STEC ผู้ได้ประโยชน์สูงสุด เมื่อ GULF ราคาหุ้นพุ่งแรง

จากประเด็นราคาหุ้นบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ทำ All time Hight ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วตั้งแต่เปิดต้นปี 65 ที่ 8.20% มีมูลค่าการซื้อขายอย่างหนาแน่น โดยในปีนี้เองถือเป็นปีที่ GULF จะเริ่มรับรู้และทยอยการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆที่เตรียมจะทยอยเข้าสู่ระบบจำนวนมาก ดังนั้นจากราคาหุ้น GULF ที่เพิ่มขึ้น หนึ่งในผู้จะได้ประโยชน์ก็คงหนีไม่พ้น STEC



แล้ว
STEC เกี่ยวข้องอะไร?

STEC หรือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ผู้ธุรกิจก่อสร้างงานทุกประเภททั้งงานโยธาและ งานเครื่องกล เช่น งานด้านระบบสาธารณูปโภค งานด้านอาคาร งานด้านพลังงาน งานด้านอุตสาหกรรม และ งานด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดย STEC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 8 ของ GULF ถือหุ้นจำนวน 220 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.88% ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ออกมาประเมิน STEC ไว้อย่างน่าสนใจ


โดยประเด็นที่น่าสนใจ คือ STEC ถือหุ้น GULF ในสัดส่วนดังกล่าว ที่ต้นทุนที่ไอพีโอหุ้นละ 9 บาท (GULF แตกพาร์ 5:1) ดังนั้นถ้าเกิดราคาหุ้น GULF ขึ้นมาระดับนี้ เท่ากับว่า STEC มีกำไรต่อหุ้นกว่า 40.50 บาทต่อหุ้น ทำให้ STEC มีกำไรจากการลงทุนใน GULF กว่า 8.8 พันล้านบาทโดยประมาณ


ดังนั้นประเมินว่าราคาหุ้น GULF ที่ปรับตัวขึ้นเป็น Sentiment บวกต่อ STEC เนื่องจากถือหุ้น GULF สัดส่วนดังกล่าว หาก หากอิงราคา GULF ที่ 49.50 บาท เทียบเท่ามูลค่าตลาดที่ 1.08 หมื่นล้านบาท เทียบกับ Market Cap ของ STEC ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท


ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 4/64 คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า และปี 2565 มีงานประมูลขนาดใหญ่รออยู่หลายโครงการ ทั้งรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและรถไฟทางคู่ นอกจากนั้นยังมีจุดเด่นที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งเป็น  Net Cash ทำให้ STEC จึงดูโดดเด่น

หุ้นยัง Laggard

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า พื้นฐานแข็งแกร่งไม่เป็นรองใคร ทั้งด้าน Backlog และฐานะการเงิน ขณะที่ราคาหุ้น Laggard กลุ่มรับเหมาก่อสร้างมาก ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมอิง Historical PER 24 เท่า ให้ราคาเหมาะสม 18.00 บาท แนะนำ ซื้อ


ขณะที่การรับรู้รายได้ก่อสร้างทยอยปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ หลังการคลายล็อกดาวน์ตั้งแต่เดือน ส.ค คาดไตรมาส 4/64 จะมีรายได้ก่อสร้าง 7,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28%จากไตรมาสก่อน ส่งผลบวกต่ออัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นตามความประหยัดต่อขนาด โดยคาด Gross margin ทำได้ 5.2% เพิ่มจาก 4.4% ในงวดไตรมาส 3/64 โดยไตรมาส 4 ของทุกปี STEC จะมีการตีราคาอสังหาฯเพื่อการลงทุน เช่นอาคารชุดและที่ดินผืนต่างๆ ปีนี้คาดจะมีกำไรพิเศษเข้ามาราว 80 ล้านบาท จึงประเมินกำไรสุทธิไว้ที่ 298 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119%จากไตรมาสก่อน และเป็นกำไรสูงสุดของปีนี้



Backlog
แน่นมากกว่าแสนล้านบาท

นอกจากนี้ยังรับกระแสเชิงบวกจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐที่กลับมา โดยจับมือเป็น JV กับ CK ร่วมเข้าประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้มูลค่า 7.8 หมื่นล้านบาท ลุ้นผลในไตรมาส 1/65 ขณะที่ Backlog ปัจจุบันมีกว่า 1.2 แสนล้านบาท เพียงพอรองรับการสร้างรายได้ที่มั่นคงในช่วง 3 ปีข้างหน้า ที่จะเห็นพัฒนาการดีขึ้นชัดเจนทั้งยอดรับรู้รายได้และอัตรากำไร หลังหมดภาระจากโครงการที่ไม่มี Margin อย่างโครงการรัฐสภาแห่งใหม่ ไปตั้งแต่ไตรมาส 2/64


ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า STEC มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ซื้อขาย Valuation ถูก มีแนวโน้มได้งานเพิ่ม โดยราคาหุ้น STEC ปัจจุบันซื้อขาย P/BV 1.5 เท่า บริเวณ Forward P/BV-1.5SD ระยะ 10 ปี ในขณะที่มีเงินสดในมือและเงินลงทุนในกองทุนเปิดสูง 7 พันล้านบาท  มีหลายโครงการจะเข้าประมูลเพิ่มในปีนี้ แนวโน้มจะได้งานใหม่เพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มงานในมือ และ รายได้ในอนาคต ประเมินราคาเป้าหมายปี 2565 เท่ากับ 17 บาท คงแนะนำ TRADING BUY


แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/64 คาดจะฟื้นตัวดีขึ้น หลังจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้ผ่อนคลายลง  มีการเร่งงานก่อสร้างมากขึ้น  คาดยอดรับรู้รายได้จากงานก่อสร้างจะเพิ่มเป็น 8,518 ล้านบาท เติบโต 40%จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงราว 4%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการจบงานอาคารรัฐสภา และ รับรู้งานใหม่ๆมากขึ้นจะช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น 4.5% จาก 4.4% ในไตรมาสก่อน  แต่ยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน 5%  รวมแล้วคาดจะมีกำไรปกติประมาณ 185 ล้านบาท ฟื้นตัวดีขึ้นต่อจากไตรมาสก่อน 36%จากไตรมาสก่อน แต่ยังลดลง 24%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


อย่างไรก็ตามในงบสิ้นปีปกติจะมีรายการพิเศษจากการตีค่าสินทรัพย์เพิ่มซึ่งยังไม่รวมในประมาณการรวมปี 2564 โดยประเมินจะมีกำไรปกติ 644 ล้านบาท ลดลง 26% 


STEC ล่าสุดลงนามรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญา 2 และ 3 เป็นส่วนของ STEC 1.7 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมงาน O&M มอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี และ บางปะอิน-นครราชสีมา ประมาณ 6 พันล้านบาท ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงสถานีศรีรัช-เมืองทองธานี 3 พันล้านบาท และสนามบินอู่ตะเภาเฟสแรกที่กำลังจะลงนาม 2.7 หมื่นล้านบาท ดังนั้นจะทำให้ Backlog ปัจจุบัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 แสนล้านบาท


โดยปี 2565 จะเริ่มรับรู้งานใหม่ๆมากขึ้น และ จบงานอาคารรัฐสภา โดยคาดยอดรับรู้รายได้ปี 2565 จะเพิ่มเป็น 36,568 ล้านบาท เติบโต 25% และ อัตรากำไรขั้นต้นคาดจะกลับมาประมาณ 5% ทำให้กำไรปกติจะเพิ่มเป็น 1,038 ล้านบาท เติบโต 61% จากปี 2564