RCL มาแรงไม่พักผ่อน หรือจะเป็นหุ้นมหัศจรรย์ตามรอย DELTA?

ปิดปี 2563 ไปแล้ว นักลงทุนหลายๆคนก็คงมีทั้งสมหวัง และผิดหวังไปตามๆกัน เพราะต่างรู้ร็ดีว่า การระบาดของ COVID-19ถือเป็นปัจจัยกดดันอย่างมากจนทำให้ดัชนีของตลาดหุ้นในปี 2563 หลุด 1,000 จุดไปเลยทีเดียว แต่หากเข้าไปสำหรวจหุ้นรายตัว ก็มีหลายๆตัวที่สร้าง Capital Gain ให้กับนักลงทุน ซึ่งหนึ่งในหุ้นที่อยู่ในเรดาร์ทำราคาหุ้นบวกทะลุ 300% ของปี 2563 ต้องมีชื่อ RCL หรือ บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) อย่างแน่นอน


สำหรับ RCL เป็นสายการเดินเรือที่ประกอบธุรกิจขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเลที่มีฐานประกอบกิจการในประเทศไทย ดำเนิน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ 1. Shipper Owned Container 2. Carrier Owned Container และ 3. การให้บริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มในด้านโลจิสติคส์ โดยมีเครือข่ายสำนักงานที่ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาบสมุทรเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง


ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า กำไรสุทธิค่อนข้างผันผวน โดยปี 2560 มีกำไรสุทธิ 533.26   ล้านบาท แต่หลังจากนั้นปี 2561-62 ผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 2 ปีติดต่อกันที่ 357.74 ล้านบาท และ -491.75  ล้านบาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตามล่าสุดงวด 9 เดือนทำผลประกอบการออกมาอย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิ 484.36 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 324 ล้านบาท ที่ถือเป็นการฟื้นตัวอย่างโดดเด่น ตามต้นทุนที่ลดลง


เช่นเดียวกันกับราคาหุ้นของรอบปี 2563 ก็เช่นเดียวกัน ปิดการซื้อขายของปีที่ระดับ 14.20 บาท เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 301.13% จากราคาปิดสิ้นปี 2562 ที่ระดับเพียง 3.54 บาท ถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ตามการฟื้นตัวของกำไรสุทธิงวด 9 เดือนปี 2563 ที่รายงานออกมาเพิ่มขึ้นในทิศทางที่ดี

 

RCL คือบริษัทสายการเดินเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ของไทย ด้วยกองเรือ 44 ลำ ขนาดตั้งแต่ 200 TEUs ถึง 7,000 TEUs ค่าระวางที่ปรับสูงจะนำไปสู่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ดีขึ้น และส่งผลในทางตรงกันข้ามในกรณีที่ค่าระวางลดต่ำลง โดยสาเหตุที่ KS Small Cap Series คัดสรรหุ้น RCL มาวิเคราะห์เพราะเราเชื่อว่าหุ้น จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดในช่วงครึ่ง แรกของปี 2564 ด้วยแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในไตรมาส 4/2563 และปี 2564 จากค่าระวางและการส่งออกที่สูงขึ้น” สะท้อนจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด

 

พร้อมทั้งยังประเมินอีกว่า การส่งออกของโลกจะฟื้นตัวแข็งแกร่งในปี 2564 จากการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสืบเนื่องจากความพร้อมด้านวัคซีนต้านโควิด-19 รวมถึงอุปสงค์การตุนสินค้าหลังจากมีปริมาณสต็อกที่ต่ำในขณะนี้ และบรรยากาศทางการค้าที่เป็นใจ ภายใต้แนวทางการบริหารประเทศของโจ ไบเดน


ทั้งนี้ ปัญหาด้านการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ เหตุขัดข้องในห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 และการเสาะหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ หรือฐานการผลิตใหม่ที่เป็นผลมาจากสงครามทางการค้า และการแพร่ระบาดของโรค ล้วนกระทบประสิทธิภาพของผู้ขนส่งและทำให้มีอุปทานในแง่ของ TEUs น้อยลง โดยจะพบว่าอัตราส่วนคำสั่งการต่อเรือต่อกองเรือโลก (orderbook-to-fleet ratio ได้ปรับลดลงเหลือ 10% นับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน ก.ย. 2546 ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดสภาวะอุปทานล้นตลาดไปได้อีก 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย โดยเป็นกรอบเวลาที่ใช้ในการต่อเรือลำใหม่ๆ พอดี


