เมื่อ PTT ยังคงแข็งแกร่งในปฐพี เพราะได้แรงหนุนจากบริษัทในเครือ

บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นอย่าง PTT ที่บริษัทย่อยต่างมีสัญญาณของผลประกอบการในทิศทางขาขึ้น ซึ่งในมุมของบริษัทแม่ ก็คงจะได้รับอานิสงส์ในทางที่ดีไปด้วย ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบด้วยกันว่า PTT จะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนไปดูกันเลย


สำหรับ PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คือผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร โดยผ่านธุรกิจที่ดำเนินงานเองและธุรกิจที่ลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ การสำรวจและผลิต จัดหาและจัดจำหน่าย ขนส่ง และแยกก๊าซธรรมชาติ ดำเนินกิจการค้าระหว่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเคมี และมีการลงทุนในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีในประเทศ และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ


ฟิทช์ เรทติ้งส์คาดว่า PTT จะยังคงเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในธุรกิจก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย แม้ว่าการแข่งขันในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas) จะเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลจะอนุญาตให้บริษัทอื่นๆ นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเข้ามาจัดจำหน่ายในประเทศมากขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้อย่างเร็วที่สุดในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลวที่นำเข้าเหล่านี้จะถูกจัดจำหน่ายแก่ผู้ใช้ ผ่านสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว และระบบท่อก๊าซธรรมชาติ


ซึ่งปัจจุบัน PTT เป็นผู้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว โดย PTT จะคิดค่าบริการตามที่หน่วยงานกำกับธุรกิจพลังงานเป็นผู้กำหนด นอกจากนี้ การที่ปตท. มีสัญญาการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวระยะยาวกับผู้ผลิตในต่างประเทศ และมีประวัติการดำเนินงานในธุรกิจนี้อยู่แล้ว น่าจะทำให้บริษัท มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ฟิทช์ เรทติ้งส์คาดว่าผลกระทบต่อ PTT ทางการเงินในระยะสั้นจากการแข่งขันในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวที่เพิ่มมากขึ้น ยังมีไม่มากนัก


อย่างไรก็ตาม PTT เป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติขั้นกลางและขั้นปลายเพียงรายเดียว เป็นหนึ่งในบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของประเทศ และเป็นผู้นำในธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี ฟิทช์ เรทติ้งส์มองว่าสัดส่วนการถือหุ้นและการควบคุมของภาครัฐฯ ต่อ PTT อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS, อันดับเครดิต BBB+ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากระดับที่ภาครัฐฯ เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการกำหนดกลยุทธ์และการดำเนินงานของ PTT ที่น้อยกว่า


ทั้งนี้ประเด็นราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน หลังปรับลงเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เนื่องจาก สหรัฐเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และสต็อกน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก โดยประเด็นดังกล่าว ถือเป็นบวกต่อ PTT, PTTEP และ PTTGC อ้างอิงจากนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)


เช่นกันกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้คำแนะนำ PTTGC และ PTT เป็นหุ้นเด่นสำหรับครึ่งปีแรกของปี 64 เพราะได้ประโยชน์จากตลาดน้ำมัน - ปิโตรเคมีที่ยังไปได้ดี โดย PTTGC มีความน่าสนใจจากงบไตรมาส 2/64 ที่จะมีกำไรจำหน่ายหุ้น GPSC และ COD โรงงานใหม่ ขณะที่ PTT มีจุดเด่นจากราคา Laggard ที่สุดไม่ว่าจะเทียบกับหุ้นในเครือ – ราคาน้ำมัน สามารถ TRADING ระยะสั้นหุ้น IRPC และ IVL จากงบไตรมาส 1/64 ที่ฟื้นตัวดี และมีปัจจัยบวกจากโอกาสเข้าดัชนี MSCI



