SCG Logistics x MyCloud Fulfillment ยกระดับบริการ E-Commerce

Tue 16 Jul, 2019 18:16 / 2 months ago

SCG Logistics x MyCloud Fulfillment ยกระดับบริการ E-Commerce ใช้ Big Data เสริมธุรกิจ

 

IN FOCUS

  • SCG logistics ประสานมือกับสตาร์ทอัปด้านการบริหารคลังสินค้า (fulfillment) อย่าง MyCloud Fulfillment ยกระดับบริการฟูลฟิลเมนต์สำหรับผู้ค้ารายย่อย ช่วยให้คำสั่งซื้อจากมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ต่างๆ ยิงตรงไปยังระบบ SCG fulfillment แล้วจัดการตั้งแต่แพ็คจนถึงส่งสินค้าปลายทาง โดยที่ผู้ขายไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องหลังบ้านอีก
  • จุดขายของ SCG Logistics อยู่ที่การนำเสนอบริการคลังสินค้า และ ขนส่งสินค้าได้หลากหลายขนาด สามารถส่งสินค้าที่ต้องรักษาความเย็นได้ และการเก็บเงินปลายทาง (COD) สามารถโอนเงินถึงผู้ขายในหนึ่งวัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เร็วที่สุดในตลาด ทำให้ผู้ขายนำเงินไปหมุนให้ธุรกิจเติบโตต่อ
  • ส่วน MyCloud fulfillment มีจุดแข็งคือระบบบริหารจัดการคำสั่งซื้อ (Order Management  System : OMS) ที่สามารถสื่อสารตรงจากมาร์เก็ตเพลสได้หลายช่องทาง รับออเดอร์แล้วอัปเดตจำนวนสินค้าคงคลังอัตโนมัติ และระบบการบริหารจัดการคลัง ที่ Customized ตามแต่ละร้านค้า Ecommerce โดยเฉพาะ รวมถึงการเก็บ Big data และ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ผู้ขายสามารถนำไปวางกลยุทธ์ธุรกิจต่อได้

สำหรับคนค้าขายออนไลน์ เรื่องปวดหัวอย่างหนึ่งก็คือการบริหารสต็อกและส่งของเมื่อมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก หลายคนอาจเริ่มต้นทำเองทั้งหมด แต่พอถึงจุดหนึ่งก็พบว่า หากจะเติบโตให้ไกลกว่านี้ คงไม่สามารถทำเองคนเดียว และถึงจ้างพนักงานมาทำได้หมด ก็คงไม่เชี่ยวชาญพอ

            SCG Logistics ประสานมือกับสตาร์ทอัปด้านการบริหารคลังสินค้า (fulfillment) น่าจับตามอง อย่าง MyCloud Fulfillment ยกระดับบริการฟูลฟิลเมนต์สำหรับผู้ค้ารายย่อยไปอีกขั้น ทำให้คำสั่งซื้อจากมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ต่างๆ อย่าง Lazada Shopee ฯลฯ ยิงตรงไปยังระบบ SCG fulfillment แล้วจัดการตั้งแต่แพ็คจนถึงส่งสินค้าปลายทาง โดยที่ผู้ขายไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องหลังบ้านเหล่านี้เลย

ไม่ใช่แค่แพ็คส่งของได้แม่นยำ แต่ดาต้าจำนวนมหาศาลนี้จะประมวลผลเป็นคำแนะนำให้ลูกค้า ตั้งแต่ต้นทางของการขาย ว่าควรเก็บสินค้าประเภทใดไว้เท่าไร และนำสินค้าประเภทใดไปวางที่ไหนจะดีที่สุด ผลก็คือความประหยัด มีประสิทธิภาพ และเติบโตด้วยรากฐานที่เป็นต่อ

SCG จับมือ MyCloud โตไปด้วยกัน

การร่วมมือกันครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ SCG ที่มุ่งสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ทอัปและจับคู่กับสตาร์ทอัปเหล่านี้เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ หรืออาจต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ในองค์กร

ล่าสุด คือการจับคู่กันระหว่าง SCG Logistics กับ MyCloud Fulfillment เติมเต็มกันในสิ่งที่ขาด

