พลังงานบริสุทธิ์โชว์ผลงานไตรมาส 1 กำไรปกติดีขึ้น 10% ไม่รวมรายการพิเศษปีก่อน  ทริสฯเพิ่มเครดิตจาก “A-” เป็น “A”  ธุรกิจโตแข็งแรง กระแสเงินสดใหญ่พร้อมมั่นคง คาดปี 2563-2564  EBITDA ถึง 10,000 ล้านบาท รายได้แตะ 2 หมื่นล้านบาท 

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/2562 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,210 ล้านบาท ลดลงจำนวน 736 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 37.82% จากระยะเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,946 ล้านบาท

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EA ชี้แจงว่า สาเหตุที่กำไรลดลง เพราะในไตรมาส 1/2561 มีกำไรพิเศษจำนวน 894.58 ล้านบาท จากการนำงบการเงินของบริษัท Amita Technologies Inc. (Amita) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินรวม เพราะเปลี่ยนสถานะจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็นบริษัทย่อย

ทั้งนี้หากพิจารณาเฉพาะกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจตามปกติของบริษัทใหญ่ มีกำไรสุทธิ 1,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 110 ล้านบาท คิดเป็น 10.71% จากกำไรสุทธิจำนวน 1,034 ล้านบาทในไตรมาส 1/2561

ส่วนรายได้รวมมีจำนวน  3,088 ล้านบาท ลดลง 740 ล้านบาทหรือ 19.33% เทียบกับจำนวน 3,828 ล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะรายได้จากการดำเนินปกติ เพิ่มขึ้น 5.36% หรือ 157 ล้านบาท เป็น 3,086 ล้านบาท

ทางด้านบริษัททริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้มีการค้ำประกันบางส่วน บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ เป็น ‘A’ จาก ‘A-‘ และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้มีการค้ำประกัน ที่ ‘AA’ แนวโน้ม ‘Stable’

บริษัทพลังงานบริสุทธิ์มีสถานะเครดิตที่แข็งแกร่งขึ้นจากกระแสเงินสดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง  ผลการดำเนินงานที่น่าพอใจของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

ทั้งนี้ หุ้นกู้ทั้งหมดของบริษัทได้รับการค้ำประกันโดยธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับสากล ที่ระดับ ‘BBB+’จาก S&P Global Ratings

EA มีกระแสเงินสดที่มีขนาดใหญ่และมั่นคง จากพอร์ตการลงทุนในโรงไฟฟ้าต่าง ๆ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) และได้ส่วนเพิ่มอัตราค่าไฟฟ้า (Adder) เป็นเวลา 10 ปีจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและอัตรากำไรให้อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตามอันดับเครดิตถูกจำกัดด้วยโครงการผลิตแบตเตอรี่ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่และมีความเสี่ยงในการพัฒนาที่สูง

ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบหมดแล้ว มีกำลังการผลิตรวม 664 เมกะวัตต์ ผลงานโดยรวมของโรงไฟฟ้า ยังคงดีกว่าที่ทริสฯคาดการณ์ไว้ประมาณ 6.4% เพราะการปฏิบัติงานที่เรียบง่ายของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วและอุปกรณ์ที่น่าเชื่อถือแล้ว ความเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ สถานะทางเครดิตยังได้รับประโยชน์จากการความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นของแหล่งที่มาของผลกำไรและการกระจายตัวของพื้นที่ที่ตั้งของโครงการ

โครงการหนุมานมีกำลังการผลิตขนาด 260 เมกะวัตต์ ถือเป็นโรงงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท คิดเป็น 39% ของกำลังการผลิตทั้งหมดจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กระแสเงินสดเติบโตในช่วงปี 2562-2563 เมื่อดำเนินงานได้เต็มปีหน้า ทริสคาดว่าปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้รวมอย่างน้อย 1,400 ล้านหน่วยต่อปี คาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม ราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากการลงทุนในโรงไฟฟ้าทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปีในปี 2563-2564 ส่วนรายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 18,000-20,000 ล้านบาท มีโครงการใหม่รวมอยู่ในประมาณการได้แก่ โรงงานผลิตกรีนดีเซล และ PCM รวมถึงโรงงานผลิตแบตเตอรี่เฟสแรก อัตรากำไร EBITDA จะอยู่ที่ 50 -60% ในช่วงปี 2562-2564 และอัตราการจ่ายเงินปันผลจะอยู่ที่ประมาณ 20%

อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตยังคงถูกลดทอนจากความเสี่ยงในการพัฒนาโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายที่กำลังการผลิต 50 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 100,000 ล้านบาท สูงกว่าส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 4 เท่า ทริสฯประเมินว่าธุรกิจการผลิตแบตเตอรี่นั้นมีความไม่แน่นอนสูง แต่บริษัทได้ ป้องกันหลายอย่างเพื่อลดความเสี่ยง  อาทิ การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ และการกระตุ้นความต้องการของแบตเตอรี่ผ่านการริเริ่มในหลายโครงการ เช่น โครงการรถยนต์ไฟฟ้า โครงการเรือด่วนไฟฟ้า การติดตั้งสถานีชาร์จ และการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่พ่วงด้วยแบตเตอรี่ในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับความร่วมมือจาก Industrial Technology Research Institute จากไต้หวันอีกด้วย

ทริสเรทติ้งเชื่อว่า บริษัทจะค่อย ๆ พัฒนาโรงงานผลิตแบตเตอรี่ทีละเฟส และจะหาพันธมิตรเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุน จะช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยง คาดว่าเฟสแรกกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง  จะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ส่วนในระยะที่ 2 ยังคงไม่แน่นอนเนื่องจากขึ้นอยู่กับความสำเร็จของเฟสแรก

บริษัทวางแผนการใช้เงินทุนในช่วงปี 2562-2563  ประกอบด้วยการก่อสร้างโครงการหนุมานอีกประมาณ 4,000 ล้านบาทและโครงการใหม่อื่น ๆ ประมาณ 8,700 ล้านบาท  แบ่งเป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่เฟสแรกจำนวน 4,000 ล้านบาท โรงงานผลิตกรีนดีเซลและสารเปลี่ยนสถานะ 1,000 ล้านบาท การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่จำนวน 1,500 ล้านบาทและโครงการอื่น ๆ (เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เรือด่วนไฟฟ้าและสถานีชาร์จ) รวมอีกประมาณ 2,200 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทจำเป็นต้องกู้ยืมเงินใหม่เพื่อใช้ทดแทนที่สินเชื่อจากผู้จำหน่ายอุปกรณ์ซึ่งถูกใช้สำหรับการพัฒนาโครงการหนุมานเมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าหนี้สินที่ปรับปรุงแล้วจะเพิ่มขึ้นในปี 2562 แต่ทริส มองว่ากระแสเงินสดที่เติบโตอย่างรวดเร็วจะสามารถชดเชยความเสี่ยงดังกล่าว  ทำให้บริษัทจะยังคงรักษาสถานะทางการเงินที่ดีเอาไว้ได้ คาดอัตราส่วนหนี้ที่ปรับปรุงแล้วต่อ EBITDA น่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2562 ก่อนที่จะลดลงเป็น 3.5-4.0 เท่าในปี 2563 และ 2564

 

credit https://www.hoonsmart.com/archives/55607