จับตา 13 พ.ค.นี้ประกาศงบ

ด้านนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการของ PTT จะประกาศในวันที่ 13 พ.ค.โดยคาดจะมีกำไรไตรมาส 1/64 ที่แข็งแกร่ง 3.12 หมื่นล้านบาท (1.1บาท EPS), เติบโต 137%จากไตรมาสก่อน และพลิกจากขาดทุน 1.6 พันล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน


โดยคาดปริมาณขายก๊าซจะอยู่ที่ 4,584 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (mmscfd) เติบโต 8% จากไตรมาสก่อน หนุนจากการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น 12% (IPP, SPP, EGAT) จากการปิดซ่อมบำรุง 14 วันของโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP และการเริ่มดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซ IPP ใหม่ (625MW) ของ GULF


ขณะที่ปริมาณขายให้กับ GSPs เติบโต 4%จากไตรมาสก่อน หนุนจากการดำเนินงานที่ราบรื่น โดย PTT ปิดโรง GSP2 เป็นเวลา 8 วันและลดกำลังการผลิต 50% ของ GSP5 40 วันในไตรมาสก่อนทำให้อัตราการผลิต GSP เพิ่มขึ้นสู่ 94.7% เทียบกับ 88.5% ในไตรมาสก่อน


ส่วนปริมาณขาย NGV ยังคงลดลง เนื่องจากผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลและเบนซิน โดย NGV จะยังมีผลขาดทุน EBIT 494 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน นอกจากนี้คาด PTT มีกำไรสต๊อก 9 พันล้านบาท เทียบกับ 2.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 4/63 ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนแอค่าเทียบกับดอลลาห์สหรัฐฯทำให้มีรายการขาดทุนค่าเงิน 8.6 พันล้านบาท เทียบกับกำไร 8.8 พันล้านบาท ใน ในไตรมาส 4/63



ผลงานไตรมาส
2 ยังคงแข็งแกร่ง

คาดปริมาณขายก๊าซไตรมาส 2/64 ยังคงอ่อนแอลงจากไตรมาสแรก เนื่องจากการล็อคดาวน์บางส่วน แม้จะมีผลจากฤดูกาลในช่วงฤดูร้อน แต่การดำเนินงานสำหรับ GSPs จะยังแข็งแกร่งจากราคาผลิตภัณฑ์อ้างอิงทีสูงขึ้น (PE, PP) ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตจะสูงขึ้นจากไตรมาสแรก เนื่องจากไม่มีการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของ GSPs ในไตรมาส 2/64 กิจการร่วมค้าปิโตรเคมีและโรงกลั่นจะมีการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นและค่าการกลั่น


อย่างไรก็ตามนับจากต้นปีถึงปัจจุบันราคา PTT มีผลตอบแทนที่ต่ำกว่ากิจการร่วมค้าและบริษัทลูก 18-71% และราคาน้ำมันดิบดูไบ 41% หุ้นซื้อขายที่ระดับส่วนลด 27% จาก NAV เทียบกับเฉลี่ย 10% ใน 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนลดในระดับนี้มากเกินไปในมุมมองของเราเมื่อพิจารณาจากกระแสเงินสดที่ดีขึ้นของ PTT (2.57แสนล้านบาท, 3.19แสนล้านบาทและ 3.96 แสนล้านบาทในปี 64-66) และ ROE ที่สูงขึ้น (11.8%, 13.0%, และ 12.9% ใน ปี 64-66) จึงแนะนำ ซื้อ ลดเป้าหมายสู่ 47 บาท (จาก 48) เนื่องจาก การลดเป้าหมาย TOP



ธุรกิจก๊าซฯ อัตรากำไรเพิ่มขึ้นตามราคาขาย

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายที่ 51.50 บาท ซึ่งคาดปัจจัยบวกจาก การฟื้นตัวของ demand/ กำลังการผลิตใหม่/ ลูกค้าใหม่ ของ ธุรกิจก๊าซฯ และธุรกิจลูก หนุนต่อเนื่องในครึ่งปีแรกไปจนครึ่งหลังปี 64 คาด yield ปันผลฟื้นมาที่ 5%


