจะทำให้เราเลือกหุ้นได้ถูกตัว แต่ความรู้เทคนิคจะทำให้เราเลือกหุ้นได้ถูกเวลา

โดยแก่นหลักของวิธีการเล่นแบบเทคนิคคอลนั้น จะใช้สถิติในอดีตมาพิจารณาแนวโน้ม และจิตวิทยาการลงทุนจะเป็นส่วนที่เข้ามาสอดแทรกในการตัดสินใจลงทุนค่อนข้างมาก เราจะสังเกตุเห็นได้ว่ามีนักลงทุนบางกลุ่มที่เล่นหุ้นแนวเทคนิคคอลแต่ไม่รุ่ง อาจจะเพราะมีความเข้าใจหรือความเชื่อมาผิดๆ ในการใช้เครื่องมือต่างๆ

การเล่นแบบเทคนิคคอลอาจจะดูยากและซับซ้อน แต่บางเครื่องมือสามารถประยุกต์ใช้ในการดูหุ้นได้เกือบทุกตัว การเรียนรู้พื้นฐานเทคนิคคอลให้เข้าใจอย่างถูกต้องนั้นจะช่วยต่อยอดผลตอบแทนจากการลงทุนให้สูงขึ้น  ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในด้านราคาที่เราอาจซื้อในราคาที่สูงเกินไปและขายในราคาที่ต่ำเกินไปอีกด้วย เรามาดูกันดีกว่าคะ ว่าพื้นฐานในการวิเคราะห์แบบเทคนิคคอลมีอะไรบ้าง

พื้นฐานสำคัญที่เราควรรู้

  • รู้จักกราฟและหลักการทางเทคนิค
  • Direction คืออะไร สำคัญอย่างไร
  • วิธีตั้งกราฟให้เหมาะและเข้าใจง่าย
  • การอ่าน Chart Pattern & Indicators

รู้จักกราฟและหลักการทางเทคนิค

การวิเคราะห์หุ้นแบบเทคนิคคอล มีหลักการและความเชื่อที่อ้างอิงมาจากทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีดาว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการวิเคราะห์หุ้นแบบเทคนิคคอลจนถึงทุกวันนี้ ผู้เขียนจึงขอสรุปหลักการและความเชื่อที่สำคัญสำหรับนักเทรดมือใหม่เป็นกฎ 3 ข้อสั้นๆ

  1.ราคาสะท้อนทุกสิ่งแล้ว

  2.ราคาเคลื่อนไหวอย่างมีแนวโน้ม

  3.แนวโน้มในอดีตมีโอกาสเกินขึ้นอีก

ส่วนพื้นฐานที่เราต้องเข้าใจในการลงทุนแนวเทคนิคคอลอย่างแรก คือ เราต้องรู้จักกราฟ มันอาจจะยุ่งยากในช่วงแรกที่ต้องเรียนรู้ในภาพกว้าง เพื่อให้เข้าใจกระบวนท่าต่างๆก่อน

ลักษณะของกราฟมีหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นที่นิยมที่สุดเราคงจะเคยเห็นกัน ที่มีสีเขียวๆแดงๆอย่าง Candlestick chart หรือกราฟแท่งเทียน  แสดงผลโดยบอกข้อมูลดิบของราคา ซึ่งจะบ่งบอกถึงราคาเปิด-ปิดและราคาที่เคลื่อนไหวระหว่างวันของหุ้นที่สูงสุดและต่ำสุด

 

Credit: Candlestick chart,  https://www.wikipedia.org

  • แท่งสีเขียว หมายถึง ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด
  • แท่งสีแดง หมายถึง ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด

Direction คืออะไร สำคัญอย่างไร

Directionหรือกราฟที่มีแนวโน้ม การหา Direction หรือแนวโน้มหลักให้เจอ แล้วเกาะไปกับแนวโน้มนั้นจนกว่ามันจะเปลี่ยนเทรนเป็นสิ่งสำคัญในการทำกำไรจากวิธีทางเทคนิค ซึ่งเราจะเรียกว่า การรันเทรน โดยแนวโน้มจะแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆด้วยกัน

