PTTOR - Spin Off เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ รอจังหวะเข้าตลาด


ข่าวสารการลงทุน

โดย วัฒนา ชื่นจิตรวงษา
7 พฤศจิกายน 2562    |    6,312 Views

PTTOR - Spin Off เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ รอจังหวะเข้าตลาด


รอแล้วรออีก เลื่อนแล้วเลื่อนอีก สำหรับแผนการ IPO ของ PTTOR บริษัทลูกของ PTT ที่จับเอาส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกของ ปตท. ทั้งหมดเข้ามา แต่หลักๆแล้วที่นักลงทุนทั่วไปให้ความสนใจก็คือ ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน กับร้านกาแฟ Cafe Amazon


PTTOR ได้มีการจัดตั้งบริษัทและมีการโอนทรัพย์สินจาก ปตท. ไปแล้วก่อนหน้านี้ ล่าสุดทาง ปตท. ให้ข้อมูลสร้างความมั่นใจว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างจัดทำแผนธุรกิจ 5 ปีข้างหน้า และไม่กังวล เอาเข้าตลาด "ชัวร์"


ข้อดีอย่างหนึ่งของการแยกเอาธุรกิจค้าปลีกออกมาเป็นอีกบริษัทหนึ่ง ก็คือ บริษัทจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเป็นของตนเอง การบริหารจัดการด้านธุรกิจค้าปลีกก็จะมีความเป็นสัดส่วนและชัดเจนมากขึ้นกว่าการเป็นเพียงส่วนงานหนึ่งใน PTT


นอกจากนั้นยังเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจด้านค้าปลีก ซึ่งทาง ปตท. น่าจะมองว่า เป็นธุรกิจที่น่าจะผลักดันให้เติบโตได้ดีในอนาคตด้วย


แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญที่สุดเลย น่าจะเป็น "การปลดล็อค" มูลค่าของส่วนงานด้านค้าปลีก ให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นกว่าปัจจุบัน


นั่นเพราะจากงบปี 2561 ถ้าเทียบราคาปัจจุบัน PTT จะมีค่า PE เพียงแค่ราว 11 เท่า ซึ่งก็อยู่ราวๆนี้มาโดยตลอด


กำไรของ PTT เองก็ผันผวนมากในระยะหลัง เนื่องจากมีการประกอบธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งราคาน้ำมัน และสเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีการแกว่งตัวรุนแรงมากตามภาวะเศรษฐกิจโลก และกำไรจากธุรกิจเหล่านี้เป็นสัดส่วนที่สูงมาก


นั่นเท่ากับว่าราคาหุ้นของ PTT ก็จะปรับตัวผันผวนไปตามภาพรวมของธุรกิจของบริษัทลูกว่าเป็นเช่นไรในช่วงนั้น ทั้งๆที่ธุรกิจส่วนค้าปลีกของ PTT นั้นยังคงมีผลดารดำเนินงานที่ดีก็ตามแต่


PTT ให้ข้อมูลว่า PTTOR ในปี 2561 มียอดขายกว่า 5 แสนล้านบาท และมีกำไรราว 7.9 พันล้านบาท ก็เท่ากับว่ามีอัตรากำไรสุทธิแค่ 1.6% ซึ่งหลายคนอาจตกใจว่าทำไมมันน้อยนิด แต่ก็ต้องบอกว่า มันเป็นธรรมชาติของธุรกิจค้าปลีกอยู่แล้ว ที่จะมีอัตรากำไรสุทธิไม่สูง หากเราไปเทียบกับ BCP ซึ่งทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเช่นกัน ก็มีอัตรากำไรสุทธิแค่ 1.27% แต่อัตรากำไรสุทธิจะต่ำกว่าหากไปเทียบกับ CPALL ที่มีอัตรากำไรสุทธิที่ราว 4% และ COM7 ที่ 3.18%


อันที่จริงเราไม่สามารถเทียบอัตรากำไรสุทธิข้ามธุรกิจกันได้ แต่อยากแสดงให้เห็นแค่ว่า ธุรกิจค้าปลีกนั้น เน้นปริมาณการขายมากกว่ากำไรต่อหน่วย แต่จะเห็นว่าภาพรวม PTTOR จะดีกว่า BCP เพราะบางจากยังมีสัดส่วนรายได้จาก non-oil น้อยมาก (เพิ่งจะปรับแนวทางการทำธรกิจโดยเพิ่มสัดส่วนรายได้ non-oil มากขึ้นเมื่อไม่นานมานี้)


หากในอนาคต PTTOR มีการขยายธุรกิจส่วน non-oil ได้มากขึ้น ก็อาจทำให้อัตรากำไรสุทธิสูงขึ้นกว่าเดิมได้ ซึ่งคาดว่าอันนี้เป็นแผนของ PTTOR อยู่แล้วด้วย


