ถ้าพูดถึงธีมเมกะเทรนด์หลักของประเทศไทย คงจะหนีไม่พ้นในเรื่องของการท่องเที่ยว และหุ้นในดวงใจสำหรับนักลงทุนจำนวนมากคงจะต้องมีหุ้น CENTEL อยู่ในใจนักลงทุนชาวไทยอย่างแน่นอน

ใครจะรู้ว่า CENTEL มีธุรกิจที่นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นธุรกิจโรงแรม แต่รายได้ส่วนใหญ่ของ CENTEL กับเป็นธุรกิจอาหารมากกว่า ...

CENTEL หรือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจหลัก 2 ธุรกิจ คือ
1. ธุรกิจโรงแรม ภายใต้แบรนด์ "เซ็นทารา" ให้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาว ไปจนถึงโรงแรมราคาประหยัด อยู่ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจสปาภายใต้แบรนด์ "สปาเซ็นวารี"

2. ธุรกิจอาหาร มีสาขาทั่วประเทศไทย มีทั้งแบรนด์ของตนเองและแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วในระดับโลกอย่าง KFC, มิสเตอร์โดนัท, อาร์ตี้ แอนด์ , โคล สโตน ,โยชิโนยะ

ซึ่งที่ผ่านมา CENTEL มีรายได้หลักมาจากธุรกิจอาหารประมาณ 60% และอีก 40% มาจากธุรกิจโรงแรม ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปี 2558 บริษัทมีรายได้ 1.92 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 1.67 พันล้านบาท
ปี 2559 บริษัทมีรายได้ 1.99 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 1.84 พันล้านบาท
ปี 2560 บริษัทมีรายได้ 2.03 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 1.99 พันล้านบาท
ปี 2561 บริษัทมีรายได้ 2.18 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 2.17 พันล้านบาท


หุ้น CENTEL เติบโตต่อเนื่อง และรักษา Net Profit Margin ได้ดีราวๆ 10%
ขอบคุณที่มาภาพ : www.set.or.th

 

ไม่เพียงแค่ผลประกอบการที่โตอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยรักษาอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 10% ได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของธุรกิจโรงแรม ปัจจุบัน CENTEL มีโรงแรมทั้งหมด 68 แห่ง แบ่งเป็นเจ้าของโรงแรมโดยลงทุนเอง 22 แห่ง และรับจ้างบริหาร 46 แห่ง ซึ่งทั้งหมดนี้กระจายอยู่ใน 12 ประเทศทั่วโลก บริษัทตั้งเป้าหมายในการกระจายความหลากหลายของกลุ่มลูกค้า รวมถึงสถานที่ต่างๆ เพื่อไม่ให้เจาะกลุ่มลูกค้าใดลูกค้าหนึ่งจนเกินไป อย่างไรก็ตาม บริษัทมีกลุ่มลูกค้าหลักที่มุ่งเน้น คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน และกลุ่มนักธุรกิจ

ถึงแม้กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนมีอิทธิพลมาก โดยคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 29%ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่เมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาประเทศไทยน้อยลง ในขณะที่ชาวอินเดียเดินทางมามากคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 25% เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2561

ปัจจัยกดดันระยะสั้นในปี 2562 ของธุรกิจโรงแรม ยังเจอกับแรงกดดันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวน้อยลง อีกทั้งมีการปิดปรับปรุงโรงแรมหลายโรง รวมถึงโรงแรมที่หัวหินต้องมีการประมุลใหม่กับทางรถไฟ ดังนั้นมองจากภาพรวมแล้ว ธุรกิจโรงแรมในระยะสั้นอาจจะโดนกดดันในผลประกอบการที่ลดลง แต่ในระยะยาวแล้วยังเห็นถึงความพยายามในการขยายธุรกิจมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นลักษณะลงทุนเอง และรับจ้างบริหาร เชื่อว่าผลประกอบการจะกลับมาเติบโตได้อีกแน่นอน