  • Uptrend แนวโน้มขาขึ้น ยอดใหม่สูงกว่ายอดเดิม ก้นใหม่สูงกว่าก้นเดิม
  • Downtrend แนวโน้มขาลง ยอดใหม่ต่ำกว่ายอดเดิม ก้นใหม่ต่ำกว่าก้นเดิม
  • Sideway ไม่มีแนวโน้ม

โดยเราจะต้องทำความเข้าใจพื้นฐานที่จะช่วยวิเคราะห์แนวโน้มอย่างการหาจุดกลับตัว แนวรับแนวต้าน และการตี Trend Line รวมทั้ง Volume ว่ามีผลต่อการขึ้นลงของกราฟอย่างไร ซึ่งจะช่วยต่อยอดไปใช้กับ Indicator ต่างๆได้

วิธีการตั้งกราฟให้เหมาะและเข้าใจง่าย

การจัดหน้าตากราฟให้ดีและเหมาะสมในการใช้งาน จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการดูและสะดวกในการใช้งานมากขึ้น  ถ้ากราฟ Set up ไม่ดี ไม่เหมาะสม ก็จะกลายเป็นอุปสรรคและสร้างความสับสนในการตัดสินใจได้

1. กราฟอย่ารก การใส่ Indicator เข้าไปเยอะๆจะทำให้เรางงหรือสับสนจนอาจจะตัดสินใจผิดพลาดได้ คือยิ่งใช้เครื่องมือเยอะยิ่งเจ๊งนะ เพราะว่าสัญญาณมันขัดแย้งกันทำให้เกิดความสับสน ดังนั้น ควรเลือกใช้เฉพาะ Indicator ที่ให้น้ำหนักในการตัดสินใจมากที่สุดมาใช้งาน แนะนำว่าไม่ควรใส่ Indicator เกิน 4 ตัวจะเวิร์กที่สุด

2. ไม่ใช่ซ้ำประเภท Indicator  แต่ละอย่างมีหน้าที่ในการแสดงผลและสัญญาณที่แตกต่างกัน เราไม่ควรใส่ Indicator ที่ทำหน้าที่คล้ายกัน เพราะจะทำให้ซ้ำซ้อนและเกิดความสับสนขึ้นได้ โดยแบ่งหน้าที่ที่แตกต่างกันของ Indicator ได้เป็น 4 ประเภท

  • Overlay เป็นเส้นค่าเฉลี่ยที่วิ่งทับไปกับ Candlestick chart เช่น Moving Average(EMA), Bollinger, Parabolic
  • Volume แสดงปริมารการซื้อขาย เช่น Volume, On Balance Volume(OBV)
  • Momentum แสดงกำลังหรือแรงเหวี่ยงของราคาหุ้น เช่น MACD
  • Oscillator ใช้ดูการแกว่งเป็นรอบๆ ช่วยดู cycle ของราคา เช่น RSI, Slow Stochastic

 

3.ตั้งแกนกราฟให้ดี กราฟจะมีแกน X เป็นเวลาและมีแกน Y เป็นราคา การตั้งแกนให้เหมาะสมนั้น แกน X ควรจะวิ่งติดต่อกันไป ไม่มีช่องว่างของวันหยุดทำการหรือวันที่หยุดการซื้อขาย ส่วนแกน Y ควรตั้งให้เป็น Log Scale เนื่องจากหากราคากราฟวิ่งตั้งแต่ราคาต่ำบาทไปถึงหลักสิบ หลักร้อยบาท จะทำให้การตีเส้น trend line คาดเคลื่อนได้ เลยดูเหมือนว่าไม่แม่น แต่จริงๆแล้วเกิดจากการตั้งแกน Y เป็น Linear Scale ต่างหาก