ตัวเลขอัตรากำไรสุทธิแม้เปลี่ยนเพียงนิดเดียว แต่จะส่งผลต่อธุรกิจค้าปลีกอย่างมาก นั่นเพราะยอดขายธุรกิจเหล่านี้สูงมาก บริษัทที่อยู่ในธุรกิจค้าปลีก จึงพยายามปรับตัวเพื่อเพิ่มมาร์จิ้นโดยการเพิ่มการขายสินค้าที่มี margin สูงขึ้น เช่น CPALL ที่ขายไส้กรอก ขายกาแฟในร้าน และมีการกำหนดเป้าให้สาขา นั่นก็เพราะสินค้าพวกนั้นมีกำไรมาก


เช่นเดียวกับ COM7 ก็ใช้วิธีเดียวกัน โดยลดการพึ่งพาสินค้า APPLE ลง และให้ความสำคัญกับสินค้าอื่นซึ่งให้มาร์จิ้นมากกว่าเพิ่มมากขึ้น


ถ้าดูจากข้อมูลของ PTTOR หากบริษัทสามารถปรับโครงสร้างรายได้และทำให้ net profit margin เพิ่มได้แค่สัก 0.5% นั่นก็คิดเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นถึง 2.5 พันล้านบาทแล้ว


นั่นจึงไม่แปลก ที่ทาง PTT จะตั้งเป้าในเรื่องของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดไว้เป็นเป้าหมายหลักของ PTTOR ด้วย


เมื่อ PTTOR แยกออกมาเป็นบริษัทจดทะเบียนต่างหาก จะมีข้อดีก็คือ ราคาหุ้นของธุรกิจค้าปลีกนั้น มีการใช้ค่า PE ในการประเมินมูลค่าเหมาะสมของหุ้นประกอบไปด้วย มากกว่าธุรกิจพลังงานอย่าง PTT ซึ่งมักใช้แค่ในเชิงเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นเท่านั้น


ดังนั้นหุ้นของ PTTOR น่าจะถูกประเมินมูลค่าโดยเทียบเคียงด้วย PE ของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งแน่นอนว่าสูงกว่าระดับ PE ที่เป็นอยู่ของ PTT


และหากนักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อ PTTOR ว่าจะสามารถเติบโตได้อีกมาก ก็อาจจะทำให้ได้พรีเมี่ยมบนค่า PE เมื่อเทียบกับกลุ่มก็เป็นได้


ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ หลายคนมองว่าธุรกิจ Cafe Amazon และฟรานไชส์อาหารของ PTT มีความน่าสนใจ แต่หากจะให้ซื้อหุ้น PTT ก็จะต้องโดนถ่วงด้วยผลประกอบการที่แย่ของธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมี


การแยก PTTOR ออกมาทำให้นักลงทุนที่มีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจค้าปลีกของ PTT จะสามารถเข้าถือหุ้นได้อย่างสบายใจ เพราะเป็นการถือธุรกิจค้าปลีกของ PTT โดยตรง ไม่ต้องไปแบกรับความเสี่ยงกับธุรกิจอื่น


อย่างไรก็ตาม PTT ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่า จะเอา PTTOR เข้าตลาดเมื่อไหร่ แต่บอกแต่เนิ่นๆไว้เลยว่า คงไม่มีคำว่า "ถูก" แน่นอน


มีแต่ "แพงมาก" หรือว่า "แพงน้อย"

นั่นเพราะ PTT มองเห็นศักยภาพของ PTTOR มาก และวางเป้าหมายสำหรับธุรกิจนี้ไว้สูง


ซึ่่งศักยภาพการเติบโตของ PTTOR จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคา IPO ที่จะออกมาด้วย


เพราะ IPO เขาให้เราซื้อ "อนาคต" ไม่ได้ให้เราซื้อ "ปัจจุบัน"

  Shared

วัฒนา ชื่นจิตรวงษา

เจ้าของเพจ Wattana Stock Page นักลงทุนต้นแบบในการเจาะลึกข้อมูลอย่างจริงจัง ก่อนจะเข้าไปลงทุนในบริษัทหนึ่งๆ 

FB: Wattana Stock Page


ดูบทความทั้งหมด

BPP รายได้โตดี กำไรใช้ได้ แต่ราคาหุ้นไม่ดีสักเท่าไร

stock2morrow

ข่าวสารการลงทุน

21 พฤศจิกายน 2562
752 Views

PTG กับกำไรที่เพิ่มขึ้นมากถึง 23,000%

stock2morrow

ข่าวสารการลงทุน

19 พฤศจิกายน 2562
2,305 Views