Block Trade อาวุธทำลายล้างแรงสูง / โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


แนวคิดด้านการลงทุน

โดย stock2morrow
7 สิงหาคม 2561    |    17,208 Views

การที่ตัวเลขการใช้มาร์จินในการซื้อขายหุ้นของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างต่ำในช่วงเร็ว ๆ  นี้นั้นทำให้ผมรู้สึกสบายใจในแง่ที่ว่าการเก็งกำไรในตลาดหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้แรงมากอะไรนัก  หรืออย่างน้อยคนที่เก็งกำไรก็มีเงินมากพอที่จะสามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องกู้เงินมาก  หรือบางทีนักลงทุนรุ่นใหม่อาจจะมีหลักการลงทุนที่ดีและป้องกันความเสี่ยงมากกว่าคนรุ่นก่อน   หรือก็อาจจะเป็นไปได้ว่าโบรกเกอร์เองก็มีการควบคุมการปล่อยมาร์จินเนื่องจากเคยมีบทเรียนจากสมัยวิกฤติ  ทั้งหมดนั้นก็เป็นความคิดหรือความเชื่อของผม 
อย่างไรก็ตาม  ลึก ๆ  แล้วผมก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นถูกต้อง  เพราะการเก็งกำไรนั้นมันเป็นเรื่องของยีนของมนุษย์  ถ้ามีโอกาสคนก็ชอบที่จะทำ  นอกจากนั้น  ตัวเลขการซื้อขายหุ้นประจำวันของตลาดหุ้นไทยเองนั้นก็สูงลิ่วเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านทั้ง ๆ ที่ขนาดของตลาดหุ้นไทยเล็กกว่า  ซึ่งก็เป็นเครื่องสะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยนั้นน่าจะมีอัตราการเก็งกำไรสูงแม้ว่าตัวเลขการใช้มาร์จินซื้อขายหุ้นจะไม่ได้บอก 

นอกจากตัวเลขการซื้อขายหุ้นรายวันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่าการเก็งกำไรของนักลงทุนส่วนบุคคลของไทยนั้นยังสูงมากก็คือ การที่ได้เห็นความผันผวนของราคาหุ้นขนาดกลางและเล็กรวมถึงราคาหุ้นที่แพงลิ่วกว่าปกติมากโดยที่ค่า PE ของหุ้นเหล่านั้นสูงในระดับ 40-50 เท่าขึ้นไป ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่นั้นความผันผวนกลับต่ำและหุ้นมีค่า PE ไม่สูงนักและมักจะไม่เกิน 20 เท่า  และนั่นทำให้ผมมีทฤษฎีว่าตลาดหุ้นไทยได้แบ่งออกเป็น 2 ตลาดคู่กันนั่นคือ ตลาดของบริษัทกลางและเล็กกับตลาดหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่น่าจะครอบคลุมอย่างมากก็แค่ไม่เกิน 50 ตัว  โดยที่นักลงทุนส่วนบุคคลชอบเล่นในตลาดหุ้นขนาดกลางและเล็กและเน้นการเก็งกำไรเป็นหลัก  ส่วนหุ้นขนาดใหญ่นั้นเล่นโดยนักลงทุนสถาบันและต่างประเทศ

กลับมาประเด็นของเรื่องการเก็งกำไรของนักลงทุนส่วนบุคคล  ในสภาวะที่ดัชนีหุ้นไม่ค่อยเคลื่อนไหวรุนแรงและตลาดหุ้นไซ้ต์เวย์มานาน  การเก็งกำไรก็มักจะทำไม่ได้มากนักหรือ “ไม่สนุก” นอกจากนั้น  ในช่วงที่ตลาดกำลังเป็น “ขาลง”  นักเก็งกำไรก็ทำเงินไม่ได้  ผลก็คือ  การเก็งกำไรก็มักจะค่อย ๆ  หดหายไปเพราะตลาดหุ้นไม่มีเครื่องมือที่จะทำกำไรในหุ้นขาลง  จริงอยู่  เราอาจจะสามารถชอร์ตหุ้นได้  แต่หุ้นที่จะชอร์ตนั้นก็มักจะต้องเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงซึ่งหุ้นแบบนี้ก็มักจะมีความผันผวนน้อยซึ่งทำให้กำไรหรือขาดทุนในการซื้อขายนั้นช้าและน้อยเกินไปสำหรับนักเก็งกำไร