“บริษัทเราถือว่าอะไรที่เก่งแล้ว เราทำเอง แต่อะไรที่ยังทำไม่เก่ง เราก็หาพาร์ทเนอร์ที่เก่งมาช่วย และเดิมที SCG ก็มุ่งสนับสนุนสตาร์ทอัป เพราะพวกเขาเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบัน SCG Logistics มีบริการหลายด้าน ตอนนี้การบริการสำหรับอีคอมเมิร์ซของเรากำลังทรานสฟอร์มไปสู่ data driven service ซึ่งต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาจัดการ จึงต้องหาพาร์ทเนอร์ในด้านนี้” ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวให้ข้อมูลเบื้องต้น แล้วพูดถึงธุรกิจฟูลฟิลเมนต์ซึ่ง SCG Logistics ก็เคยลองผิดลองถูกมาก่อน

ความเชี่ยวชาญในธุรกิจด้านนี้ จะต้องมีสองคนที่มาร่วมกัน ก็คือ SCG Logistics ที่เชี่ยวชาญเรื่องโอเปอเรชัน เสมือนเป็นฮาร์ดแวร์ และ MyCloud ที่เก่งเรื่องซอฟต์แวร์ สามารถเชื่อมต่อกับมาร์เก็ตเพลสและวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า เพราะฉะนั้นจึงสอดคล้องกัน ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าสั่งของมาให้เราทำฟูลฟิลเมนต์ ก็จะสั่งงานผ่านทางซอฟต์แวร์ของ MyCloud เชื่อมต่อมาที่ SCG Logistics ที่ทำเรื่องการ Pick-Pack แล้วส่งให้ จากนั้นดาต้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็จะป้อนกลับไปให้ลูกค้าผ่านทาง MyCloud จะเห็นว่าสองระบบนี้เอื้อธุรกิจซึ่งกันและกัน”

นิธิ สัจจทิพวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท MyCloud Fulfillment กล่าวเสริมว่า “ถือเป็นการพึ่งพากัน เพราะการที่เราจะได้ big data มา ก็หมายความว่าเราต้องทำได้เยอะ ซึ่ง MyCloud เพิ่งดำเนินธุรกิจมาได้ 3 ปี จำนวนร้านค้าที่เราทำเองก่อนหน้านี้มีเพียง 300 ราย จากเอสเอ็มอีไทยนับแสนราย หากเราจะขยายก็ต้องลงทุนทำโกดังเองทั้งหมด ในขณะที่ SCG มีคลังและมีคนอยู่แล้ว เมื่อเราร่วมมือกัน ก็รับลูกค้าได้เยอะขึ้น ข้อมูลเหล่านี้ถึงจะกลายเป็น big data ได้ ซึ่งจะมีประโยชน์มากขึ้น เรารับบริการลูกค้าได้มากขึ้น ราคาค่าบริการถูกลง ลูกค้าปลายทางได้ของเร็วขึ้น ”

ไพฑูรย์สรุปการร่วมมือกันครั้งนี้ว่าเป็น win-win-win situation เพราะได้ ‘โต-เร็ว-เพิ่ม’ คือ MyCloud ได้เติบโต SCG สามารถบริการลูกค้าได้เร็วขึ้น และลูกค้าก็ได้ยอดขายที่เพิ่มขึ้น สอดรับกับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่เพิ่มขึ้น 12%

ผู้ค้าลดต้นทุน แล้วไปโฟกัสการเพิ่มกำไร

ในมุมของผู้ค้าขาย สิ่งที่จะได้ก็คือบริการที่ทำให้ชีวิตการค้าขายสะดวกและล้ำหน้าคู่แข่งไปอีกขั้น จากความชำนาญสองด้านของทั้งสององค์กร

ด้าน SCG Logistics มีจุดเด่นจากเจ้าอื่นในตลาด ตรงที่นำเสนอบริการคลังสินค้าและขนส่งหลากหลายขนาด สามารถส่งสินค้าที่ต้องรักษาความเย็นได้ และการเก็บเงินปลายทาง (COD) สามารถโอนเงินถึงผู้ขายในหนึ่งวัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เร็วที่สุดในตลาด ผู้ขายจะได้นำเงินไปหมุนให้ธุรกิจเติบโตต่อ

