อุปสรรคเศรษฐกิจไทย เมื่อคนไทยกำลังจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าจีดีพีของประเทศ


ข่าวสารการลงทุน

โดย stock2morrow
25 พฤศจิกายน 2564    |    438 Views

สาระสำคัญ

  • ประเทศไทยจะฟื้นตัวได้ใกล้เคียงก่อนโควิด คือ ไตรมาส 1/66
  • ถึงแม้ว่าจะฟื้นตัว แต่ในมุมประชาชนอาจฟื้นตัวช้ากว่าตัวเลขจีดีพีของประเทศ
  • ไม่ควรคาดหวังจากเรื่องการท่องเที่ยวว่าจะทำให้ตัวเลขกลับมา 40 ล้านคนในเวลาอันรวดเร็วนั้นเป็นไปได้ยาก
  • แบงก์ชาติคิดว่าปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 0.7% โดยถ้าไม่มีนโยบายการคลังมาช่วย เราอาจจะได็เห็นเศรษฐกิจไทยติดลบราวๆ 4%
  • การทำ QE ประเทศไทยสามารถทำได้แต่ไม่เหมาะกับบริบทของไทย เพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบไม่ตรงจุด

 

 

 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานเสวนา "การเงิน-การคลัง กู้วิกฤติเศรษฐกิจไทย" โดยแสดงความคิดเห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ใกล้เคียงก่อนโควิด คือ ไตรมาส 1/66 โดยอาจจะฟื้นตัวได้ในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่ในมุมของประชาชน โดยเฉพาะภาพแรงงาน และรายได้ อาจฟื้นตัวช้ากว่าตัวเลขจีดีพี เนื่องจาก การจ้างงานยังอิงกับภาคการท่องเที่ยว แม้ไทยจะเปิดประเทศตั้งแต่ 1 พ.ย. 64 แต่การที่จะทำให้ตัวเลขกลับมา 40 ล้านคนในเวลาอันรวดเร็วนั้นเป็นไปได้ยาก

 

 

โดยในปี 65 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาไทยเพียง 6 ล้านคนเท่านั้น ขณะเดียวกันภาคแรงงานยังเผชิญกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สายป่านสั้น จึงเป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะไม่ทั่วถึง

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องการแพร่ระบาดของโรคว่าจะมีระลอกใหม่หรือไม่ แต่หากดูตัวเลขการฉีดวัคซีนที่มากกว่าคาด ทำให้ความเสี่ยงมีลดลง แต่อย่างไรก็ตามประชาชนจะต้องการ์ดไม่ตก เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
... รวมถึงยังต้องติดตามการฟื้นตัวช้า และไม่เท่าเทียมกันด้วย

 

สำหรับโจทย์สำคัญของไทยในอนาคต คือ จะต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบไม่สะดุด ทำได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดูสภาพตลาดการเงินไม่ตึงตัว ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการชำระหนี้
ขณะที่การฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง จะต้องมีมาตรการที่ตรงจุดเพื่อช่วยกลุ่มที่ฟื้นตัวช้ากว่า ซึ่งมองว่า มาตรการด้านการคลังจะช่วยในเรื่องนี้ได้ และเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องเผชิญในอนาคต