การกำเนิดขึ้นของตลาดล่วงหน้าหรือ TFEX ซึ่งเป็นตลาดอนุพันธ์นั้น  เปลี่ยนภาพข้างต้นอย่างสิ้นเชิง  การเก็งกำไร ซึ่งเคยทำได้ยากและไม่สะดวกในบางสถานการณ์นั้น  บัดนี้ทำได้อย่างสะดวกและก่อให้เกิดกำไร-และขาดทุนได้มหาศาลในเวลาอันสั้น   เหตุผลก็เพราะมันสามารถ “ขยายผล”  การลงทุนแบบมโหฬารในการที่จะซื้อขายหุ้นหรือตราสารการเงิน  จากเดิมที่คนเล่นหุ้นด้วยมาร์จินและสามารถขยายผลขึ้นสูงสุด 1 เท่าตัวกลายเป็นสามารถขยายผลได้ 10 ถึงเกือบ 20 เท่าตัว  เช่น  ถ้าคุณซื้อหุ้นตัวหนึ่งจำนวน  20,000 หุ้นในราคาหุ้นละ 50 บาท ซึ่งถ้าคุณซื้อหุ้นโดยตรงคุณต้องใช้เงิน 1 ล้านบาท  แต่คุณสามารถซื้อฟิวเจอร์ของหุ้นตัวนี้ด้วยเงินเพียง 1 แสนบาท  ถ้าหุ้นตัวนี้เพิ่มขึ้นเพียง 2.5 บาทต่อหุ้นหรือเพิ่มขึ้นเพียง 5%  คุณมี 20,000 หุ้นคุณก็ได้กำไร 5 หมื่นบาทหรือ 50% ทันทีที่คุณสั่งขาย  และนี่ก็คือความสนุก “สุดเหวี่ยง” ของนักเก็งกำไรในยามที่หุ้นขึ้นตามที่เขาคิด

แน่นอนว่าถ้าเกิดหุ้นตกลงมา 2.5 บาทคุณก็จะขาดทุน 5 หมื่นบาทหรือ 50% ได้ในเวลาอันสั้นเช่นเดียวกัน  และถ้าโชคร้ายคุณขายไม่ทันและหุ้นตกลงไป 5 บาทหรือ 10% ในวันเดียวอย่างที่เรามักจะเห็นในช่วงเร็ว ๆ  นี้  เงิน 1 แสนบาทของคุณก็จะหายไปกลายเป็น 0 บาททันที  และในกรณีแบบนี้คุณไม่มีสิทธิที่จะ  “ไม่ขายไม่ขาดทุน”  เพราะถ้าคุณไม่ขาย  โบรกเกอร์ก็จะจัดการขายหรือ “ฟอร์ซเซล” แทนคุณ  อย่างไรก็ตาม  “นักเก็งกำไร”  นั้น  เวลาเริ่มต้นเขาก็มักจะคิดถึง “กำไร”  มากกว่าที่จะคิดถึง “ขาดทุน”  ชื่อเขาก็บอกอยู่แล้วว่าเก็ง “กำไร”  ไม่มีคนเรียกตนเองว่า  “นักเก็งขาดทุน”

