ในวันที่หนี้ครัวเรือนไทยทะลุ 14 ล้านล้านบาท


วางแผนการเงิน

โดย วัชราทิตย์ เกษศรี
25 พฤษภาคม 2564    |    994 Views

เป็นอีกหนึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยที่รอการรายงานผลออกมาสำหรับหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสภาวะหนี้ครัวเรือนของประชาการตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดวันนี้ (24 พฤษภาคม 2564) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ของปี 2563 มีมูลค่าพุ่งทะยานทะลุ 14.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จาก 4% ในไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 89.3% ต่อ GDP แม้ว่าจะขยายตัวมในอัตราที่ช้าลง แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังเนื่องจากยังมีปัจจัยที่ทำให้หนี้ครัวเรือนยังเพิ่มต่อเนื่อง

 

สาเหตุสำคัญมาจากสภาวะเศรษฐกิจหดตัวลงจากปัญหาโรคระบาดที่ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ อัตราการว่างงานที่สูง ชั่วโมงการทำงานรวมทั้งรายได้ลดลง รวมทั้งการก่อนหนี้ที่ไม่ได้เกิดรายได้จากสินเชื่อและบัตรเครดิตของประชาชน

 

แม้ว่าสัดส่วนการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนจะลดลง 1% จากไตรมาสที่ 3/2563 จากความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน (สินเชื่อกล่าวถึงพิเศษ) ยังอยู่ในระดับสูง โดยในไตรมาส 4 ปี 2563 สัดส่วน NPLs ของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.84% ลดลงจาก 2.91% ในไตรมาสก่อน เป็นผลจากการดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่ผ่านมาของสถาบันการเงิน

 

ความสามารถการชำระหนี้ค่างวดของสินเชื่อต่างๆ ของประชาชนในบางกลุ่มลดลงสะท้อนผ่าน อัตราการชำระสินเชื่อกล่าวถึงพิเศษยังอยู่ในระดับสูง หรือมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 6.8% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน และมีโอกาสที่จะกลายเป็นหนี้เสียมากขึ้น

 

บัตรเครดิต และการขอสินเชื่อต่างๆ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นแม้จะอยู่ในสภาวะการขาดสภาพคล่องทางการเงิน มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับประชาชนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ทำให้ผู้ที่ต้องการหมุนเงินในชีวิตประจำวันขอสินเชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที ต้องมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม ควบคุมดูแลการให้สินเชื่อให้สอดคล้องกับระดับรายได้ รวมทั้งเฝ้าระวังการก่อหนี้นอกระบบโดยเฉพาะกับครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครัวเรือนมีรายได้ และสามารถรักษาระดับการบริโภคไว้ในระดับเดิม

 

ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หรือ KResearch ได้ทำการสำรวจภาวะหนี้สินและการออมของประชาชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาพบว่า ภาระหนี้ที่ต้องจ่ายแต่ละเดือน (Debt Service Ratio) มีสัดส่วน 42.8% ของรายได้ เมื่อลงลึกในรายละเอียดของภาระหนี้สิน เกิดจากอะไรบ้าง พบว่า

 

บัตรเครดิต 29.6%

สินเชื่อซื้อรถยนต์ 29.1%

สินเชื่อส่วนบุคคล 13.6%

สินเชื่อบ้าน 10.5%

สินเชื่อเพื่อทำธุรกิจ 10.2%

สินเชื่อนอกระบบ 2.5%

 

ดังนั้นท่ามกลางสภานการณ์ทางเศรษฐกิจแบบนี้อาจจะต้องพิจารณาการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น และหากรู้สึกว่าภาระหนี้สินจากสินเชื่อส่วนบุคคลมีความหนักหน่วงในการบริหารจัดจาก ต้องติดต่อสถาบันทางการเงินที่ทำการขอสินเชื่อเพื่อเจราจาการปรับโครงสร้างหนี้ อย่าหนีหนี้ หรือจ่ายไม่ตรงเพราะไม่เช่นนั้นอาจส่งผลต่อเครดิตทางการเงินของตัวเราในอนาคต

วัชราทิตย์ เกษศรี

ประวัตินักเขียน : 10 ปี ในอาชีพผู้ประกาศข่าว ผู้สื่อข่าว และครีเอทีฟโปรดิวเซอร์รายการทีวี สิงสถิตสายเศรษฐกิจมหภาค อาเซียน และต่างประเทศ จากกรุงเทพธุรกิจทีวี NOW26 NEW18 GMM25 JKN-CNBC และ NBT WORLD

ผู้ก่อตั้งเพจและเว็บไซต์ Reporter Journey ที่มีผู้ติดตามทุกแพล็ตฟอร์มกว่ากว่า 250,000 คน


ดูบทความทั้งหมด

"ความมั่นคง" ของชีวิต

อธิป กีรติพิชญ์

วางแผนการเงิน

18 มิถุนายน 2564
198 Views

เงินที่พร้อมจะเสีย

อธิป กีรติพิชญ์

วางแผนการเงิน

14 มิถุนายน 2564
897 Views

ลงทุนแบบ(มัก)ง่าย

มงคล ลุสัมฤทธิ์

วางแผนการเงิน

4 มิถุนายน 2564
1,189 Views