ธรรมชาติของ Bear Market


ลงทุนแนวเทคนิคอล

โดย stock2morrow
15 กรกฎาคม 2564    |    2,408 Views

เราเคยสงสัยไหมว่า การปรับฐาน และสภาวะตลาดหมี มีความแตกต่างกันอย่างไร ?
การปรับฐาน คือ การที่หุ้นตกลงมาประมาณ 10% เราจะเรียกว่า "การปรับฐาน"
แต่ถ้าตกลงมามากกว่า 20% จากจุดสูงสุด เราจะเรียกว่า" สภาวะตลาดหมี" หรือ Bear Market

การที่หุ้นปรับตัวลงมา นักลงทุนอาจจะมองว่าเป็นโอกาสในการ "ดักทำกำไร" สั้นๆ คือ ขึ้นขาย-ลงซื้อ แต่นั้นก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากอยู่เหมือนกัน เพราะBear market หุ้นจะทำ Low ใหม่เรื่อยๆ

ประเด็นคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังอยูใน Bear market
... นี้เป็นข้อสังเกต 3 ข้อแบบนี้ครับ


1. วอลุ่มเทรดหดหายไปเรื่อยๆ

2. หุ้นขนาดใหญ่ใน SET100 และ SET50 ไม่ขยับมากนัก และค่อนไปทางลง
ในขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมีการเก็งกำไรเพิ่มขึ้นมาก

3. เราสามารถใช้อินดิเคเตอร์บ่งบอกสภาวะตลาดได้ อย่างเช่น เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (MA 200 วัน) ในการบอกสภาวะตลาด
ถ้ากราฟแท่งเทียนอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ย เราจะเรียกสภาวะตลาดว่าตลาดหมี หุ้นมีแนวโน้มลงต่อเนื่อง
ในบางครั้งหุ้นมีโอกาสชนเส้นค่าเฉลี่ยได้แต่อาจจะไม่สามารถยืนเหนือเส้น และทำจุดต่ำสุดใหม่
... ถ้าหากว่ากราฟแท่งเทียนยืนเหนือเส้นได้ แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นอาจจะเปลี่ยนแนวโน้มจากขาลง เข้าสู่จุดเริ่มต้นของขาขึ้นแล้ว

 


นอกจากนี้ ถ้าเรารู้ว่าอยู่ใน Bear Market เราจะปรับตัวอยู่กับมันได้อย่างไร ไม่เสียเงินจากการแกว่งตัว
ในบทความของเว็บไซด์ Dummies.com บทความเรื่อง How to profit In a Bear Market มีคำแนะนำแบบนี้ครับ
1. ในตลาดหุ้นขาลง ย่อมมีหุ้นที่ขึ้นสวนตลาดได้เสมอ เราเรียกว่าหุ้นแข็งแกร่งกว่าตลาด (Outperform) เราสามารถเก็งกำไรหุ้นเหล่านั้นได้ เพราะเวลาลงจะลงน้อยกว่า แต่เวลาขึ้นจะขึ้นได้มากกว่า

2. หุ้นพื้นฐานดี มีปันผลประมาณ 6-7% ไม่ช้าก็เร็วจะต้องขึ้นเพราะจะมีประเด็นเรื่องปันผลเด่นมาค้ำตัวหุ้นเสมอ หรือมีเหตุผลที่จะทำให้หุ้นหยุดลง

3. ตลาดหมี จะมีจังหวะเด้งขึ้นเป็นรอบส้้นๆ เราอาจจะซื้อดักเพื่อเล่นเก็งกำไร แต่ อย่าลืมว่าเวลาลงจะลงเร็วและรุนแรงกว่า ฉะนั้นอย่าถือนาน

4. สำหรับคนที่หาหุ้นเล่นไม่ได้จริงๆ ให้อยู่เฉยๆ เพราะการอยู่นิ่งๆอาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าการพยายามซื้อๆขายๆ

5. เล่นหุ้นตามกระแส อย่าเล่นหุ้นสวนกระแส

6. ช๊อตหุ้น ช๊อตฟิวเจอร์เป็นการเปิดโอกาสในการทำกำไรขาลง สำหรับนักลงทุนผู้มีประสบการณ์เท่านั้น

7. กินคำเล็ก ไม่หวังคำใหญ่

8. ถ้ามีกำไรให้ขายทำกำไรไปบ้าง อย่าถือไว้จนขาดทุน

9. จงอดทน ตามสถิติแล้วตลาดหมีกินระยะเวลาสั้นกว่าตลาดกระทิง
... รอให้ผ่านช่วงตลาดหมีให้ได้เราจะได้กำไรก้อนใหญ่จากการขึ้นอย่างดุเดือดของตลาดกระทิง

สรุปแล้วเราสามารถจับจังหวะตลาดหุ้นได้โดยใช้อินดิเคเตอร์ง่ายๆอย่างเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน เพื่อบอกแนวโน้มของตลาดหุ้น ที่เหลือคือการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับตัวเอง เช่น เก็งกำไรระยะสั้นๆ เทรดในไซส์ที่เล็กลง เล่นหุ้นตามกระแส หรือเล่นหุ้นที่ขึ้นแข็งแกร่งกว่าตลาด และที่สำคัญคือ จงอดทน เพราะการสิ้นสุดของตลาดหมีคือจุดเริ่มต้นของตลาดกระทิงที่จะขึ้นในเวลาต่อมาครับ

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่

www.stock2morrow.com 

FB: stock2morrow 

[email protected]


ดูบทความทั้งหมด

ซื้อหุ้นเมื่อ Break Out

stock2morrow

ลงทุนแนวเทคนิคอล

27 กรกฎาคม 2564
1,585 Views

จังหวะซื้อ ที่ทำให้ขาดทุนน้อยที่สุด

stock2morrow

ลงทุนแนวเทคนิคอล

22 กรกฎาคม 2564
3,153 Views

รวยจากกลยุทธ์ Day Trading

stock2morrow

ลงทุนแนวเทคนิคอล

6 กรกฎาคม 2564
2,943 Views