ขณะที่ค่าระวางที่สูงขึ้นและอุปทานที่ต่ำ แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการสายเดินเรือมีอำนาจต่อรองในตลาดขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ โดยดัชนีคระวาง Shanghai Containerized Freight Index (SCFI) และ China (Export) Containerized Freight Index (CCFI) ปรับเพิ่มขึ้น 60%/40% QoQ และ 130%/60% YoY และได้แตะจุตสูงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/2563


ขณะที่ภาพรวมในครึ่งแรกของปี 2564 ยังคงแข็งแกร่ง เพราะผู้ประกอบการสายเดินเรือยังมีอำนาจการต่อรองราคาเนื่องจากปัญหาขาดแคลนอุปทาน ส่วนผู้นำในกิจการสายเดินเรืออย่าง OOCL และ COSCO จะคิดค่าบริการฉุกเฉินจำนวน 350 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตู้ สำหรับบริการทุกรูปแบบที่แล่นผ่านท่าชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ในปี 2564 สืบเนื่องจากความหนาแน่นของท่าเรือ ซึ่งผู้เล่นรายอื่นๆ อาจปรับตาม


อย่างไรก็ตามเราคาดว่าค่าระวางจะปรับลดลงมาบ้างในครึ่งหลัง 2564 จากความหนาแน่นของท่าเรือและการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรเทาลง หลังจากมีการควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ได้ดีขึ้น ประกอบกับการที่จีนมีการเร่งผลิตตู้คอนเทนเนอร์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าค่าระวางจะมีระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่เป็นใจดังที่กล่าวถึงข้างต้น


ดังนั้นมองว่า ค่าระวาง คือ ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาส 4/2563-2/2564 ขณะที่การค้าที่สูงขึ้น และจำนวนเรือลำใหม่ๆ จะหนุนการเติบโตในระยะยาวได้ เราคาดว่ากำไรไตรมาส 4/2563 ของ RCL จะก้าวกระโดดขึ้น 300% จากไตรมาสก่อน เป็น 1 พันล้านบาท เพราะคาดว่าประโยชน์จากค่าระวางที่สูงขึ้น จะมีน้ำหนักมากกว่าประเด็นปริมาณขนถ่ายสินค้า (lifting volume) ที่ลดลง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ที่เพิ่มขึ้น


โดยคาดกำไรปี 2564 จะโตขึ้น 60% จากปี 2563 จากค่าระวาง (+9% YOY) และปริมาณการขนส่งที่สูงขึ้น (+6% YOY) ขณะที่คาดถึงต้นทุนเฉลี่ยในการดำเนินงาน (ดอลลาร์ฯ/ TEU) จะทรงตัวในปี 2564 เมื่อเทียบกับปี 2563 เพราะคาดว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่ก้าวกระโดดขึ้น 16% (22% ต่อ OPEX รวม) จะถูกหกลบจากการปรับตัวลดลงของต้นทุนการขนถ่ายสินค้าขึ้นลง (40% ต่อ OPEX รวม) และต้นทุนที่เกี่ยวกับเรือ/ตู้คอนเทนเนอร์ (28% ต่อ OPEX รวม) ซึ่งเป็นผลมาจากประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและปัญหาขาดแคลนอุปทานที่บรรเทาลงในครึ่งหลังปี 2564


เราคาดว่า RCL จะจ่ายภาษีนิติบุคคลตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป หลังจากได้รับการยกเว้นภาษีจากผลขาดทุน 5 ปีย้อนหลัง เมื่อพิจารณาจากงบดุลที่แข็งแกร่ง (net D/E ratio ที่ 0.5 เท่า) RCL จึงอาจต่ออายุเรือลำเก่าๆ ออกไป และเข้าซื้อ


เรือลำใหม่ๆ เพื่อรองรับวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จึงแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมายปี 2564 ที่ 15 บาท ส่วนปัจจัยเสี่ยง คือ ความผันผวนของคระวาง ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข้อมูลจาก