การปรัับตัวลดลงจากจุดสูงสุดตลอดกาลของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา, จีนและไทย

Sat 15 Dec, 2018 05:23 / 6 months ago
แก้ไขล่าสุด: Sat 15 Dec, 2018 05:24 / 6 months ago

1)  Down Jones :

1.1) 26,951 จุด ( เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ปี พ.ศ 2561 และ เป็น All Time High )

1.2) 23,881 จุด ( จุดตํ่าสุดในรอบนี้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ปี พ.ศ 2561 หรือ ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดตลอดกาล = ( 23,881 - 26,951 ) / 26,951 x 100 = -11.39%

1.3) 24,100 จุด (  ปิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี พ.ศ 2561 )

2) Shianghai Composite Index :

1.1) 6,124 จุด ( เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ปี พ.ศ 2550 และ เป็น All Time High )

1.2) 2,449  จุด ( จุดตํ่าสุดในรอบนี้เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ปี พ.ศ 2561 หรือ ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดตลอดกาล = ( 2,449 - 6,124  ) / 6,124  x 100 = -60.01%

1.3) 2,593 จุด ( ปิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี พ.ศ 2561 )

3) Set Index :

1.1) 1,852 จุด ( เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์  ปี พ.ศ 2561 และ เป็น All Time High )

1.2) 1,584 จุด ( จุดตํ่าสุดในรอบนี้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ปี พ.ศ 2561 หรือ ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุด = ( 1,584 - 1,852  ) / 1,852  x 100 = -14.47% ) 

1.3) 1,609 จุด ( ปิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี พ.ศ 2561 )

ข้อแนะนําที่ฝากไปยังประธานาธิบดี Xi JinPing ของจีน ว่าสิ่งที่จีนน่าจะทําต่อไป คือ :

1) ยอมสหรัฐอเมริกาในสิ่งที่ยอมได้ในสงครามการค้า เพื่อไม่ให้ตลาดหุ้น Shianghai Composite Index ตกตํ่าลงไปมากกว่านี้ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นแนวโน้มที่ดี เนื่องจากจีนตกลงซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกาแล้ว และกําลังจะลดภาษีนําเข้ารถยนต์จากสหรัฐอเมริกา

ข้อแนะนําที่ฝากไปยังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐอเมริกา ว่าสิ่งที่สหรัฐอเมริกาน่าจะทําต่อไป คือ :

1) เจรจาการค้ากับจีนให้ราบรื่น โดยไม่เอาเปรียบจีนมากจนเกินไป เพื่อไม่ให้ตลาดหุ้น Down Jones ตกตํ่าลงไปมากกว่านี้ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นแนวโน้มที่ดี เนื่องจากจีนตกลงซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกาแล้ว และกําลังจะลดภาษีนําเข้ารถยนต์จากสหรัฐอเมริกา

 2) ระงับการปรับขึ้นดอกเบี้ย Fed Fund Rate ออกไปก่อน เพราะการขึ้นดอกเบี้ย Fed Fund Rate มีแต่ซั้าเติมและไม่เป็นผลดีต่อทั้งตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา, จีน และไทย ซึ่งตอนนี้ก็มีแนวโน้มที่ดีแล้ว เนื่องจาก FOMC ออกมาส่งสัญญาณที่จะชะลอการปรับดอกเบี้ย Fed Fund Rate ออกไป

ข้อแนะนําที่ฝากไปยังนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทยและนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าสิ่งที่ไทยและนักลงทุนชาวไทยน่าจะทําต่อไป คือ :

1) ทําให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพและมั่นคง และบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ซึ่งก็น่าจะเห็นแนวโน้มที่ดีจากการกําหนดวันเลือกตั้งทั่วไปที่แน่นอนแล้วคือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ 2562 

2) ลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 3 ล้านล้าน บาท เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการส่งออกและท่องเที่ยว เป็นการเตียมตัวเพื่อรองรับการย้ายฐานการลงทุนจากประเทศจีน เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และเป็นการยกระดับรายได้ของคนไทยให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปให้ได้ เพราะประเทศไทยกินบุญเก่ามานานแล้ว ตั้งแต่โครงการอิสเทริน์บอร์ด ที่ผลักดันโดยอดีตนายกรัฐมนตรีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เมื่อปี พ.ศ 2524 และเกิดการย้ายฐานการลงทุนครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ 2528 เนื่องจาก Plaza Accord ระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น

3) เมื่อเป็นดังนี้แล้ว หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างก็น่าจะปรับตัวได้ดีและให้ผลตอบแทนได้มากกว่าหุ้นนํ้ามันและหุ้นบลูชิพตัวอื่นๆ ทั้งนี้ตั้งแต่ครึ่งแรกของปี พ.ศ 2561 ไปจนถึงปลายปี พ.ศ 2563 ก่อนที่ฟองสบู่โลกจะแตกในปี พ.ศ 2564 ซึ่งก็น่าจะเห็นแนวโน้มที่ดีจากผลการประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ซีพีชนะการประมูลเมื่อวานนี้ วันที่ 14 ธันวาคม ปี พ.ศ 2561 

หมายเหตุ : 1) ที่มาจาก ( www.google.com ) และ ( www.bloomberg.com )

                 2) โปรดติดตามรายละเอียดการลงทุนใน สภาวะตลาดกระทิง ( จากปัจจัยขับเคลื่อนและผลักดันโดยประธานาธิบดี Donald Trump ), ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขาขึ้นรอบใหญ่ ( จากปัจจัยขับเคลื่อนและผลักดันโดยนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ) และ สภาวะตลาดหมี ( จากปัจจัยขับเคลื่อนและผลักดันโดยวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงรอบใหญ่วิเคราะห์โดย Ray Dalio  ) ใน  longtunbysak.blogspot.com 

 

 

 

 

 


9 comments
ศักดิ์ 6 months ago on Sat 15 Dec, 2018 06:19 / 6 months ago

สิ่งที่สําคัญที่สุด 3 เรื่องที่จะต้องรู้ เมื่อคิดจะลงทุน

ศักดิ์ 6 months ago on Sat 15 Dec, 2018 06:23 / 6 months ago แก้ไขล่าสุด: Sat 15 Dec, 2018 06:29 / 6 months ago

1) เรื่องที่สําคัญที่สุดเรื่องที่ 1 คือ เรื่องความต้องการของประธานาธิบดี Donald Trump เกี่ยวกับ 3 เรื่องย่อย ดังนี้ คือ:

1.1) ประธานาธิบดี Donald Trump ต้องการทําให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาดีและตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาอยู่ในสภาวะกระทิง โดยการปรับดอกเบี้ย Fed Fund Rate ขาขึ้นรอบใหญ่อย่างค่อยเป็นค่อยไป และการเจรจาการค้าที่ราบรื่นกับจีน ( ซึ่งเป็นนโยบายย่อยของ " America First " ข้อที่ 1 )

1.2) ประธานาธิบดี Donald Trump ต้องการชนะสงครามการค้าและสงครามการเงินกับจีน เพื่อให้สหรัฐอเมริกายังคงความเป็นมหาอํานาจหมายเลข 1 ของโลกต่อไป ( ซึ่งเป็นนโยบายย่อยของ "  America First " ข้อที่ 2 )

1.3) ประธานาธิบดี Donald Trump ต้องการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาต่ออีกสมัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งต่อไปในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ 2563

ศักดิ์ 6 months ago on Sat 15 Dec, 2018 06:30 / 6 months ago แก้ไขล่าสุด: Sat 15 Dec, 2018 06:31 / 6 months ago

2) เรื่องที่สําคัญที่สุดเรื่องที่ 2 คือ เรื่องความต้องการของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เกี่ยวกับ 3 เรื่องย่อย ดังนี้ คือ:

2.1) นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  ต้องการทําให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ( ซึ่งเป็นนโยบายหลักข้อที่ 1 ของรัฐบาล คสช. หลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี พ.ศ 2557 )

2.2) นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 3 ล้านล้าน บาท ( ซึ่งเป็นนโยบายหลักข้อที่ 2 ของรัฐบาล คสช. หลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี พ.ศ 2557 )

