สร้าง “พอร์ตสีเขียว” …ลดฝุ่นร้าย คลายโลกร้อน

คอลัมน์ “Money Fin”

ฝุ่น PM 2.5 ปกคลุมน่านฟ้าเมืองไทยถึงขั้นกระทบกับสุขภาพเป็นปัญหาหนักที่ประชาชนต้องดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง และไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น

ปัญหาฝุ่นโยงใยต่อเนื่องไปถึงสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตามการเร่งพัฒนาตัวเลขทางเศรษฐกิจให้เติบโต จนสิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบมาเนิ่นนาน

 

นับแต่เกิดภาวะโลกร้อน ก็เริ่มมีการพูดถึงการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ระดับโลก ประเทศ ท้องถิ่น แม้กระทั่งในโลกของการลงทุน ก็มีการคำนึงถึงการลงทุนในบริษัทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีธรรมาภิบาล หรือย่อเป็นภาษาฝรั่งว่า ESG

นั่นคือเป็นการลงทุนที่นอกเหนือไปจากการดูแค่ตัวเลข “ผลกำไร” บรรทัดสุดท้าย นักลงทุนต้องคำนึงว่าบริษัทที่ตัวเองกำลังลงทุนอยู่นั้น ผลิตสินค้า ใช้วัตถุดิบกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ (Environment) คำนึงถึงสวัสดิภาพของพนักงานในองค์กร สังคมส่วนรวมหรือไม่ (Social) บริษัทความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาลหรือไม่ (Governance)

ถ้าเปรียบกับเด็กที่เรียนในห้องเรียน นอกจาก “เรียนเก่ง” ทำข้อสอบได้คะแนนสูงๆ แล้ว ความประพฤติก็ต้องดี ไม่เป็นเด็กดื้อ สร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ด้วย

เม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกในบริษัทที่เข้าข่าย ESG เพิ่มสูงขึ้นมาเรื่อยๆ ในปี 2018 ปริมาณเงินอยู่ที่ 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปสูงถึงระดับ 50 ล้านล้านเหรียญในอีก 20 ปีข้างหน้า

ข้อมูลจาก MSCI บริษัทที่จัดทำดัชนีอ้างอิงหุ้นทั่วโลก ระบุว่าในช่วง 10 – 20 ปีนี้คือเวลาของการผ่องถ่าย “ความมั่งคั่ง” ของรุ่น Baby Boomers ไปสู่คนรุ่นลูกที่เป็น Millenials ซึ่งแนวโน้มของคนกลุ่มนี้เติบโตมาพร้อมๆ กับภาวะโลกร้อน รักษ์โลก พอร์ตการลงทุนของพวกเขาก็ไม่อยากจะไปลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจกระทบกับสิ่งแวดล้อม

แล้วหลักการลงทุนในหุ้นยั่งยืน ผลตอบแทนจะยั่งยืนตามไปด้วยหรือไม่ มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าการลงทุนในหน่วยลงทุน ETF ที่ไปลงทุนในบริษัทแนวทาง ESG ของสหรัฐฯ ในปีที่แล้วมากกว่าครึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนี S&P500 ของสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ 30%

 

 

นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley ที่ได้ศึกษากองทุนรวมที่ลงทุนในแนวทาง ESG กว่า 11,000 กองทุน ตั้งแต่ปี 2004 – 2018 พบว่า การลงทุนลักษณะแบบนี้จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนไม่ให้แกว่งตัวมากเกินไป เพราะหุ้นกลุ่มนี้ไม่ค่อยเหวี่ยงขึ้น – ลงแรง ผันผวนทำให้ใจหายใจคว่ำมากนักเพราะบริษัทที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ESG ในระยะยาวจะช่วยขจัดความเสี่ยงจากข่าวด้านลบมากระทบจากเรื่องของสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล

มีตัวอย่างของบริษัท Trex Company ของสหรัฐฯ ที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านจากวัสดุเหลือใช้อย่างไม้และพลาสติกรีไซเคิล ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากผลกำไรของบริษัทที่เติบโตต่อเนื่องจากการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ในระดับโลกเราได้เห็นความพยายามของผู้จัดการกองทุนที่ผนวกรวมเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อนเข้ามาเป็น “ความเสี่ยง” ที่ต้องจับตา เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Lary Fink ผู้จัดการกองทุนของ บลจ. BlackRock ที่บริหารสินทรัพย์มากกว่า 7 ล้านล้านดอลล่าร์ฯ ก็มีการปรับพอร์ตการลงทุนรองรับสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง

สำหรับประเทศไทยเองที่ผ่านมาก็มีกองทุนรวมของบางบลจ.ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะเน้นไปในทางธรรมาภิบาลที่ดีมา 10 กว่าปีแล้ว ซึ่งก็ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างโดดเด่นในอุตสาหกรรม

จนช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในปีพ.ศ.2558 มีการทำดัชนีหุ้นที่เข้าข่าย ESG จากทั้งภาคเอกชน และตลาดหลักทรัพย์ ภาคเอกชนอย่างสถาบันไทยพัฒน์ มีการจัดทำข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย 100 บริษัทที่มีความโดดเด่นในด้าน ESG และจัดทำเป็นดัชนี “Thaipat ESG Index” สำหรับใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับนักลงทุนที่จะลงทุนในแนวทาง ESG

ซึ่งผลตอบแทนของดัชนีหุ้นกลุ่ม ESG100 ของไทยพัฒน์ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ถึงกลางปี 2562 นั้นพบว่าให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ 7.42% มากกว่าผลตอบแทนดัชนีหุ้นไทยรวมปันผล (SETTRI) ที่บวก 6.04%

 

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ไทยก็มีการจัดทำรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน” (Thailand Sustainability) ที่คัดเลือกหลักทรัพย์มาทำเป็นดัชนี SETTHSI ตามแนวทางของ ESG เช่นกัน ใครที่อยากลงทุนตามแนวทางนี้ก็สามารถเลือกลงทุนหุ้นที่อยู่ในดัชนีนี้ได้

ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นในปี พ.ศ. 2560 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทย 11 แห่ง ก็ร่วมมือกันจัดตั้ง “กองทุนรวมธรรมาภิบาล” ซึ่งเน้นหลักการของการลงทุนตามมาตรฐานแนวทาง ESG ด้วยเช่นกัน ซึ่งเม็ดเงินการลงทุนล่าสุดถึงต้นปี 2562 พบว่ามีเงินลงทุนรวมแล้วเกือบ 6,000 ล้านบาท มีบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESG มาอยู่ในตระกร้าลงทุน (Stock Universe) แล้วประมาณ 190 บริษัท (ข้อมูลถึงกุมภาพันธ์ 2562)

เราช่วยโลกของเราได้ง่ายๆ นอกจากปรับพฤติกรรมของเราไม่ให้เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม การออม การลงทุนของเราก็สามารถสร้างพอร์ต “สีเขียว” เลือกลงทุนในบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม แม้อาจจะไม่เห็นผลระยะสั้น แต่ระยะยาวแล้ว สิ่งดีๆ ที่แต่ละคนร่วมมือกันน่าจะทำให้อากาศที่เราหายใจสะอาดขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

……………………………………………………………………………………………………….

ข้อมูลประกอบการเขียน & ผู้สนใจอ่านประกอบเพิ่มเติม

 

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข้อมูลจาก