ในส่วนของธุรกิจอาหาร มีบริษัทลูกที่ CENTEL ถือหุ้นโดยตรงผ่าน CRG ในการดูกลุ่มธุรกิจอาหารเพียงอย่างเดียว บริษัทมีร้านอาหารที่หลากหลาย เจาะความเป็นแมสใครๆก็สามารถกินได้ และตั้งอยู่ในจุดที่มีทำเลศักยภาพ ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 12 แบรนด์ โดยมีแบรนด์หลักที่เป็นเรือธงอยู่ประมาณ 4 แบรนด์ ได้แก่

KFC สัดส่วน 57% ของรายได้ธุรกิจอาหาร
Mister Donut สัดส่วน 14% ของรายได้ธุรกิจอาหาร
OOTAYA คิดเป็น 8% ของรายได้ธุรกิจอาหาร
Auntie Anne's คิดเป็น 7% ของรายได้ธุรกิจอาหาร

ธุรกิจอาหารถือเป็น "เรือธง" ของ CENTEL ที่จะช่วยผลักดันผลประกอบการให้เติบโตขึ้นได้ อีกทั้งยังไม่มีปัจจัยในเรื่องของ "ฤดูกาล" เหมือนธุรกิจโรงแรมที่อาจจะตกต่ำในช่วงไตรมาส 2-3 และจะกลับมาในไตรมาส 4 และไตรมาสที่ 1 ของแต่ละปีซึ่งเป็น High Season ทำให้ผลประกอบการของ CENTEL ไม่ผันผวนมากจนเกินไป แต่ข้อเสียคือธุรกิจอาหารจะเติบโตได้ต้องดู "กำลังซื้อ" ในประเทศ หรือพูดง่ายๆคือเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจในประเทศไทย ซึ่งในระยะสั้นแล้วอาจจะดูไม่ดีเท่าไรนัก

ในระยะยาว CENTEL พยายามสร้างแบรนด์ใหม่ๆ ภาพลักษณ์ทันสมัยดึงดูดผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสุกี้ภายใต้ชื่อ "สุกี้เฮ้าส์" และธุรกิจร้านอาหารแนวสตรีทฟู้ด อย่าง "อร่อยดี" เชื่อว่าในระยะยาวแล้วธุรกิจอาหารของ CENTEL จะกลับมาได้อีกแน่นอน เพราะแบรนด์ที่แข็งแกร่ง


P/E, P/BV ลดลงมามากสะท้อนราคาหุ้นที่ลดลง
ขอบคุณที่มาภาพ : www.set.or.th

CENTEL เคยเป็นหุ้นที่มีความคาดหวังในการเติบโตสูง โดยมีค่า P/E Ratio แตะระดับ 40 เท่า และ P/BV ที่ 7 เท่า แต่ปัจจุบันมีค่า P/E ที่ 20.5 เท่า P/BV ที่ 3 เท่า และอัตราเงินปันผลประมาณ 2% เมื่อเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันแล้ว ถือว่ายังต่ำกว่ากลุ่มพอสมควร

MINT มีค่า P/E ประมาณ 40 เท่า ปันผลประมาณ 1%
ERW มีค่า P/E ประมาณ 28 เท่า ปันผลประมาณ 1.65%

ถือว่าหุ้น CENTEL เป็นหุ้นโรงแรมตัวหนึ่งที่ "ครบเครื่อง" ทั้งธุรกิจโรงแรม (แบรนด์แข็งแกร่ง อยู่ในทำเลทีมีศักยภาพสูง ลูกค้าเป็นชาวต่างชาติที่มีความหลากหลายและกำลังซื้อสูง) และธุรกิจอาหาร (มีความหลากหลาย เจาะตลาดแมส แบรนด์แข็งแกร่งเป็นที่รู้จักกันดี และในทำเลที่มีศักยภาพสูง) เพียงแต่ตอนนี้กำลังเจอกับ "อุปสรรค" ระยะสั้นเท่านั้นเอง ...