คิดจะลงทุนอะไร ให้คิด 2 ชั้นเสมอ


แนวคิดด้านการลงทุน

โดย Stock Vitamins - วิตามินหุ้น
22 มกราคม 2565    |    3,082 Views

เคยสังเกตกันมั้ยครับว่า เรามักจะคิดได้ช้ากว่าคนอื่น หรือตลาดหุ้น 1 ก้าวเสมอ 

 

กว่าที่เราจะคิดออก หรือ มองเห็นว่า หุ้นตัวไหนน่าสนใจ หุ้นตัวนั้นก็มักจะขึ้นไปแล้วทุกครั้ง ทำให้เราไม่ได้ซื้อ และไม่ได้กำไรจากการลงทุน

 

อย่างช่วงนี้ที่เราเห็นราคาหมูขึ้นกิโลกรัมละมากกว่า 200 บาท เราเห็นข่าวปุ๊บ เห็นนักวิเคราะห์พูดถึงปั๊บ เรานึกถึงทันทีว่า เดี๋ยวจะไปซื้อหุ้น CPF แต่พอไปดูราคาหุ้นก็ขยับขึ้นไปแล้ว (ซึ่งก็อาจจะขึ้นต่อได้นะ ถ้าราคาหมูยังแพงอย่างต่อเนื่อง หรืออาจจะลงก็ได้เช่นกัน ถ้ามีวิธีการแก้ปัญหาได้)

 

เราก็เลยเกิดอาการลังเลว่าจะเอาไงดี กลัวซื้อไปแล้วขาดทุน แต่ถ้าไม่ซื้อแล้วราคาขึ้นต่อก็อาจจะเสียโอกาสได้

 

ถ้าเราอยากลงทุนให้ชนะตลาด เราต้องมองล่วงหน้าก่อนคนอื่นเสมอ ให้มองข้ามความตื่นเต้นในปัจจุบันของคนส่วนใหญ่ แล้วคาดการณ์ไว้ก่อนเลยว่า เรื่องตื่นเต้นที่จะพาดหัวข่าวในวันข้างหน้าคืออะไร แล้วเราก็ลงทุนก่อนคนอื่น สุดท้ายถ้าสิ่งที่เราคิดเป็นจริง หุ้นก็จะขึ้นตอบรับเรื่องราวนั้นเอง แต่สิ่งที่สำคัญคือ 

 

  1. เริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงหรือความน่าจะเป็นว่าเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่มโนเองล้วนๆ
  2. มองตัวเลขหรือข้อมูลบนกระดาษ กับ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ให้เห็นว่าเหมือนหรือต่างกัน
  3. เห็นก่อนคนอื่น และซื้อก่อนคนอื่น
  4. ทุกอย่างผิดได้ และต้องเผื่อใจ พร้อมหาแผนรับมือแก้ไขสถานการณ์ให้ทันท่วงที

 

ยกตัวอย่างเรื่องตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดเดือนธันวาคม 2564 ที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประกาศออกมาว่าเพิ่มขึ้น 2.17%  ฟังดูแล้วเหมือนไม่เยอะ

 

แต่ในความเป็นจริงเวลาพ่อค้าแม่ค้า เจอราคาหมูแพง ไก่แพง ไข่แพง ต้นทุนก๊าซหุงต้มจะขึ้นอีก เวลาปรับราคาขึ้น เขาไม่ได้ปรับตามเงินเฟ้อ แต่ปรับราคาเป็นเลขกลมๆ เช่น 5 บาท 10 บาท 20 บาท

 

หรือบางร้านเช่น บุฟเฟต์ ก็ปรับ 30 บาท 50 บาท แปลว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงนั้นมากกว่าตัวเลขบนกระดาษมากเหมือนกัน

 

กลับมาเรื่องหมูๆ ที่ไม่หมูในการลงทุน

 

ถ้าเราเห็นราคาหมูแพง คิดชั้นเดียว คือ ซื้อ CPF ถ้าซื้อแพง เราอาจได้ราคาที่สูง ทำกำไรได้ไม่มาก หรือบางทีติดดอยด้วยซ้ำ แล้วเราก็ต้องพิจารณาต่อด้วยว่า ปริมาณหมูที่มีประมาณ 19 ล้านตัว อาจจะลดลงได้มากถึง 50% เมื่อเทียบกับราคาที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว สุดท้ายรายได้และกำไรจะเพิ่มได้มากแค่ไหน

 

  • คิด 2 ชั้น คือ ถ้าหมูแพง คนก็ต้องหาสินค้าอื่นกินทดแทน เช่น ไก่ เราก็จะมีตัวเลือกเป็นหุ้น TFG, GFPT หรือกินเป็ดก็จะมี BR กินปลากินกุ้งก็จะไปที่ TU แต่ก็ต้องไปดูด้วยว่าหุ้นเหล่านี้รายได้มาจากในประเทศและต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน และได้รับผลกระทบขนาดไหน
  • คิด 2 ชั้น ไม่ว่าอะไรจะแพง แต่ปัญหาที่เจอคือ ต้นทุนอาหารสัตว์ที่นำเข้ามาแพง เช่น กากถั่วเหลือง ข้าวโพด แปลว่า บริษัทที่ขายอาหารสัตว์อาจจะดี เช่น TFM กับ TVO 
  • คิด 2 ชั้น หรืออาจจะเป็นโอกาสของสินค้าทดแทนพวก plant base ต่างๆ เช่น NRF, GLOCON แต่ว่าราคาสินค้าทดแทนเนื้อสัตว์ราคาก็ไม่ได้ถูกนัก เผลอๆ แพงกว่าหมูด้วยซ้ำ ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าราหุ้นจะขึ้นหรือเปล่า
  • คิด 2 ชั้น ร้านค้าไหนขายหมูเยอะ หรือถ้าเกิดมีการนำเข้าหมูมาขายเพิ่มได้ ใครขนส่งได้ ใครมีที่จัดเก็บเนื้อหมูได้ อะไรต่างๆ แบบนี้เป็นต้น
  • คิด 2 ชั้น ถ้าการที่หมู ไก่แพง เงินเฟ้อสูงขึ้น ทำให้เป็นภาระเรื่องค่าครองชีพ จำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสิน ก็อาจเป็นโอกาสของหุ้นสินเชื่อ หุ้นจำนำทะเบียน หุ้นลีสซิ่งต่างๆ 

 

สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ คือ การที่เรื่องหนึ่งเกิดขึ้น ถ้าเรามองชั้นเดียว เราก็จะเห็นเพียงด้านเดียว ซึ่งไม่พอกับโลกของการลงทุน แต่ถ้าเราคิดหลายด้านหลายมุม คิดเผื่อไปในอนาคต เราก็จะเห็นโอกาสในการลงทุนก่อนคนอื่นได้กว้างขึ้น

 

หมูแพงแล้ว ไก่แพงแล้ว ราคาอาหารแพงขึ้นหมดแล้ว ก็อย่าให้หุ้นที่เราซื้อต้องแพงตามไปด้วย

 

คิดหลายชั้น มองหลายมุม เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในโลกของการลงทุนกันครับ

Stock Vitamins - วิตามินหุ้น


ดูบทความทั้งหมด