แต่เดิมนั้น  ตลาดฟิวเจอร์อาจจะมีการซื้อขายแค่ตัวดัชนีเช่น  SET50 ซึ่งการผันผวนแต่ละวันมักจะไม่ค่อยจะเกิน 1-2%  ถ้าขยายผลด้วย 10 เท่า ก็แปลว่ากำไรขาดทุนต่อวันก็มักจะอยู่ในระดับไม่เกิน 10-20% ซึ่งก็ถือว่ามากแต่ก็ยัง “ไม่มัน” นัก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  การเก็งการเคลื่อนไหวของดัชนีก็เป็นเรื่องที่ยากมาก  ข่าวว่าจะมีคนมา “ปั่นดัชนี” ก็เป็นไปไม่ได้  คนเล่นก็อาจจะไม่สนุกนัก  ต่อมาก็มี “Single Stock Future” ซึ่งก็คือการซื้อฟิวเจอร์ของหุ้นแต่ละตัว  และนี่ก็คือ  “สุดยอดของการเก็งกำไร” เพราะคุณสามารถขยายกำไรเป็น 10 เท่า  ในหุ้นที่คุณวิเคราะห์และ “มั่นใจ” ว่าจะต้องวิ่งเพราะเขาบอกว่ามันดีและจะมีสตอรี่และมี “จ้าว”  หรือ “เซียน”  หรือ “กองทุน” ทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุน  หุ้นตัวนี้เพียงวันเดียวมันก็สามารถขึ้นไปได้ 10% อย่างง่าย ๆ   และถ้าเป็นอย่างนั้น  วันเดียวคุณได้กำไร 100%  คุณหาหุ้นแบบนี้ปีหนึ่งซัก 5-6 ตัว  ด้วยเงินเริ่มต้น 1 ล้านบาท ก็จะเป็น 2, 4, 8, 16, 32, 64 ล้านบาทในปีเดียว  บางคนที่เก่งยิ่งกว่านั้นคือลงทุนในหุ้นเพียง 1 ถึง 2 ตัวและหุ้นตัวนั้นขึ้นไป 5 เท่า เงิน 1 ล้านบาทก็สามารถกลายเป็น 100 ล้านบาทได้ง่าย ๆ  ดูไปแล้วนี่คือ “สวรรค์ชัด ๆ”  ของนักเก็งกำไร  นั่นคือ  “รวยเป็นร้อยล้านบาทแต่ถ้าเจ๊งก็แค่ 1 ล้านบาท”  ว่าแต่ว่าใครเป็นคนขาดทุน?  เพราะในตลาดอนุพันธ์นั้น  ถ้ามีคนกำไรก็ต้องมีคนขาดทุนเท่า ๆ  กัน

เบื้องหลังของ Single Stock Future ก็คือ “Block Trade” เหตุผลเพราะคนหรือนักเก็งกำไรนั้นต่างก็อยาก “ซื้อ”  ฟิวเจอร์เพราะมีโอกาสรวย 100 ล้านบาท  แต่คนที่จะขายนั้นมีน้อยมาก  เพราะถ้าได้ก็ได้แค่ 1 ล้านบาท  แต่เวลาขาดทุนต้องจ่ายเป็น 100 ล้านบาท  ดังนั้น  โบรกเกอร์จึงต้องเข้ามา  “ขาย” ฟิวเจอร์แทน  แต่โบรกเกอร์นั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการเก็งกำไร  เขาต้องการได้ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมการซื้อขายหุ้น  ดังนั้น  เวลาเขาขายฟิวเจอร์หุ้นตัวนั้นไปแล้ว  ในทางทฤษฎีก็คือ  เขาจะต้อง “ส่งมอบ” หุ้นตัวนั้นให้ลูกค้าเมื่อถึงเวลาซึ่งอาจจะเป็นอีก 3 เดือนข้างหน้าตามราคาที่ได้ตกลงกันไว้  ดังนั้น  เพื่อที่จะ “ปิดความเสี่ยง”  เขาก็จะเอาเงินของตนเอง  ซึ่งอาจจะมากเป็น 10 เท่าของเงินที่ได้จากลูกค้า  ไปซื้อหุ้นตัวนั้นไว้ที่ราคาในวันนั้น  ผลก็คือ  ถ้าหุ้นขึ้นและลูกค้าต้องการ “ขายฟิวเจอร์” เพื่อ  “ทำกำไร”  โบรกเกอร์ก็สามารถสั่งขายหุ้นที่ตนเองถืออยู่และเอากำไรที่ได้มาจ่ายให้แก่ลูกค้า  เช่นเดียวกัน  ถ้าหุ้นลง  และลูกค้าต้องการหรือถูกบังคับขาย  โบรกเกอร์ก็ขายหุ้นตัวนั้นและมีขาดทุนแต่ก็สามารถนำเงินค่าซื้อฟิวเจอร์ของลูกค้าที่วางมัดจำไว้มาชดเชย  ผลก็คือ  โบรกเกอร์ไม่ได้กำไรหรือขาดทุนจากการซื้อ-ขายฟิวเจอร์  แต่จะได้รายได้จากค่าคอมมิชชั่นและดอกเบี้ยที่จะคิดจากลูกค้าเนื่องจากต้องเอาเงินมาซื้อหุ้นเก็บไว้  และนี่ก็คือหลักการของบล็อกเทรด