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่าการทำนโยบายต่างๆนั้น ทุกนโยบายมีขีดจำกัด และมีผลข้างเคียง ดังนั้นจะพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้นโยบายการเงินมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันการประสานนโนยบายการเงิน และการคลังนั้นเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากนโยบายการคลัง จะมีจุดแข็งคือเห็นผลเร็วตรงจุด แต่อาจใช้เวลานนานเนื่องจากเป็นเรื่องของเงินงบประมาณ ขณะที่นโยบายการเงินนั้น เห็นผลต้องใช้เวลา ต้องมต้องมีการส่งผ่านนโยบาย และผลอาจไม่ค่อยตรงจุด แต่ทำได้เร็ว
... ทั้งนี้นโยบายการเงินการคลัง ไม่ควรทำแบบสุดโต่ง เพราะจะมีข้างเคียงจะเกิดขึ้น โดยหากดูภาพรวมพบว่า ต่างประเทศทั่วโลกทำนโยบายค่อยข้างสุดโต่ง สะท้อนจากดอกเบี้ยนโยบายประเทศต่ำเตี้ย เป็น 0% หรือ ใกล้ 0% ขณะที่ ทางฝั่งการคลังกระตุ้นอย่างเต็มที่ส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น ซึ่งไทยก็อยู่ในบริบทนี้เช่นเดียวกัน โดยพบว่า หนี้ภาครัฐสูงที่สุดตั้งแต่เป็นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ต้นทุน ในเรื่องภาระหนี้สาธารณต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เพราะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ดังนั้นการทำนโยบายสุดโต่ง นานเกินไป ก็จะเกิดความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพจะถูกกระทบ เพราะหากธนาคารกลางอยากขึ้นดอกเบี้ย ก็จะทำให้ภาระหนี้ทางการคลังสูงขึ้น

 

"การทำนโยบายการเงิน การคลังนั้นไม่ควรทำแบบสุดโต่ง เพราะหากทำอย่างเต็มที่ สุดโต่งมันกระทบเสถียรภาพ มันทำให้ทุกอย่างรวนไปหมด ขาดฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ได้ ขาดเสถียรภาพการเงิน ก็ทำไม่ได้ ขาดเรื่องเสถียรภาพการคลัง พื้นฐานของเสถียรภาพเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยจะสูง ความเชื่อมั่นคนไม่มี ทุกอย่างต้องทำแบบมีข้อจำกัด"นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

 

สำหรับปีนี้ ธปท.คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 0.7% ซึ่งยอมรับว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคการคลังนั้นทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวได้ วึ่งหากไม่มีมาตรการด้านการคลัง มีโอกาสที่ปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะติดลบมากกว่า 4% ขณะเดียวกันหากมองภาพรวมตั้งแต่การดำเนินมาตรการด้านการคลังมาทั้งหมดตลอดระยะเวลาปี 63-65 นั้น มองว่ามีผลต่อจีดีพีมากถึง 10.8%

 

ส่วนการดำเนินการของธปท.ที่ผ่านมาได้ดำเนินการมาหลายมาตรการ โดยมาตรการที่ทำล่าสุดจะเน้นตรงจุด เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพราะการทำมาตรการปูพรม ให้ในวงกว้างไม่ตรงเป้าหมาย ขณะเดียวกันมีกระแสให้ธปท. ทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณ (QE) เช่นเดียวกับต่างประเทศ ยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวนั้น ไม่เหมาะกับบริบทของไทย แม้จะทำได้ แต่ไม่ได้ผล เนื่องจากมาตรการ QE ทำเพื่อลดผลตอบแทนพันธบัตร แต่สำหรับไทย การส่งผ่านผลตอบแทนพันธบัตรนั้นอาจไม่ได้ผล เพราะเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบนั้น ไม่ได้พึ่งพาตลาดบอนด์มากนั้น แต่จะเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่มากกว่า ดังนั้นหากดำเนินมาตรการอาจไม่ได้เกิดประโยชน์กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่

www.stock2morrow.com 

FB: stock2morrow 

[email protected]


ดูบทความทั้งหมด

รู้จัก Parag Agrawal CEO คนใหม่ของ Twitter

stock2morrow

ข่าวสารการลงทุน

30 พฤศจิกายน 2564
569 Views

ทำไมนักลงทุนไม่ควรกังวล COVID มากเกินไป

stock2morrow

ข่าวสารการลงทุน

30 พฤศจิกายน 2564
951 Views

SET มีโอกาสไหลลึกไปถึง 1,585 จุด

stock2morrow

ข่าวสารการลงทุน

29 พฤศจิกายน 2564
701 Views