ด้าน MyCloud fulfillment จุดแข็งคือระบบบริหารจัดการคำสั่งซื้อ (OMS) ที่สามารถสื่อสารตรงจากมาร์เก็ตเพลสได้หลายช่องทาง รับออเดอร์แล้วอัปเดตจำนวนสินค้าคงคลังอัตโนมัติ และระบบการบริหารจัดการคลัง (warehouse management system) ที่สร้างขึ้นมาเพื่ออีคอมเมิร์ซหรือผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะ จึงสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการ (customize) ของลูกค้าได้ 5 ระดับ ทั้งประเภทบรรจุภัณฑ์ การจัดการสินค้าแต่ละชิ้น การดูแลช่องทางที่แตกต่างกัน รวมทั้งคำสั่งพิเศษแต่ละครั้งอย่างการเขียนการ์ด ข้อความ ฉีดน้ำหอม ผูกโบว์ ฯลฯ สำคัญไปกว่าบริการบริหารคลังเหล่านี้ คือการวิเคราะห์ข้อมูลออกมาให้ผู้ค้าขายสามารถนำไปวางกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อเติบโตต่อไปได้

“ทุกวันนี้การเก็บสินค้าเราอาจจะไม่ได้เห็นภาพชัดว่าสินค้าใดควรถูกเก็บไว้ โดยปกติเขาจะเก็บแต่ละ SKU ในจำนวนคละๆกัน ขายอะไรได้ก็ขายไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือทำให้เงินจมกับสินค้าที่ขายไม่ได้ มีของล้นสต็อก แล้วต้องมาขายลดราคา ถ้าหาช่องทางระบายของไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็เสียโอกาสการขาย ในเมื่อสินค้าตัวที่ขายดีดันหมดสต๊อกก่อน เพราะมีเก็บไว้ไม่เพียงพอ เงินก็จมจนไม่มีเงินหมุนกลับมาใช้ผลิตสินค้าไลน์ใหม่ๆที่น่าจะขายได้ นี่คือปัญหาไม่จบไม่สิ้นของร้านค้า สิ่งที่เราทำ คือช่วยเขาหาช่องทางลดต้นทุนและเพิ่มยอดขาย” นิธิกล่าว ก่อนอธิบายว่าระบบใหม่นี้จะช่วยได้อย่างไร

อย่างแรกที่เราทำให้คือ Stock Optimization คือดูว่าแพทเทิร์นแต่ละวัน สินค้าตัวไหนขายได้เท่าไร ควรจะเก็บไว้เท่าไร ยกตัวอย่างสินค้าตัวนี้ใช้เวลา 5 วันในการผลิต ขายได้ 10 ชิ้นต่อวัน เพราะฉะนั้น buffer stock ก็คือ 50 ถ้าเราสามารถทำให้แต่ละ SKU สั่งของมาเติมได้เรื่อยๆ ทำให้ลูกค้าเก็บของน้อยลงและสั้นลง เขาก็จะเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บน้อยลง มีเงินจมน้อยลง เป้าหมายก็คือทำอย่างไรให้เขาเก็บของได้น้อย คงคลังเป็น 0 ได้ยิ่งดี

“อย่างที่สองคือ Demand Planning ทำอย่างไรให้เขารู้ว่าควรขายอะไร เหมือนหมอดูครับ ได้รู้ว่าแต่ละช่องทางที่เขาขายมาตลอดนั้น คนมักจะซื้อสินค้าประเภทไหน เช่นซื้อสินค้าสีฟ้า ซื้อรองเท้าไซส์ 36 ฯลฯ เราจะได้นำสินค้าที่เหมาะเจาะไปอยู่ในช่องทางขายที่เหมาะสม แทนที่จะเอาไปวางไว้ตามห้าง แล้วพอมีคำสั่งซื้อออนไลน์ก็ต้องมาทำ reverse logistics ดึงของจากห้างไปออนไลน์หรือออนไลน์ไปเติมห้าง ซึ่งเป็นการเสียค่าใช้จ่ายเปล่าๆ แต่การทำ demand planning จะทำให้คนขายรู้ว่าควรผลิตอะไร และวางขายที่ไหน”