ปริมาณการซื้อขายหุ้นของโบรกเกอร์ที่นำไปทำบล็อกเทรดนั้นน่าจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ  และเข้ามาแทนที่การปล่อยมาร์จินไม่น้อย  การสั่งซื้อขายหุ้นปริมาณมหาศาลอันเนื่องมาจากบล็อกเทรดนั้นผมคิดว่ามีผลต่อหุ้นหลายตัวโดยเฉพาะที่เป็นหุ้นเก็งกำไรสูงที่เคยปรับตัวขึ้นไปหลาย ๆ  เท่าในเวลาอันสั้นและก็ตกลงมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์บางทีในวันเดียว  บล็อกเทรดน่าจะสร้างเศรษฐีและเซียนหุ้นไปหลาย ๆ  คนเช่นเดียวกับที่มันทำให้คนจำนวนมากเจ๊งไปด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ  กัน 
ถ้าจะอ้างอิงคำพูดของวอเร็น บัฟเฟตต์แล้ว  นี่คือ Weapon of Mass Destruction หรืออาวุธทำลายล้างแรงสูง  สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่อิงผลสำเร็จของการลงทุนกับผลประกอบการของบริษัทในระยะยาวแล้ว  เครื่องมือแบบนี้คือสิ่งที่เราต้องหลีกเลี่ยง 

ในอดีตนั้น  แค่ว่าจะใช้มาร์จิน 50% ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่  แต่สำหรับธุรกรรมบล็อกเทรดแล้ว  นี่คงคล้าย ๆ  กับการเข้าไปเล่นในคาสิโนที่เงินอาจจะได้มาเร็วมากหรือไม่ก็เสียหายหมดตัวภายในเวลาอันสั้น  มาร์จินนั้น  ในอดีตเคยเป็นตัวที่ก่อให้เกิดวิกฤติตลาดหุ้นในหลายประเทศซึ่งน่าจะรวมถึงตลาดหุ้นไทย  แต่ในอนาคตหรือแม้แต่ปัจจุบันผมก็คิดว่ามันได้ก่อให้เกิดวิกฤติในหุ้นบางตัวไปเรียบร้อยแล้ว  ผมก็ได้แต่หวังว่ามันจะไม่เป็นตัวที่ทำให้เกิดวิกฤติกับโบรกเกอร์หรือตลาดโดยรวมในอนาคตแม้ว่าคนที่ทำจะบอกว่ามีเกณฑ์ในการเลือกหุ้นที่จะทำอย่างรัดกุม 

  Shared

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่ LINE@stock2morrow, FB:stock2morrow และ www.stock2morrow.com 


ดูบทความทั้งหมด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เขา(ไม่)กระจายความเสี่ยง

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

14 สิงหาคม 2561
7,304 Views

กรณีศึกษา นักบาส NBA ที่ "เฉียดรวย" จากหุ้น !!

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

10 สิงหาคม 2561
20,297 Views

ทำ Big Data และ AI อย่างไรให้รุ่ง (ตอนที่ 2)

ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

แนวคิดด้านการลงทุน

7 สิงหาคม 2561
13,468 Views