4.จำนวนแท่งเหมาะสม ภาพกราฟที่จะแสดงสัญญาณทางเทคนิคที่ดีนั้น ต้องมีระยะเวลาไม่มากหรือน้อยเกินไปที่จะแสดงรอบการขึ้น-ลงของราคาในอดีต ที่เหมาะสมควรมีประมาณ 130-150 แท่ง เพื่อในสามารถดูราคาย้อนหลังของหุ้นได้อย่างครอบคลุม ซึ่งใน Time Frame ที่ต่างกันจะแสดงผล ดังนี้

  • 60 min Chart สะท้อนราคาหุ้นย้อนหลังประมาณ 1 เดือน
  • Day Chart สะท้อนราคาหุ้นย้อนหลังประมาณครึ่งปี
  • Week Chart สะท้อนราคาหุ้นย้อนหลังประมาณ 2 ปีครึ่งถึง 3 ปี

5.Time Frame ที่เหมาะสมกับสไตล์การลงทุน หากเราเล่นแบบ Day Trade ก็ควรจะตั้ง Time Frame เป็นนาทีไปเลย เช่น 60 min Chart และไม่ควรเปลี่ยน Time Frame ในการตัดสินใจกลับไปกลับมา เพราะเราอาจจะสบสนได้เนื่องจากสัญญาณการชื้อขายอาจสวนทางกัน

6.ดูกราฟมากกว่า 1 Time Frame อาจจะงงว่าทำไม จริงๆเราควรมีเพียง 1 Time Frame หลักที่ใช้ในการตัดสินใจ แต่ก็ควรพิจารณา Time Frame ที่ให้ภาพใหญ่ขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ เช่น ถ้าเราดู Day Chart ในการตัดสินใจ ก็ควรดู Week Chart ประกอบด้วย

 การอ่าน Chart Pattern & Indicators

การคาดเดาการเคลื่อนที่ของราคา เพื่อประเมินการเคลื่อนที่ของราคาเราจำเป็นต้องเข้าใจรูปแบบ Chart Pattern ซึ่งเป็นการอ่านกราฟในภาพรวมใหญ่ โดยหลักแล้วจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ

1. รูปแบบกลับตัว (Reversal Pattern) คือ เมื่อราคาวิ่งขึ้นหรือลงในทิศทางที่ชัดเจน จากนั้นชะลอตัวเกิด Pattern ได้สำเร็จ ราคาจะเปลี่ยนทิศทางจากขาขึ้นเป็นขาลง หรือ จากขาลงเป็นขาขึ้น

2. รูปแบบต่อเนื่อง (Continuous Pattern) คือ เมื่อราคาวิ่งขึ้นหรือลงในทิศทางที่ชัดเจน จากนั้นชะลอตัวเกิด Pattern ได้สำเร็จ จะเป็นการยืนยันว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดิม

 


 
Credit: https://www.forexboat.com/3-best-chart-patterns-for-intraday-trading-in-forex/

 

อ้างอิงบทความ: หนังสือ Wave Riders โต้คลื่นหุ้น รู้ทันเทคนิค, ประกาศิต ทิตาราม 

ตอนหน้า เราจะมาทำความเข้าใจเรื่อง การหาจุดซื้อจุดขายเราจำต้องพึ่งพา Indicator สำหรับมือใหม่นั้น แนะนำให้ทำความเข้าใจ Indicator 4 ประเภทหลักๆ คือ EMA, Volume, MACD และ RSI 

หลักสูตร : ก้าวแรกเรียนรู้เทคนิคอล

  Shared

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 


ดูบทความทั้งหมด

เทรดยังไง ในตลาดไซด์เวย์ ?

ประกาศิต ทิตาราม

ลงทุนแนวเทคนิคอล

12 กันยายน 2561
10,903 Views

จังหวะ และ ช่วง Swing ของราคาหุ้น

ประกาศิต ทิตาราม

ลงทุนแนวเทคนิคอล

27 สิงหาคม 2561
24,895 Views

Overbought Oversold เครื่องมือที่สายเทคนิคควรรู้

ปุญชรัสมิ์ เลิศวัฒนาสมบัติ

ลงทุนแนวเทคนิคอล

21 สิงหาคม 2561
24,710 Views