2.3) นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอช ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกหลังการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ 2562

ศักดิ์ 6 months ago on Sat 15 Dec, 2018 06:33 / 6 months ago แก้ไขล่าสุด: Sat 15 Dec, 2018 06:34 / 6 months ago

( เป็นข้อมูล ณ.วันที่ 4 มีนาคม  ปี พ.ศ 2561 )

3) เรื่องที่สําคัญที่สุดเรื่องที่ 3 คือ เรื่องสภาวะตลาดหมีจะมาเยือนในปี พ.ศ 2564 เพราะ 3 เรื่องย่อย ดังนี้ :

3.1) ความต้องการของประธานาธิบดี Donald Trump จะส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปรับตัวขึ้นไปทําจุดสูงสุดของสภาวะกระทิงในช่วงปลายปี พ.ศ 2563 หลังจากเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งต่อไปแล้ว

3.2) ความต้องการของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา จะส่งผลให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างปรับตัวขึ้นไปทําจุดสูงสุดของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขาขึ้นรอบใหญ่ในช่วงปลายปี พ.ศ 2563 เมื่อ 80% ของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 3 ล้านล้าน บาทได้มีการประมูลและรู้ผลแล้ว

3.3) แล้วฟองสบู่โลกก็จะแตกในปี พ.ศ 2564 เพราะเป็นไปตามธรรมชาติของวัฏจักรเศรษฐกิจช่วงตกตํ่า หรือสภาวะตลาดหมี หลังจากผ่านพ้นวัฏจักรเศรษฐกิจช่วงรุ่งเรือง หรือสภาวะตลาดกระทิงมาแล้ว ( ปี พ.ศ 2550 - 2563 ซึ่งจะคล้ายๆกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปี ค.ศ 1928 - 1941 ในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก )

 

ศักดิ์ 6 months ago on Sat 15 Dec, 2018 06:35 / 6 months ago แก้ไขล่าสุด: Sat 15 Dec, 2018 06:36 / 6 months ago

( เป็นข้อมูล ณ. วันที่ 20 กันยายน ปี พ.ศ 2561 )

ศักดิ์ 6 months ago on Sat 15 Dec, 2018 06:37 / 6 months ago

และท้ายที่สุดนี้ ผู้โพสต์ขอเรียนให้ทุกท่านที่สนใจได้รับทราบว่า ผู้โพสต์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หรือเจตนาที่จะชักชวน ชี้นํา หรือ ชี้เป้าให้ท่านนักลงทุนที่เข้ามาดู เข้ามาอ่าน หรือ เข้ามา View มาลงทุนตามแนวทางที่ผู้โพสต์ได้นําเสนอไป และ จะนําเสนอต่อไปในอนาคต และ จะไม่รับประกันผลตอบแทน ตลอดจนจะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นในกรณีที่มีการนําข้อมูล หรือ ความเห็นส่วนตัวของผู้โพสต์ไปใช้แล้วเกิดความเสียหายขึ้น 

ผู้โพสต์หวังแต่เพียงว่าข้อมูล และ ความคิดเห็นส่วนตัวดังกล่าวข้างต้นของผู้โพสต์ อาจจะเป็นประโยชน์ต่อท่านนักลงทุนที่เข้ามาดู และ เข้ามา View บ้างไม่มากก็น้อย ทั้งในปัจจุบัน และ อนาคต 

ขอขอบคุณทุกท่านที่สนใจ อีกครั้งหนึ่งครับ

ศักดิ์ 6 months ago on Sat 15 Dec, 2018 06:40 / 6 months ago

NATSUWAT 6 months ago on Sat 15 Dec, 2018 08:21 / 6 months ago
S2M Silver Member

CK 25 บาท ไม่ยอมซื้อลงทุนถือว่าแปลก ขอบคุณครับ

ศักดิ์ 6 months ago on Sat 15 Dec, 2018 08:37 / 6 months ago

ครับ ขอบคุณครับ ซื้อไว้แล้วครับที่ 23.30 บาท ครับ