ทั้งนี้มอง Positive ต่อแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 1/64 ของ PTT ที่ราว 29,015 ล้านบาท พลิกมีกำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 59% จากไตรมาสก่อน โดยการฟื้นตัวดีดังกล่าว เพราะ 1.ธุรกิจ P&R มี stock gain ก้อนใหญ่ และ อัตรากำไรดีขึ้นตาม spread ปิโตรเคมี


2. ธุรกิจก๊าซฯ อัตรากำไรเพิ่มขึ้นตามราคาขาย ได้แรงหนุนหลักจากฝั่ง S&M (ราคาขายปรับขึ้นเร็วกว่าต้นทุน) และ GSP (ราคาขายขึ้นตามราคาปิโตรเคมี) และ 3.ธุรกิจน้ำมันได้ stock gain มากลบปริมาณขายที่ลดลง โดยสำหรับทิศทางไตรมาส 2/64 เรามอง core-operation ดีขึ้นทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ฟื้นทุกธุรกิจ) และจากไตรมาสก่อน (ธุรกิจก๊าซฯ, E&P และ P&R ฟื้นต่อ)



กำไรไตรมาส
1/64 จะสูงสุดในรอบ 6 ไตรมาส

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่ากำไรไตรมาส 1/64 จะสูงสุดในรอบ 6 ไตรมาส โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 2.10 หมื่นล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 1.6 พันล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 60% จากไตรมาสก่อน


โดยผลประกอบการที่พลิกฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จะเป็นเพราะส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทลูกในตลาดทั้งหกแห่งและผลการดำเนินงานของธุรกิจก๊าซดีขึ้น  เนื่องจากผลกระทบจากการที่ COVID-19 ระบาดรอบแรกทั่วโลกและเกิดสงครามราคาน้ำมันในไตรมาส 1/63


ส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จะเป็นเพราะ ไม่ต้องบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจถ่านหิน 7.4 พันล้านบาทเหมือนกับในไตรมาส 4/63 รวมทั้ง PTTEP บันทึกกำไรพิเศษ 1.08 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 1/64 จากการซื้อโครงการ Oman Block 61 ได้ในราคาถูก


และ กำไรจากสต็อกเพิ่มขึ้น พร้อมกับ spread ของปีโตรเคมีดีขึ้นในบริษัทลูกโรงกลั่นและปีโตรเคมีในตลาดสามแห่ง ได้แก่ PTTGC, TOP และ IRPC  โดยคาดว่าบริษัทลูกทั้งสามแห่งจะมีกำไรจากสต็อกก้อนใหญ่ในไตรมาส 1/64 หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงขึ้น


ขณะที่ spread ของ LDPE, LLDPE, PP, PX, BZ และ ABS ในไตรมาส 1/64 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เพราะอุปทานตึงตัวจากสภาพอากาศที่หนาวจัดในรัฐ Texas ประเทศสหรัฐ ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และอุปสงค์แข็งแกร่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน


นอกจากนี้ เรายังคาดว่ากำไรจากธุรกิจก๊าซของ PTT จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากคาดว่าปริมาณยอดขายก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อน เป็น 4,584 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (mmscfd) เพราะ มีจำนวนวันที่ลดอัตราการเดินเครื่องกำลังผลิต (turndown) ของโรง GSP#5 น้อยลง และ อุปสงค์ก๊าซเพิ่มขึ้นจากกลุ่มโรงไฟฟ้าหลังจากมีโรงถ่านหินในประเทศหนึ่งโรงหยุดการผลิตแบบไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า


ดังนั้นยังคงคำแนะนำซื้อ PTT และประเมินรากาเป้าหมาย SOTP ปี 2565 ที่ 54.00 บาท เราเชื่อว่าราคาหุ้น PTT จะได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/64 และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงถึง 4.3% ในปี 2564 ทั้งนี้หุ้น PTT ยังคง laggard เมื่อเทียบกับหุ้นโรงกลั่นและปีโตรเคมีตัวอื่นๆ โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2564 ที่ระดับ 9.12 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3.8 หมื่นล้านบาท

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข้อมุลจาก