ควบรวม TMB-TCAP แฮปปี้

Sat 10 Aug, 2019 06:58 / 2 years ago

ควบรวม TMB-TCAP แฮปปี้ ลุยเพิ่มทุนก้อนมหึมา 1.3 แสนล้าน

TMB ระดมทุนก้อนโต 1.3 แสนล้าน รับการควบรวมกิจการกับทุนธนชาต ขึ้นแท่นแบงก์ใหญ่ขนาด2ล้านล้าน คลังใส่อีก 1 .1 หมื่นล้าน ไอเอ็นจี 1.25 หมื่นล้าน ตามแผนขายบล.ธนชาต ควบรวมบลจ.เข้าด้วยกัน


          ธนาคารทหารไทย (TMB) และธนาคารธนชาต (TBANK) เปิดแผนควบรวมกิจการระหว่างกัน ผลักดันขึ้นแท่นธนาคารพาณิชย์อันดับ 6 ของไทย โดย TMB เตรียมระดมทุนใหม่ 130,000 ล้านบาท ด้วยการเพิ่มทุนราว 100,000 ล้านบาท ออกตราสารหนี้เพื่อเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 และ 2 ก้อนมหึมา


          ด้านผู้ถือหุ้นใหญ่และกระทรวงการคลังพร้อมใส่เงินเพิ่มทุน ดันกลุ่ม ING ถือหุ้นที่ 21.3% บมจ.ทุนธนชาต (TCAP)  ถือหุ้น 20.4% กระทรวงการคลัง 18.4% และ Scotia Netherlands Holding B.V. (BNS) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของ The Bank of Nova Scotia ถือหุ้น 5.6%  การควบรวมจะเกิดขึ้นภายในปีนี้กำหนดเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2564


          นายสมเจตน์ หมู่สิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ TCAP เปิดเผยว่า ชื่อแบรนด์ใหม่หลังการควบรวม TMB และ TBANK ซึ่งเป็นธนาคารในกลุ่ม TCAP นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจาณาจากคณะกรรมการทั้งสองธนาคาร โดยที่แบรนด์ใหม่ของธนาคารจะต้องเป็นแบรนด์ที่สะท้อนคุณค่าของทั้งสองธนาคาร ซึ่งยังคงต้องรอหลังกระบวนการควบรวมเสร็จสิ้นทั้งหมด 


          อย่างไรก็ตาม ภายในเดือนธ.ค.2562 กระบวนการขายหุ้นของ TBANK ให้กับทาง TMB  และการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ TMB เพื่อเข้าถือหุ้นใน TMB ในสัดส่วนราว 20% จะแล้วเสร็จ ขณะที่การควบรวมทั้งสองธนาคารคาดว่า จะเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการภายในกลางปี 2564


          นายสมเจตน์ชี้แจงว่า ตามแผนแล้วจะมีการปรับโครงสร้างธุรกิจในกลุ่ม โดยจะซื้อหุ้นของบริษัทลูกกลับคืนมา ได้แก่ บมจ.ธนชาตประกันภัย ,บล.ธนชาต ,บริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด (บสส.ทีเอส) ,บมจ.ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี (PRG) และบมจ.เอ็ม บี เค (MBK)  สำหรับการลงทุนอื่น ๆ บริษัทได้จัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle) ประกอบด้วย SPV1 และ SPV2 เพื่อซื้อหุ้นที่ถืออยู่ในสัดส่วนของ ธนาคารธนชาต กลับมายังบริษัท TCAP อาทิเช่น บมจ.ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) และบริษัทลงทุนอื่น ๆ 

 

 

          ทั้งนี้ ภายหลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ TBANK จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใน บลจ.ธนชาต (TFUND) และบริษัท ธนชาต โบรกเกอร์ จำกัด (TBROKER) ในสัดส่วน 75% และ 100% ตามลำดับ หลังจากนั้น TBANK จะขายหุ้น 75% ใน TFUND ให้แก่บุคคลภายนอก โดยคาดว่า จะสามารถขายหุ้นดังกล่าวได้สำเร็จก่อน หรือพร้อมกับการซื้อขายหุ้นระหว่างทั้ง 2 ธนาคารในครั้งนี้


