ประเทศจีนกำลังมุ่งสู่นโยบาย Deep Tech


ข่าวสารการลงทุน

โดย stock2morrow
21 มกราคม 2565    |    1,486 Views

สำหรับปีที่แล้วถ้าใครลงทุนในหุ้นจีน (โดยเฉพาะตลาดหุ้นฮ่องกง) จะเห็นว่าตลาดหุ้นฮ่องกงเป็นปีที่ให้ผลตอบแทน "แย่" ติดอันดับโลกด้วย ส่วนหนึ่งมาจากการควบคุมหุ้นเทคโนโลยีจีนของทางรัฐบาลจีนด้วย

"แสดงว่ารัฐบาลจีนไม่สนับสนุนเทคโนโลยีแล้วใช่ไหม"
"ไม่ใช่ครับ" ... รัฐบาลจีนสนับสนุนอยู่
และเชื่อว่าเส้นทางของเทคโนโลยีจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจีนอย่างมาก ...
อีกทั้งรัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ยังเชื่อในเรื่องของ "Common Prosperity" หรือความเจริญรุ่งเรืองด้วยกัน ซึ่งจะเน้นไปที่จุดประสงค์หลัก 2 อย่าง คือ ความมั่งคั่งจะถูกกระจายไปยังประชาชนทุกคน ไปพร้อมกับการควบคุมความเสี่ยงทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

ดังนั้น เราจะเห็นว่าภาครัฐออกมาห้ามนั้น ห้ามนี้ เยอะมาก แต่สิ่งที่โดนควบคุมนั้นคือ "Soft Tech"
เพื่อจะปูทางไปสู่ความเป็น "Deep Tech"

 

Deep Tech Vs. Soft Tech
อ่านมาถึงตรงนี้ เราอาจจะสงสัยว่าอะไรคือ Deep Tech
และอะไรคือ Soft Tech

Deep Tech บางคนอาจจะเรียกว่า Hard Tech ก็อาจจะไม่ผิด
มันคือการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมแบบใหม่ทางวิศวกรรมกับวิทยาศาสตร์ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดขึ้นจริง จับต้องได้ ลอกเลียนแบบได้ยาก
... ปัจจุบันมีอยู่ 8 ภาคส่วนด้วยกันคือ
1. เรื่องของปัญญาประดิษฐ์  (AI)
2. โลกเสมือน (MetaVerse, AR&VR)
3. Internet of Things (IoT)
4. Blockchain
5. Biotech
6. Robotics
7. Energy พลังงาน
8.  เทคโนโลยีอวกาศ Spacetech

Soft Tech คือซอฟแวร์ หรือแอปพลิเคชั่น ที่ถูกพัฒนาผ่านการเขียนโปรแกรมเพื่อการใช้งานรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น โซเชียลมีเดีย ช๊อปปิ้งออนไลน์ ฟินเทค โมบายเกมมิ่ง เกมออนไลน์

พูดง่ายๆคือ ทางฝั่งอเมริกาจะให้ความสำคัญกับ Soft Tech สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซอฟแวร์ระบบผ่าน Silicon Valley และระดมทุนผ่านตลาดหุ้นหรือ Wall Street เพื่อให้ประเทศเกิดการเติบโตอย่างมหาศาล แต่ถ้าไปดูภาคการผลิตจะเห็นได้ว่าแทบไม่มีเลย หรือถ้ามีก็จะย้ายไปตั้งโรงงานที่ต่างประเทศแทน

แต่สำหรับประเทศจีน จะเน้นไปที่การพัฒนานวัตกรรมและอุตสาหกรรม คล้ายกับประเทศเยอรมันที่เน้นในเรื่องของ "อุตสาหกรรม 4.0" แทน

รัฐบาลจีนเห็นว่าเรื่องของ Soft Tech ถูกผูกขาดอยู่กับกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มมากจนเกินไป
สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ก็เกิดการเก็งกำไรมหาศาลมาก พร้อมทั้งการกู้ยืมมากด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่เราเห็นเรื่องของ Evergrande


สื่อต่างชาติ The West Australian แสดงความคิดเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของประเทศจีนหลัง ตัวอย่างเช่นเรื่องของการผลิต"ชิปเซ็ต"
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ประเทศจีนมีการลงทุนมหาศาลในการผลิต "ชิปเซ็ต" อย่าง Tencent บริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศจีนก็มีการลงทุนทางด้านนี้เหมือนกัน และชิปเซ็ตทุกชิ้นที่ผลิตจากประเทศจีนจะถูกแปะป้ายไว้ว่า "ห้ามส่งออกไปต่างประเทศ"

ถ้าอเมริกาไม่รีบแก้ไขปัญหาเรื่อง ชิปเซ็ต ขาดแคลน เชื่อว่าจะสูญเสียนวัตกรรมหลายๆอย่างให้กับประเทศจีนไป
แต่ใช่ว่าอเมริกาจะมองไม่ออก เพราะหลายๆบริษัทก็พยายามเปลี่ยนแปลงจาก Soft Tech ไปเป็น Deep Tech เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น Facebook บริษัทโซเชียลมีเดีย ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็น "Meta" รุกธุรกิจโลกเสมือน ถึงแม้จะยังไม่เห็นอะไรชัดเจนก็ตาม
หรืออย่าง Tesla เจ้าของนวัตกรรมรถไฟฟ้า และ AI ที่ช่วยในการขับรถ รวมถึงแบตเตอร์รี่ พลังงานสะอาด


ดูเหมือนว่าการควบคุมหุ้นเทคโนโลยีจีน จะกลายมาเป็นภาพลบของสื่อตะวันตก โดยเฉพาะเรื่องของความเสี่ยงที่เกิดจากการคาดเดาอารมณ์ของสีจิ้นผิงไม่ได้
แต่ถ้าเรามองภาพใหญ่แล้ว จะเห็นว่าทางภาครัฐจีนไม่ชอบคนรวย หรือไม่สนับสนุนในเรื่องเทคโนโลยี แต่กำลังคิดการใหญ่ในเรื่องเปลี่ยนจาก Soft Tech ที่ผูกขาด มาเป็น Deep Tech ที่เปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ตามแนวนโยบาย "เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน" กระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียม

ประเทศที่มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แบบนี้ คนในประเทศถือว่าโชคดีมากๆครับ ....

stock2morrow

ศูนย์รวมความรู้เรื่องหุ้น ศูนย์รวมนักลงทุนรายย่อย ที่อยากรู้วิธีการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้องและได้กำไรอย่างยั่งยืน ติดตามเราได้ที่

www.stock2morrow.com 

FB: stock2morrow 

[email protected]


ดูบทความทั้งหมด