ลงทุนอย่างไร...ในยุคน้ำมันแพงเรื้อรัง


แนวคิดด้านการลงทุน

โดย อธิป กีรติพิชญ์
18 มิถุนายน 2565    |    1,112 Views

ในบรรดาราคาสินทรัพย์ทั้งหลายราคาน้ำมันเป็นหนึ่งในสินค้าที่ราคาผันผวนสุดโต่งตัวหนึ่ง ที่ว่าผันผวนสุดโต่งคือ ในยามแพงก็จะแพงมากๆ ในยามถูกก็จะถูกมากๆ 

 

ผมเคยอ่านบทวิเคราะห์หลายแห่ง พบว่าราคาน้ำมันดิบโลกที่เหมาะสม ไม่แพงจนทำให้เกิดเงินเฟ้อเดือดร้อน กระทบต่อการบริโภค หรือ ถูกจนกระทั่งเหมือนเศรษฐกิจชะงักงัน เป็นผลลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานเอง คือช่วง 60-80 USD ต่อบาร์เรล 

 

 

แต่ในความเป็นจริง กราฟราคาน้ำมันดิบย้อนหลัง 25 ปีได้บอกเราว่า ราคาน้ำมันมันจะแพงไป หรือ ถูกไปอยู่เสมอ นี่คือหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีผลต่อสภาวะเศรษฐกิจสูงมาก มีผลต่อกลุ่มหุ้นเพื่อการลงทุนมากมาย ในทุกวันนี้ เราอยู่ในช่วงน้ำมันแพง 

 

ราคาน้ำมันดิบโลกแพง เกิดจากอะไร ? เกิดจากหลายสาเหตุครับ ผมขอแยกเป็น 2 สาเหตุง่ายๆเพื่อความเข้าใจ 

 

  • แบบพื้นฐาน : คือ เกิดได้บ่อยๆ เกิดเป็นฤดูกาล เช่น 
    • ประเทศยุโรปและอเมริกาเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้ต้องใช้น้ำมันมากขึ้น 
    • เกิดจากสต็อกน้ำมันโลกในประเทศมหาอำนาจลดน้อยลง สวนทางกับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น
  • แบบพิเศษ : คือ เป็นเหตุการณ์พิเศษ ทำนายไม่ได้ เช่น 
    • ปัญหาความขัดแย้งในแถบประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน การจลาจลหรือปัญหาการเมืองภายในประเทศผู้ค้าน้ำมัน 
    • ปัญหาการ Sanction ประกาศคว่ำบาตรทางการค้ากับประเทศผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่  
    • อุบัติเหตุ จากท่อขนส่งน้ำมันระหว่างประเทศระเบิดหรือใช้การไม่ได้ หรือ อุบัติเหตุไฟไหม้ถังเก็บน้ำมันของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ฯลฯ 
    • สถานการณ์โควิด-19 ที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ปี ทำให้การค้าโลกสะดุด แต่กำลังเริ่มฟื้นตัวในอัตราเร่ง ทำให้ความต้องการน้ำมันสูงเกินกว่ากำลังการผลิต 

 

ปีนี้ 2565 เราอยู่ในช่วงราคาน้ำมันแพง(มาก) เพราะมีปัจจัยที่มาผลักดันราคาน้ำมันมากมายเหลือเกิน ทั้ง Pent-up demand จากการเปิดประเทศหลังโควิดตั้งแต่กลางปีที่แล้ว กระทั่งปลายปีก็เข้าสู่ช่วงอากาศหนาวเป็นพิเศษของประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ข้ามมาต้นปี 65 ก็เจอกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อในทันที 

 

ราคาน้ำมันดิบโลกที่เคยคาดว่าจะลดลงกลับสู่สมดุลย์ในปี 65 ที่ประมาณ 80 USDต่อบาร์เรล ก็กลายเป็นความเชื่อกลับข้าง มองว่าราคาน้ำมันอาจจะยืนที่ระดับ 110-120 USD ต่อบาร์เรลไปตลอดปีนี้ และอาจจะราคาสูงขึ้นต่อเนื่องอีกก็เป็นได้

 

ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นต่อเนื่อง สร้างความหนักใจให้กับนักลงทุนที่คิดจะช้อนหุ้นรับเศรษฐกิจไทยหลังการเปิดเมือง Reopening อย่างมาก 

 

สงครามอาจจะกินเวลายาวกว่าที่คาด ซึ่งจะกดดันการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ และเศรษฐกิจทั่วโลกจะปั่นป่วนจากเรื่องต้นทุนผลิตที่สูงขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ราคาน้ำมันแพง แต่ราคาพลังงานตัวอื่นทั้ง ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ก็แพงขึ้นในอัตราเร่งเช่นกัน

 

หากราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้น แน่นอนว่าย่อมมี 'ผู้ที่ได้ประโยชน์และ 'เสียประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านี้ และแน่นอนว่า จะส่งผลต่อการลงทุนในหุ้นเช่นเดียวกัน ลองมาไล่เรียงกลุ่มต่างๆที่จะได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบได้ ดังนี้ 

 

  • บริษัทพลังงานต้นน้ำอย่าง ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในฐานะผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของไทย น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะราคาขายน้ำมันจะปรับตัวขึ้นตามราคาขาย ขณะที่ต้นทุนมักจะไม่ได้ปรับขึ้นตามมากนัก 
  • ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ค่าการกลั่นและปริมาณการกลั่นที่เพิ่มสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะได้รับกำไรพิเศษจากสต๊อกสินค้าที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น 
  • บริษัทพลังงานถ่านหิน โดยเฉพาะเจ้าของเหมืองถ่านหิน ได้รับประโยชน์จากราคาถ่านหินสูงและปริมาณขายจากความต้องการลูกค้าสูงขึ้น

 

ในมุมกลับกัน เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก ธุรกิจที่มีต้นทุนเป็นน้ำมันย่อมได้รับผลกระทบ 

 

  • ธุรกิจสายการบิน ทำกำไรยากยิ่งขึ้น เพราะน้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจ ขณะที่ภาวะการแข่งขันในปัจจุบันก็ค่อนข้างสูง ทำให้การปรับราคาขายอาจจะไม่ได้มากเท่ากับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและกลุ่มอสังหาฯ มักจะต้องเผชิญกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่จะปรับเพิ่มขึ้น อาทิ ค่าไฟฟ้า ปูนซิเมนต์ กระเบื้อง แต่กลับไม่สามารถส่งต่อภาระต้นทุนไปที่ลูกค้าได้ 
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า หลายโรงไฟฟ้าใช้ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ เป็นปัจจัยการผลิต จะกดดันกำไรของกิจการได้ 

 

ท้ายที่สุดไม่ว่าราคาน้ำมัน ราคาพลังงานจะปรับขึ้นอีกนานแค่ไหน การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ จะช่วยให้มองเห็นโอกาส และปิดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ ราคาน้ำมันที่ขึ้นสูง จากประวัติศาสตร์ยืนยันแล้วว่า มันมีวันจบเสมอ และมักจะตามด้วยขาลงของราคาน้ำมัน

 

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งตลาดหุ้นก็มักจะ Overreact กับราคาหุ้นที่มีผลกระทบจากราคาน้ำมันเสมอ หน้าที่ของนักลงทุนคือ พยายามสร้างโอกาสในวิกฤตให้ได้

อธิป กีรติพิชญ์

เจ้าของหนังสือ Best Seller “ติวหุ้น รวยด้วยวีไอ” และยังเป็นวิทยากรคอร์ส “ลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานแบบ Value/Growth Investor” ด้วยประสบการณ์ในตลาดทุนกว่า 17 ปี และประสบการณ์ในการเป็นติวเตอร์ บวกกับความเป็นคนอารมณ์ขัน  ทำให้คุณนิ้วโป้งสามารถถ่ายทอดเรื่องยาก อย่างการลงทุน ให้เข้าใจได้ง่าย และยังใช้ภาษา ลีลาที่มีเอกลักษณ์น่าสนใจอย่างยิ่ง จึงทำให้ได้รับเชิญไปบรรยายในงานต่างๆ มากมาย


ดูบทความทั้งหมด