          ขั้นตอนต่อไปหลังจากการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทแล้วเสร็จ ทาง TMB จะเสนอซื้อหุ้นสามัญของ TBANK จากผู้ถือหุ้นของ TBANK ทุกราย โดยจะชำระค่าหุ้นเป็นเงินสด และ TCAP กับ BNS ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของ TBANK จะเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ TMB รวมถึงเข้าซื้อส่วนที่ TMB จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของ TBANK เพื่อให้ TCAP เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของ TBANK ต่อไปในภายหลัง โดย TCAP พร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของทีมผู้บริหารชุดใหม่ เพื่อให้กระบวนการรวมกิจการสำเร็จด้วยดี


          นายสมเจตน์ กล่าวว่า หลังจากเสร็จสิ้นการขายหุ้น TBANK ให้กับ TMB และการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ TMB แล้วเสร็จ บริษัทประเมินว่า จะมีเงินเหลือจากดีลดังกล่าวกว่า 10,000 ล้านบาท จากเงินที่ได้รับเข้ามาทั้งหมดราว 80,000 ล้านบาท บริษัทจะนำเงินที่เหลือไปพิจารณาการลงทุนอื่นๆ ในอนาคต พร้อมกับการพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษให้กับผู้ถือหุ้นของ TCAP 


          สำหรับ บล.ธนชาต ซึ่งเป็นธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์นั้น ไม่ได้มีการขายไปให้กับ TMB ในการควบรวมกิจการกันครั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ที่สนใจซื้อ และคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในเร็วๆนี้


          ด้านทิศทางของ BNS ที่ยังมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ 5.6% หลังการควบรวมในครั้งนี้ บริษัทยังต้องรอดูการประกาศนโยบายและแผนการลงทุนของกลุ่มโนวา สโกเทีย ที่จะมีการประกาศออกมาที่แคนาดาในเร็ว ๆ นี้ ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งจากที่ทราบกันว่ากลุ่มโนวา สโกเทีย มีแผนการลงทุนที่จะย้ายศูนย์กลางทางการเงินไปที่อเมริกาใต้ ทำให้มีการทยอยถอนการลงทุนในภูมิภาคอื่น ๆ ออกไป 


          อย่างไรก็ตาม บริษัท TCAPและ TMB ได้มีการทำข้อตกลงกับกลุ่มโนวา สโกเทีย ไว้ว่า ในกรณีที่ต้องการลดสัดส่วนการถือหุ้น ทางกลุ่มโนวาฯจะต้องทยอยลดสัดส่วนลงไป ไม่ใช่เป็นการขายหุ้นออกไปทั้งหมด เพื่อทำให้ไม่กระทบต่อผู้ถือหุ้นของ TMB


          ด้านนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB กล่าวว่า ธนาคารจะมีการขายหุ้นของบลจ.ธนชาต ซึ่งธนาคารธนชาตถือหุ้นอยู่ 75% ให้กับ Eastspring Investment ซึ่งเป็นพันธมิตรกับธนาคาร และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บลจ.ทหารไทย (TMBAM Eastspring) ซึ่งธนาคารได้ทำ MOU ในการขายหุ้นของบลจ.ธนชาต หลังจากกระบวนการโอนกิจการของบลจ.ธนชาตเข้ามาแล้ว ซึ่งคาดว่ากระบวนการขายหุ้นบลจ.ธนชาตให้กับ Eastspring Investment จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ และหลังจากนั้นจะควบรวมกับบลจ.ทหารไทย ซึ่งเป็นธุรกิจที่เหมือนกัน


          นายปิติกล่าวว่า พนักงานของธนาคารธนาคารไทยและธนาคารธนชาตนั้น ธนาคารเห็นว่า ดีลในการควบรวมครั้งนี้ยังมีความจำเป็นที่ต้องมีพนักงานมาเป็นกำลังในการดำเนินงานและช่วยขับเคลื่อนธนาคารต่อไป ซึ่งหลังจากการควบรวมทั้งสองธนาคารแล้ว จะมีขนาดสินทรัพย์ที่สูงขึ้นเป็น 2 เท่า มาอยู่ที่กว่า 2 ล้านล้านบาท ขณะที่พนักงานของทั้ง 2 ธนาคาร ปัจจุบันรวมกันทั้งหมด 19,000 คน อาจจะยังไม่เพียงพอกับการดำเนินงานของธนาคารหลังจากการควบรวมที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ขึ้น ทำให้ธนาคารยังต้องการทรัพยากรคนอยู่ เพราะธุรกิจของธนาคารเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับคน


          นายปิติชี้แจงว่า ตามแผนการรวมกิจการดังกล่าว ธนาคารจะจัดหาเงินทุนรวมทั้งสิ้น 130,000 ล้านบาทจากการออกหุ้นเพิ่มทุน เงินทุนส่วนแรกนั้น จะเป็นการออกและเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของธนาคาร ตามใบแสดงสิทธิ (TSR) ในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ โดยคาดว่า จะสามารถระดมทุนจากการออกหุ้นเพิ่มในส่วนนี้ 42,500 ล้านบาท 


เงินทุนก้อนที่สอง จะมาจากการออกและเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ บุคคลภายนอก และผู้ถือหุ้นเดิมของ TBANK ทุกราย ซึ่งคาดว่า จะสามารถเพิ่มทุนจากสองกลุ่มหลัง 6,400 ล้านบาท และ 57,600 ล้านบาท ตามลำดับ  


          นอกจากการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นเพิ่มทุนแล้ว ธนาคารจะมีการออกตราสารหนี้ (Debt Financing) โดยการออกและเสนอขายตราสารทางการเงินที่นับเป็นกองทุนชั้นที่ 1 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ 9,600-16,000 ล้านบาท และเสนอขายตราสารด้อยสิทธิที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ ผู้ลงทุนรายใหญ่ 15,000 ล้านบาท 


นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมจากตราสารหนี้อีกไม่เกิน 20,000 ล้านบาท ในกรณีที่ต้องการเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับรองรับการขยายกิจการ

ประมาณการเบื้องต้น คาดว่าโครงสร้างการถือหุ้นของธนาคาร จะมีสัดส่วน เปลี่ยนไปดังนี้ กลุ่ม ING จะถือหุ้น 21.3% กลุ่ม TCAP ถือหุ้น 20.4% กระทรวงการคลังถือหุ้น 18.4% กลุ่ม BNS 5.6% และผู้ถือหุ้นรายย่อยอีก 34.3%


          ด้านนายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ TBANK กล่าวว่า การปรับสาขาของทั้งสองธนาคารยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งอาจจะมีการปิดสาขาของธนาคารในบางพื้นที่ที่มีการทับซ้อนกัน โดยที่ปัจจุบันสาขาของทั้งสองมีรวมกันอยู่ 900 สาขา ส่วนการใช้บริการของลูกค้าในช่วงระหว่างการควบรวมยังใช้บริการตามปกติของแต่ละธนาคาร และจะรวมมาเป็นการให้บริการเพียงธนาคารเดียวในช่วงกลางปี 2564 ซึ่งกระบวนการควบรวมกิจการแล้วเสร็จ


          สำหรับ โครงสร้างการบริหารปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยที่ผู้บริหารทั้งสองธนาคารยังทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันการเติบโตของทั้งสองธนาคารระหว่างควบรวมกิจการ ส่วนโครงสร้างการบริหารใหม่นั้นยังต้องการพิจารณาจากคณะกรรมการของทั้งสองธนาคาร ซึ่งจะมีการจัดสรรตำแหน่งการทำงานตามความเหมาะสม เพื่อร่วมกันบริหารธนาคารใหม่ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง


          "การรวมกิจการครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังความเชี่ยวชาญ และจุดแข็งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะธนาคารธนชาตที่เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ และทีเอ็มบีซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการระดมเงินฝาก ส่งผลให้การบริหารจัดการต้นทุนในการทำธุรกิจเกิดประสิทธิภาพรวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้นจากฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นถึง 10 ล้านคน ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่อไปอย่างแน่นอน"นายประพันธ์ กล่าว


          ด้านนายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง กรรมการธนาคาร TMB กล่าวว่า การรวมกิจการครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวคิดของภาครัฐในการส่งเสริมการรวมกิจการเพื่อเพิ่มขนาดกิจการและศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินของประเทศและเศรษฐกิจไทยโดยรวมนอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศให้เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยด้วย โดยกระทรวงการคลังพร้อมที่จะลงทุนเพิ่มเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 11,000 ล้านบาท และมีสิทธิที่จะซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากการจัดสรรตามสิทธิที่พึงมีในกรณีที่มีผู้ถือหุ้นเดิมรายอื่นๆ ไม่ใช้สิทธิเต็มจำนวน เพื่อคงสถานะหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลัก เนื่องจากมีความเชื่อมั่นจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ TMB รวมถึงศักยภาพของ ING ที่มีส่วนผลักดันในความสำเร็จของ TMB ให้เป็นหนึ่งในธนาคารชั้นนำของไทยในปัจจุบันและมั่นใจในจุดแข็งของ TCAP ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของธนาคารธนชาตที่จะเข้ามาร่วมผนึกกำลัง เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทำให้ธนาคารมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น


