Robinhood ฟินเทคท่าดีทีเกือบเหลว !


แนวคิดด้านการลงทุน

โดย ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์
25 ธันวาคม 2561    |    87,757 Views

Robinhood ฟินเทคท่าดีทีเกือบเหลว

เป็นเรื่องที่ช๊อคโลกพอสมควรเมื่อ Robinhood ฟินเทคสตาร์ทอัพสุดแรงจากสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2018 ว่าจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชื่อว่า checking & savings ที่ “ดูเหมือน” จะเป็นบริการบัญชีกระแสรายวันและออมทรัพย์ทั่วไป และจะเงินนี้จะถูกคุ้มครองเต็มที่โดย SIPC (Securities Investor Protection Corporation)

แต่จะจ่ายดอกเบี้ย 3%! หรือราวๆ 30 เท่าของอัตราดอกเบี้ยทั่วไปในสหรัฐฯ ขณะนี้

ซึ่งเป็นข่าวที่ค่อนข้างตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะในมุมมองของกลุ่มลูกค้าหลักซึ่งเป็นพวก millenials จะมองว่า “เจ๋งมาก” เนื่องจากเชื่อในอุดมการณ์ (คงไม่มีใครไม่รู้จักเรื่องราวของโรบินฮู้ด ว่าเขาทำเพื่อคนหมู่มาก) และเชื่อในความสามารถของทีมลีนๆ เทคๆ ที่ทำได้ทุกอย่างถ้าดูว่าพวกเขาเติบโตไวแค่ไหน

ปัญหาอยู่ที่ว่าภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น Robinhood ต้องถอยและถอดทุกอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ออกจากเว็บไซต์และลงมือแก้ข่าว เนื่องจาก การกระทำดังกล่าวยังไม่ถูกคอนเฟิร์มโดย SIPC แถมยังถูกเตือนว่าไม่น่าจะทำได้

จึงเกิดความสนใจและหวั่นใจในทั้งในหมู่ผู้คนที่รู้จักฟินเทคนี้และไม่รู้จัก ว่าพวกเขากำลังทำอะไร และลูกค้าอย่างเราๆ จะมั่นใจในบริการของพวกเขาได้อยู่หรือไม่ในอุตสาหกรรมที่ความไว้วางใจ (trust) ต่ำที่สุดในโลก

บทความนี้จะเล่าเรื่องราวความเป็นมา ช่องทางการทำเงินของ Robinhood และจบด้วยอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างฟินเทคกับ regulator แบบสั้นๆ 

Robinhood คืออะไร?

Robinhood คือฟินเทคที่ให้บริการเป็นช่องทางการซื้อขายหุ้นและสินทรัพย์อื่นๆ ในสหรัฐฯ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม และมีตัวตนหลักอยู่ในรูปแบบของแอพพลิเคชั่น ไม่มีหน้าร้าน ใช้งานง่าย สะดวก UI สวยงาม ซึ่งแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น E*Trade หรือ Scottrade

 

Robinhood ระดมทุนได้ 3 ล้านดอลลาร์ในรอบแรกเมื่อปี 2013 และล่าสุดระดมทุนได้รวมแล้ว 539 ล้านดอลลาร์ ณ ปี 2018 โดยมี valuation อยู่ที่ 5.6 พันล้านดอลลาร์ หรือใหญ่ประมาณมูลค่าตลาดของ TMB และ KTC รวมกัน และขณะนี้มีผู้ใช้งานราว 4 ล้านคน

เพียงแต่ว่าบริการการลงทุนของ Robinhood ยังค่อนข้างพื้นฐานมาก อาจไม่เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการกระจายความเสี่ยง หรือต้องการจัดพอร์ตที่ซับซ้อน  แต่ดูเหมือนในขณะนี้ Robinhood กำลังมุ่งหน้าสู่ทิศทางของ Crypto Trade มากกว่า โดยเริ่มให้บริการการซื้อขายสกุลดิจิทัลอย่าง Etheream Classic แล้ว

แล้ว Robinhood ทำเงินยังไง?

เป็นคำถามคาใจหลายๆ คนเนื่องจากถ้าไม่คิดเงินต่อครั้งในการเทรดแล้ว จะทำเงินจากทางไหนอีก

Robinhood ทำเงินจากสามช่องทางหลัก

  1. คิดค่าสมาชิกรายเดือน เพื่อสิทธิในการเทรดแบบมี margin และเป็นเมนูแบบ fixed price flat rate ไม่คิดเป็ยเปอร์เซ็นต์เหมือนคู่แข่งยุค 1.0  ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมัครแบบเดือนละ 6 ดอลลาร์ก็จะ มี margin 1000 ดอลลาร์ หรือ 25 ดอลลาร์ต่อเดือน เพื่อ margin 6000 ดอลลาร์