รายเล็กก็ยิ้มได้ จากบริการครบวงจร

อย่าเพิ่งตกใจว่าบริการล้ำๆ แบบนี้ เหมาะแต่เฉพาะผู้ค้ารายใหญ่ที่มียอดคำสั่งซื้อมหาศาล เพราะ SCG fulfillment ตั้งใจมาตอบโจทย์ผู้ค้าขายหลายขนาด ไพฑูรย์กล่าวว่า เพียงมียอดขายมากกว่า 50,000 บาทต่อปี การมาใช้บริการนี้ก็นับว่าคุ้มค่า ทั้งนี้หากนับรวมต้นทุนแอบแฝงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากผู้ค้าดำเนินการเอง ก็อาจจะยิ่งถูกกว่าทำเอง

“ถ้าสมมติเขาจ่ายค่าบริการฟูลฟิลเมนต์สัก 10% ของยอดขาย 50,000 บาท ก็คือ 5,000 บาทต่อปี พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่อาจจะมีห้องที่อยู่อาศัยไม่ใหญ่นัก พอมีลูกค้าเยอะๆ อาจมีของเต็มไปหมดเลย และหลังบ้านเป็นงานปวดหัวมาก บางทีหยิบผิดบ้าง การที่มาใช้บริการนี้ก็คือการยกปัญหาเหล่านี้ไปให้คนอื่นทำ ตัวเขาเองเพียงแค่นั่งอยู่ในห้อง ขายของอย่างเดียว แล้วเอาเวลาไปหาทางเพิ่มยอดขายจาก 50,000 ให้เป็นแสนเป็นล้านแทน” ไพฑูรย์กล่าว และขยายความว่า SCG fulfillment มองกลุ่มเป้าหมายออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรายเล็ก เช่นพ่อค้าแม่ค้าทางอินสตาแกรม เฟซบุ๊กรายกลาง เช่น บริษัทขายเครื่องเสียง ซอสปรุงอาหาร และรายใหญ่ เช่น คิงพาวเวอร์

“เอสเอ็มอีไทยเติบโตไปไม่ค่อยได้ก็เพราะติดเพดานตรงนี้ เรื่องเงิน ศักยภาพ และความรู้ ถ้าเราเข้าไปช่วยได้เพื่อเขามีศักยภาพเทียบเท่าองค์กรใหญ่ ก็จะไปไกลได้มากกว่านี้ ผมคิดว่าช่วงแรกๆ เขาคงเลือกทำด้วยตัวเอง แต่เมื่อคำสั่งซื้อเริ่มเยอะ ช่องทางการขายเริ่มเยอะ เช่น ขายในลาซาด้าด้วย เฟซบุ๊กด้วย แล้วต้องไปเปิดบูทด้วย จะเริ่มสับสน อาจจะต้องใช้บริการเราเพื่อเติบโตต่อ ส่วนรายใหญ่ที่ต้องใช้บริการเรา ก็เพราะแม้ว่าเขาจะมีระบบโลจิสติกส์ แต่การขายของออนไลน์เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงเร็ว บริษัทใหญ่อาจจะปรับตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าไม่ทัน ต้องมาใช้บริการเอาท์ซอร์สส่วนนี้” นิธิกล่าว

            การร่วมมือกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เติบโตไปตามตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศ แต่วางอนาคตไว้ยิ่งใหญ่ว่าจะขยายไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีนด้วย เนื่องจากบริการขนส่งที่ดีจะทำให้การค้าขายสินค้าไม่มีพรมแดนอีกต่อไป ทั้งคู่ยกตัวอย่างการสั่งซื้อที่นอนยางพาราไปจีน หรือบางคำสั่งซื้อมีเพียงแค่ขนมอบกรอบของไทยหนึ่งถุง

ความต้องการสินค้าที่ไร้พรมแดนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะกระโดดเข้าไปเป็นผู้เล่นระดับนานาชาติ ซึ่งจุดสำคัญคือการตั้งโกดังให้สามารถตอบสนองความต้องการซื้อของกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

“เราคาดการณ์ไว้ว่าธุรกิจฟูลฟิลเมนต์ในปีนี้ เราจะมี market share อยู่สัก 10% ตลาดฟูลฟิลเมนต์รวมอยู่ที่ 1,000 ล้าน และในปี 2022 มันจะอยู่ที่ 7,000 ล้าน ดังนั้นพอ 2024 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า เราจะโตไปถึง 1,000 ล้าน คือจะโตจาก 9-10% จะโตไป 14% ในมาร์เก็ตแชร์” ไพฑูรย์กล่าว