          นายมาร์ค นิวแมน กรรมการผู้จัดการ ING Challengers and Growth Markets, Asia กล่าวว่า จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการลงทุนใน TMB ประกอบกับการพัฒนาทางด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในธุรกิจธนาคาร และอื่น ๆ อีกมากมายทำให้ ING ตัดสินใจลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 12,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรวมกิจการของทั้งสองธนาคารในครั้งนี้ 


ทั้ง ING และ TCAP ต่างพัฒนาความเชื่อมั่นที่มีต่อกันจากกระบวนการรวมกิจการนี้ จนนำไปสู่การตั้งเป้าหมายร่วมกันที่จะทำให้ธนาคารใหม่เติบโตอย่างมั่นคง และเป็นผู้นำทางด้านดิจิทัลประกอบกับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากกระทรวงการคลัง การรวมกิจการของทั้งสองธนาคารในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จตามที่คาดไว้อย่างแน่นอน

 

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข้อมูลจาก


2 comments
pumai 2 years ago on Sat 10 Aug, 2019 07:17 / 2 years ago
S2M Gold Member

ปิดดีลควบรวม “ทีเอ็มบี-ธนชาต” สินทรัพย์พุ่ง 2 ล้านล. ยันไม่เลิกจ้าง

 

ปิดดีลควบรวม “ทีเอ็มบี-ธนชาต” จับมือแถลงแผนรวมกิจการ มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท ดันสินทรัพย์รวมเกือบ 2 ล้านล้านบาท เปิดสัดส่วนผู้ถือหุ้นเบื้องต้น ING ถือนำ 21.3% TCAP 20.4% คลัง 18.4% สโกเทียแบงก์ 5.6% ที่เหลือส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย 34.3% คาดกระบวนการแล้วเสร็จภายในปี’64 ยืนยันไม่เลิกจ้างพนักงาน

นายจุมพล ริมสาคร รองปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การรวมกิจการครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวคิดของภาครัฐในการส่งเสริมการรวมกิจการเพื่อเพิ่มขนาดกิจการและศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินของประเทศและเศรษฐกิจไทยโดยรวม นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศให้เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยด้วย

โดยกระทรวงการคลังพร้อมที่จะลงทุนเพิ่มเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 11,000 ล้านบาท และมีสิทธิที่จะซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากการจัดสรรตามสิทธิที่พึ่งมีในกรณีที่ผู้ถือหุ้นเดิมรายอื่นๆไม่ใช้สิทธิเต็มจำนวน เพื่อคงสถานะหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักเนื่องจากมีความเชื่อมั่นจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของ TMB

รวมถึงศักยภาพของ ING ที่มีส่วนผลักดันในความสำเร็จของ TMB ให้เป็นหนึ่งในธนาคารชั้นนำของไทยในปัจจุบันและมั่นใจในจุดแข็งของ TCAP ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของธนาคารธนชาตที่จะเข้ามาร่วมผนึกกำลัง เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทำให้ธนาคารมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายมาร์ค นิวมาน Managing Director, ING Challengers and Growth Markets, Asia กล่าวต่อว่า จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการลงทุนใน TMB ประกอบกับการพัฒนาทางด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในธุรกิจธนาคาร และอื่นๆ อีกมากมายทำให้ ING และ TCAP ต่างพัฒนาความเชื่อมั่นที่มีต่อกันจากกระบวนการรวมกิจการนี้ จนนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันที่จะทำให้ธนาคารใหม่เติบโตอย่างมั่นคง และเป็นผู้นำทางด้านดิจิทัลประกอบกับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากกระทรวงการคลัง การรวมกิจการของทั้งสองธนาคารในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จตามที่คาดไว้อย่างแน่นอน

นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริการ TCAP กล่าวว่า TCAP เล็งเห็นศักยภาพและจุดแข็งจากทั้งสองธนาคาร ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าตัว มีสินทรัพย์รวมกันเกือบ 2 ล้านล้านบาท มีโครงสร้างทางธุรกิจและความชำนาญซึ่งเสริมรับซึ่งกันและกัน ธนาคารใหม่ที่เกิดขึ้นจากการควบรวมกันของทั้ง 2 ธนาคารคือธนาคารธนชาตและทีเอ็มบี ก็จะเป็นธนาคารที่มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นประมาณ 10 ล้านคน มีความทับซ้อนกันไม่ถึง 10%

ถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่ใหญ่ขึ้น กว้างขวางขึ้น มีโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นจากความเก่งของทั้ง 2 ธนาคารที่จะรวมกัน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกฐานลูกค้าทั่วประเทศ ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนทางธุรกิจที่สูงขึ้น เป็นประโยชน์ทั้งผู้ถือหุ้น ลูกค้า รวมถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ทั้งนี้ หลังจาก TCAP ได้รับชำระค่าหุ้นและเข้าซื้อหุ้นบริษัทลูก หุ้นของบริษัทที่ธนาคารธนชาตลงทุนไว้ TCAP จะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ TMB เป็นจำนวนเงินราว 44,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่า TCAP จะมีเงินสดเหลือจากการทำธุรกรรมต่างๆ เหล่านี้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายจัดการจะได้หาแนวทางในการบริหารเงินส่วนนี้ใหไดรับผลตอบแทนสูงสุดต่อไป

ขณะที่ นายฟิลิป ดามานส์ ประธานกรรมการบริหารธนาคาร TMB กล่าวว่า มีความยินดีที่ TCAP และทีเอ็มบีจะมาร่วมเป็นคณะกรรมการธนาคารแห่งใหม่ ซึ่งคณะกรรมการธนาคารทีเอ็มบีพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานและนโยบายของผู้บริหารธนาคารใหม่ เพื่อจะนำพาธนาคารที่เกิดจากการรวมกิจการครั้งนี้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ

ด้าน นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ TCAP กล่าวว่า TBANK จะทำการปรับโครงสร้างธุรกิจโดย TCAP จะซื้อหุ้นของบริษัทลูกกลับคืนมา ได้แก่ บริษัท ธนชาตประกันถัย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัทบริการสินทรัพย์ ที เอา จำกัด บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน)

ขณะเดียวกันสำหรับการลงทุนอื่นๆ TCAP ได้จัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle) ประกอบด้วย SPV1 และ SPV2 เพื่อซื้อหุ้นในสัดส่วนของ TBANK กลับมายัง TCAP ได้แก่ ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทลงทุนอื่นๆ

ภายหลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ TBANK จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต จำกัด (บลจ.ธนชาต หรือ TFUND) และบริษัท ธนชาต โบรกเกอร์ จำกัด (ธนชาตโบรกเกอร์ หรือ TBROKER) ในสัดส่วน 75% และ 100% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในส่วนของบลจ.ธนชาตนั้น TBANK จะดำเนินการขายหุ้น 75% ที่ถืออยู่ในบลจ.ธนชาตให้แก่บุคคลภายนอก โดยคาดว่าจะสามารถขายหุ้นดังกล่าวได้สำเร็จก่อน หรือพร้อมกับการซื้อขายหุ้นระหว่างทั้ง 2 ธนาคารในครั้งนี้

ภายหลังการปรับโครงสร้างฯ แล้ว ทีเอ็มบีจะเสนอซื้อหุ้นสามัญของ TBANK จากผู้ถือหุ้นของ TBANK ทุกราย โดยจะชำระค่าหุ้นเป็ฯเงินสดและ TCAP กับ BNS จะเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ TMB รวมถึงเข้าซื้อส่วนที่ทีเอ็มบีจะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของ TBANK เพื่อให้ TCAP เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของ TBANK ต่อไปในภายหลัง

ทั้งนี้ ทาง TCAP พร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของทีมผู้บริการชุดใหม่เพื่อให้กระบวนการรวมกิจการสำเร็จด้วยดี