  2. ลงทุนเงินของลูกค้าในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำในช่วง settlement  การใช้งาน Robinhood นั้นเวลาเราขายสินทรัพย์ เงินที่ได้จะยังไม่เข้า wallet หรือโอนไปยังบัญชีธนาคารเราทันที ต้องรอราว 2 วัน ซึ่ง Robinhood เขาก็จะเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนเพื่อเอาอัตราผลตอบแทนที่ต่ำแต่ชัวร์

  3. ขายข้อมูลเทรดของลูกค้าให้กับ commercial agreement กับ market makers เจ้าใหญ่ เนื่องจากข้อมูลสัญญาณเทรด หุ้นตัวไหน เวลาไหน ขนาดออร์เดอร์ เพื่อที่ market makers จะได้ทราบได้ว่า นักลงทุนรายย่อยกว่า 4 ล้านคนนี้กำลังจะทำอะไร

สามช่องทางนี้อาจจะได้ทีละไม่มากแต่เมื่อคูณกับฐานลูกค้าแล้วจะกลายเป็นธุรกิจที่ projection การเงินดูสดใสขึ้นในทันที

อนาคตระหว่างฟินเทคกับ regulator

เรื่องความผิดพลาดของ Robinhood ที่ด่วนประกาศก่อนคอนเฟิร์มกับ regulator นั้นควรเป็นแบบอย่างให้กับฟินเทคทั้งหลาย ว่าควรเช็คกฎหมายให้รอบคอบก่อนจะทำอะไร เนื่องจากคนที่ถือไพ่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือ regulator  แม้ว่า Robinhood จะสามารถหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ย 3% ได้จริงๆ ก็ตาม

อุตสาหกรรมการเงินเป็นอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ จึงเกิดข้อบังคับมากมายขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนถูกเอาเปรียบ แต่ในวันนี้มันได้ก็กลายเป็นดาบสองคมเหมือนกันว่าข้อบังคับอาจจะแน่นหนาและมากมายจนไม่คุ้มประโยชน์ที่สังคมจะได้จากฟินเทคที่มีศักยภาพจริงๆ

เรื่อง checking & savings ไม่ลงรอยกับ SIPC นั้นเคลียร์แล้ว และถือว่าโชคยังดีที่ SIPC ไหวตัวเร็ว และทาง Robinhood เองเขาชักเท้ากลับทันภายในไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่จะกลายไปเป็นเรื่องราวหลอกลวงระดับ Theranos

แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันที่ยังคลุมเครือก็คือช่องทางทำเงินที่ 3 ที่ Robinhood ทำเงินจากข้อมูลลูกค้าในลักษณะดังกล่าว วันนี้อาจจะยังไม่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ซึ่งวันหนึ่งก็คงจะต้องพบเจอกับ regulator เช่นกันว่าที่ประกาศใน terms and conditions ไว้นั้นมันชัดเจนพอที่ลูกค้าจะเข้าใจหรือยังว่าฟินเทคนี้จะเอาข้อมูลเขาไปทำอะไร

ในฐานะลูกค้าเก่าของ Robinhood ผู้เขียนเองเสียดายที่คงยังไม่ได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่จะคืน consumer surplus จากอุตสาหกรรมธนาคารให้กับลูกค้าได้ในสเกลแบบนี้ไปอีกระยะหนึ่ง

ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับท่านที่อยู่ในวงการฟินเทคว่าการ “มีของ” ไม่พอ แต่ต้องมีความกระจ่างกับ regulator และมีความกระจ่างกับผู้บริโภคด้วย

  Shared

ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

ผู้เขียนเป็นเจ้าของเว็บไซต์ settakid.com ที่วิเคราะห์ประเด็นเปลี่ยนโลกผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์แบบเข้าใจง่ายๆ  คุณ ณภัทร จบปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลและจอนส์ ฮอปกินส์ เคยมีประสบการณ์ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดและธนาคารโลก และสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ประยุกต์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า เป็นนักเขียนรับเชิญของ stock2morrow และเป็นคอลัมนิสต์ประจำสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า


ดูบทความทั้งหมด

ปีนี้ตลาดหุ้น จะไปกี่จุด ?

ภาววิทย์  กลิ่นประทุม

แนวคิดด้านการลงทุน

16 มกราคม 2562
1,265 Views

ข้อคิด 30 ข้อ จากตำนานผู้จัดการกองทุน Peter Lynch (ตอนที่ 2)

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

15 มกราคม 2562
1,616 Views

ข้อคิด 30 ข้อ จากตำนานผู้จัดการกองทุน Peter Lynch (ตอนที่ 1)

stock2morrow

แนวคิดด้านการลงทุน

15 มกราคม 2562
2,440 Views