เนื่องจาก SCG มีบริการหลากหลาย การรวมกันนี้ทำให้เกิด synergy เขามีโลจิสติกส์ที่สามารถเติมของเข้าห้างร้านต่างๆ ได้ด้วย หรือ SCG express ข้อมูล API ที่เชื่อมโยงกัน จะทำให้ระบบคอยบอกตลอดว่าของไปถึงไหนแล้ว บริการของคนอื่นอาจจะไม่ได้มีขนาดใหญ่พอที่จะสามารถทำได้ทุกอย่างได้เท่านี้ พูดได้ว่า SCG คือบริษัทใหญ่ ที่ครบเครื่อง ตอบโจทย์ทุกความต้องการของตลาดได้จริงๆ” นิธิกล่าวเสริมจุดแข็งของพาร์ทเนอร์ใหญ่

เรียนรู้กันและกัน ทำงานเป็นระบบและรวดเร็ว

ไพฑูรย์เน้นย้ำถึงความสำเร็จในการร่วมมือระหว่างองค์กรใหญ่อย่าง SCG และสตาร์ทอัปน้องใหม่อย่าง MyCloud ในครั้งนี้

“อะไรที่เราไม่เก่ง ก็ต้องหาคนมาเสริม การจะไปทำแพลตฟอร์มด้านโลจิสติกส์ที่เป็น matching platform ถ้าเราทำเองก็คงใช้เวลานาน กว่าจะเอาไปให้บริการจริง ตลาดอาจจะไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่มีสตาร์ทอัปเหล่านี้ที่ทำงานกันเร็วมาก วันนี้มีโจทย์ใหม่เข้ามา เขาก็รีบแก้โจทย์ให้ได้ นี่คือสิ่งที่เข้ามาช่วยเรา”

นอกจาก MyCloud ส่วนธุรกิจอื่นๆ ของ SCG ก็ร่วมจับมือกับสตาร์ทอัปที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

สามสิ่งที่ SCG Logistics ใช้เลือกสตาร์ทอัปที่จะร่วมงานกันก็คือ 1. คอนเซปต์ไปด้วยกันได้ 2. สิ่งที่สตาร์ทอัปจะมาเชื่อมโยงกับเราเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้า 3. ต้องการเติบโตแบบยั่งยืน สตาร์ทอัปบางรายอาจมีแนวคิดโตแล้วโดดหนี แต่อย่าง MyCloud เขาตั้งใจโตไปพร้อมกิจการเรื่อยๆ ตอบโจทย์เราที่ไม่ต้องการโตแบบฉาบฉวย”

วัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกันมากนั้น สร้างอุปสรรคอะไรหรือไม่ สำหรับองค์กรใหญ่ที่มีอายุยาวนานอย่าง SCG ไพฑูรย์ตอบว่า

“ความแตกต่างกันไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นภาพที่ดีกว่านั้น คือภาพของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน องค์กรใหญ่อย่างเราทำงานกันเป็นระบบ แต่สตาร์ทอัปเป็นองค์กรที่เพิ่งเกิดขึ้นมา ทำงานเน้นความรวดเร็ว คล่องตัว เราก็ต้องไปเรียนรู้การทำงานแบบเขา ขณะเดียวกัน สตาร์ทอัปก็มาเรียนรู้ว่าการทำงานแบบองค์กรใหญ่ เขาทำกันอย่างไร”

“SCG เป็นบริษัทที่เปิดกว้างมาก ทั้งพี่ๆ ที่ร่วมทำงานด้วย และคุณไพฑูรย์ เขาเปิดรับ เรียนรู้ พร้อมเปลี่ยนแปลงเสมอ ยิ่งเรียนรู้กัน เรายิ่งดึงข้อดีของอีกฝั่งได้มากขึ้น พวกเราทำงานด้วยกันง่ายมาก เหมือนเป็นคนบริษัทเดียวกันเลย เพราะเขามีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนและเราเองก็ตั้งใจที่จะเปลี่ยนเพื่อทำให้มันดีขึ้น ต่างคนต่างทำเพื่อกันและกัน พอทั้งสองมีเป้าหมายเดียวกัน ก็มาบรรจบกันพอดี” นิธิกล่าว

 
 
 
ขอบคุณทีมาเนื้อหาข้อมูลจาก

0 comment