ส่วน นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอ็มบี กล่าวเสริมถึงรายละเอียดในส่วนของทีเอ็มบีที่จะต้องดำเนินการว่า ภายหลังจากเงื่อนไขบังคับตามสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่าง TCAP และ BNS สำเร็จลง TCAP และ TBANK ดำเนินการโครงสร้างฯแล้วเสร็จ และโครงการรวมกิจการครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จึงเข้าสู่กระบวนการรวมกิจการ โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

ในช่วงเดือนกันยายน ทีเอ็มบีจะจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อขออนุมัติรายการที่เกี่ยวข้องกับการรวมกิจการรวมถึงการเพิ่มทึนในการจัดหาเงินทุนเข้าเสนอซื้อหุ้นสามัญของ TBANK จากผู้ถือหุ้นของ TBANK ทุกราย

โดยทีเอ็มบีจะจัดหาเงินทุนทั้งสิ้น 130,000 ล้านบาทจากการออกหุ้นเพิ่มทุนซึ่งส่วนแรกนั้น จะเป็นการออกและเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของธนาคาร ตามใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถระดมทุนจากการออกหุ้นเพิ่มในส่วนนี้เป็นจำนวน 42,500 ล้านบาท ในส่วนที่สอง จะเป็นการออกและเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่บุคคลภายนอก และผู้ถือหุ้นเดิมของ TBANK ทุกราย ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มทุนจากสองกลุ่มหลัง เป็นจำนวน 6,400 ล้านบาท และ 57,600 ล้านบาทตามลำดับ

นอกจากการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นเพิ่มทุนแล้ว ทางทีเอ็มบีจะมีการออกตราสารหนี้ โดยการออกและเสนอขายตราสารทางการเงินที่นับเป็นกองทุนชั้นที่ 1 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ เป็นจำนวน 9,600 – 16,000 ล้านบาท และเสนอขายตราสารด้อยสิทธิที่สามารถนับเป็นกองทุนชั้นที่ 2 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่จำนวน 15,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ทีเอ็มบีมีแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมจากตราสารหนี้อีกเป็นจำนวน 20,000 ล้านบาท ในกรณีที่ต้องการเงินทุนเพิ่ม ซึ่งจากการประมาณการเบื้องต้น คาดว่าโครงสร้างการถือหุ้นของธนาคาร จะมีสัดส่วน ING ถือหุ้น 21.3% TCAP ถือหุ้น 20.4% กระทรวงการคลังถือหุ้น 18.4% BNS ถือหุ้น 5.6% ปละผู้ถือหุ้นรายย่อย 34.3%

เบ็ดเสร็จแล้ว 4 ผู้ถือหุ้นใหญ่จะใช้เงินลงทุนในการดำเนินการภายใต้แบงก์ใหม่ครั้งนี้รวมเป็นเงินประมาณ 1.56 แสนล้านบาท

ส่วนประเด็นการเลิกจ้างพนักงานนั้น นายปิติ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันพนักงานทั้ง 2 ธนาคารรวมกันอยู่ที่ประมาณ 19,000 คน และหลังการควบรวมกันแล้วจะทำให้ขนาดของสินทรัพย์ที่ 2 ล้านล้านบาท ขณะที่คนยังต่ำกว่า 2 หมื่นราย นอกจากนี้ หากพิจารณาธนาคารอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่าธนาคารทีเอ็มบีและธนชาตรวมกันประมาณ 10% พบว่ามีจำนวนพนักงานมากกว่าทั้ง 2 ธนาคารรวมกันประมาณ 20-30% ดังนั้น ความจำเป็นที่จะต้องลดคนไม่น่าจะเป็นไปได้ ด้วยปริมาณลูกค้ากว่า 10 ล้านราย รวมถึงปริมาณงานที่ทับซ้อนกันอยู่ที่ประมาณ 10%

“คนคือสินทรัพย์ของเราที่เราต้องพยายามรักษาไว้ แล้วทุกวันนี้อัตราการลาออกของพนักงานในสาขาของธนาคารในช่วงเวลา 1 ปี มีมากกว่า 10% อยู่แล้ว ดังนั้น หากเราไม่จ้างเพิ่มทดแทนพนักงานที่ลาออกไปก็แทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่าอัตราการออกทุกวันนี้เราต้องเติมกลับตลอดเวลา” นายปิติกล่าว

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข้อมูลจาก

 

pan 2 years ago on Sun 11 Aug, 2019 08:40 / 2 years ago
S2M Silver Member

 

    มีความรับผิดชอบสูงมากทั้งสองธนาคาร